"ชิ!" หลี่จิ่งหนานเชิดหน้าขึ้นอย่างหยิ่งยโส"การจัดแจงของเขาจะดีกว่าข้าได้อย่างไร? อีกอย่างบ้านพักหลังนี้ก็มอบให้เจ้าแล้วหากไม่เข้ามาอยู่บ้างก็เสียเปล่าแย่"
นั่นสินะ...
หวาชิงเสวี่ยรู้สึกเหมือนจู่ๆตัวเองก็มีบ้านพักตากอากาศสุดหรู นานๆ ทีได้มาเยี่ยมชม หากไม่เข้ามาอยู่สักหน่อยก็น่าเสียดายแย่
อีกอย่าง...การอยู่ในคฤหาสน์ชานเมืองก็ต้องมีคนรับใช้การเห็นพวกชาวนาแสดงความนอบน้อมต่อหน้านาง มันทำให้รู้สึกไม่สบายใจจริงๆ
หวาชิงเสวี่ยยังคงเคยชินกับการอยู่คนเดียวมากกว่า
"ฟู่ถิงเย่ต้องกลับไปอยู่ที่จวนแน่นอนสถานการณ์ในจวนโหวเป็นเช่นนั้น เจ้าตามไปด้วยคงไม่เหมาะ" หลี่จิ่งหนานบ่นกับนาง"อยู่ที่คฤหาสน์ชานเมืองมันจะสนุกอะไร อีกอย่างหากเจ้าอยู่นอกตัวเมือง ข้าจะไปหาเพื่อเที่ยวเล่นด้วยกันก็ไม่สะดวก"
ประโยคสุดท้ายเผยความรู้สึกที่แท้จริงออกมา
หวาชิงเสวี่ยครุ่นคิดแล้วถามเขาว่า"ถ้าอย่างนั้น...ข้าไปบอกท่านแม่ทัพสักหน่อยดีไหมว่าวันนี้จะย้ายเข้ามาที่นี่เลย?"
"บอกอะไรให้มันยุ่งยากท่านแม่ทัพใหญ่ออกจะงานยุ่ง ไหนเลยจะมีเวลามาสนใจ?" หลี่จิ่งหนานหันไปสั่งเสี่ยวโต้วจื่อ "เรียกคนไปคฤหาสน์ชานเมืองแล้วเอาสัมภาระของหวาชิงเสวี่ยมาส่งที่นี่ด้วย"
เมื่อเหลือบไปเห็นสีหน้าไม่เห็นด้วยของหวาชิงเสวี่ยหลี่จิ่งหนานก็กลอกตา "เอาล่ะๆ ไปแล้วก็บอกท่านแม่ทัพฟู่ด้วยว่าแม่นางหวามาอยู่ที่นี่แล้ว"
เขาบ่นพึมพำด้วยความไม่พอใจ"เจ้ากลัวเขาทำไมกัน ข้าก็เป็นฮ่องเต้นะ ทำไมไม่เห็นเจ้าจะกลัวข้าบ้าง"
หวาชิงเสวี่ยหัวเราะแล้วเอาใจเขา"เพราะเจ้าน่ารักกว่าเขาอย่างไรเล่า"
หลี่จิ่งหนานถึงได้เผยสีหน้าพึงพอใจแล้วเออออห่อหมกไปด้วย "นั่นสิ เขาดูน่ากลัวจริงๆ นั่นแหละ" คำพูดนั้นกล่าวออกมาเหมือนกับว่าเขามั่นใจในรูปร่างหน้าตาของตนมาก
หวาชิงเสวี่ยเห็นท่าทางของเขาก็อดขำไม่ได้
"ไป ข้าจะพาเจ้าไปดูด้านหลัง!"หลี่จิ่งหนานพานางเดินเข้าไปด้วยความดีใจ "ด้านหลังสวนนี้มีเรือนเดี่ยวอยู่ด้วยนะข้าให้คนทำความสะอาดไว้แล้ว เอาไว้ทำสบู่ได้พอดี!"
...
เสด็จอาสามของหลี่จิ่งหนานหรือที่เรียกกันว่าชิ่งอ๋อง มารดาของเขาเป็นหนึ่งในบรรดานางสนมชายาที่อยู่ในวังหลัง
เนื่องจากไม่ได้กำเนิดจากครรภ์ฮองเฮาและไม่ใช่พระอนุชาร่วมอุทรกับฮ่องเต้พระองค์ก่อน ถึงแม้ว่าจะเป็นอ๋องเหมือนกัน แต่สถานะนั้นก็แตกต่างจากหนิงอ๋องอย่างสิ้นเชิง
ชิ่งอ๋องเองก็รู้จักสถานะของตัวเองดีไม่เคยคิดที่จะเข้ามาข้องเกี่ยวกับการแย่งชิงอำนาจแต่อย่างใด ตลอดมาจึงเป็นอ๋องที่รักความสงบบ้างก็เลี้ยงจิ้งหรีด บ้างก็เลี้ยงปลาทอง บ้างก็ปลูกดอกไม้ ทำให้คนอื่นรู้สึกสบายใจยิ่งนัก
ในสวนนี้เดิมทีมีดอกโบตั๋นพันธุ์ดีปลูกไว้มากมายแต่ตอนนี้ได้ถูกย้ายออกไปไว้ในที่ดินศักดินาของชิ่งอ๋องหมดแล้ว
แบบนี้ก็ดีเหมือนกันหวาชิงเสวี่ยคิดในใจ ถ้าปล่อยไว้คงจะถูกนางเลี้ยงจนตายแน่
เรือนเดี่ยวด้านหลังเป็นที่อยู่เดิมของช่างแต่งสวนเพื่อการดูแลดอกโบตั๋นเหล่านั้น ชิ่งอ๋องจึงได้ว่าจ้างช่างแต่งสวนเจ็ดแปดคนมาดูแลสวนแห่งนี้ที่นี่ถึงได้มีขนาดใหญ่มาก แม้จะเป็นเพียงเรือนเดี่ยวเล็กๆ ที่มุมหนึ่งของสวน แต่ก็ยังนับว่าใหญ่กว่าบ้านของหวาชิงเสวี่ยที่อยู่ในผานสุ่ย
หวาชิงเสวี่ยพบว่ามีห้องหลายห้องเต็มไปด้วยหินปูนและหมางเซียวพวกวัตถุดิบต่างๆ รวมถึงสบู่กึ่งสำเร็จรูปที่ทำเสร็จแล้วอยู่ด้วย
นางมองหลี่จิ่งหนานด้วยความแปลกใจ"เจ้าเป็นคนทำทั้งหมดนี้หรือ?"
หลี่จิ่งหนานหยิบสบู่ขึ้นมาก้อนหนึ่งโยนขึ้นไปกลางอากาศ แล้วก็รับไว้ ยิ้มอย่างโอ้อวดเล็กน้อย "ใช่แล้ว เป็นอย่างไร?ข้าทำได้ไม่เลวเลยใช่หรือไม่?"
เขาจะไม่พูดหรอกว่าทุกครั้งที่รู้สึกหงุดหงิดใจและรู้สึกว่าไม่มีที่ไป เขาจะมาทำสบู่ที่นี่
ไม่ทันรู้ตัว ที่นี่ก็สะสมสบู่ไว้มากพอสมควรแล้ว
"ไม่เลวจริงๆ ด้วย"หวาชิงเสวี่ยหยิบขึ้นมาดูก้อนหนึ่ง รูปลักษณ์ภายนอกและกลิ่นของสบู่ทำมือนี้ดีทีเดียว
ในตอนที่หลี่จิ่งหนานแอบหนีออกจากวังไปหานางที่เมืองผานสุ่ยนางเคยสอนวิธีทำสบู่ทำมือให้เขา คิดไม่ถึงว่าหลี่จิ่งหนานจะจำวิธีนั้นได้ ถึงจะกลับเซิ่งจิงไปแล้วก็ยังไม่ลืม
"ข้าอยากเปิดโรงงานทำสบู่หาเงินไปบำรุงท้องพระคลัง เจ้าคิดอย่างไร?" หลี่จิ่งหนานถามหวาชิงเสวี่ย
"ก็ดีนะ"หวาชิงเสวี่ยหยุดคิดเล็กน้อย แล้วพูดอย่างลังเล "แต่ว่า...ข้าก็ขายอยู่ที่เมืองผานสุ่ยด้วยนะคิดจะหาเงินมาช่วยบำรุงกองทัพ จะมีผลกระทบกับเจ้าหรือไม่?"
"เรื่องแค่นี้จะมีอะไรในเมื่อแคว้นต้าฉีกว้างใหญ่ขนาดนี้ จะยังต้องกลัวเรื่องแย่งตลาดด้วยหรือ?"หลี่จิ่งหนานไม่ใส่ใจ "พวกเจ้าก็ขายทางเหนือ ข้าก็ขายทางใต้ ไม่รบกวนกันก็สิ้นเรื่อง"
เขาพูดพลางกลอกตาใส่หวาชิงเสวี่ย"เจ้าก็อย่าโง่งมเอาเงินที่หามาได้ไปโยนทิ้ง กองทัพควรจะได้เงินจากท้องพระคลังอยู่แล้วจะมีเหตุผลอะไรให้เจ้าที่เป็นแค่สตรีต้องเอาเงินมาให้?พูดไปก็เสียหน้าข้ามาก เหมือนกับว่าฮ่องเต้แห่งต้าฉีเลี้ยงดูทหารไม่ได้เสียอย่างนั้น!ไม่ต้องห่วง ตราบใดที่หาเงินได้ ข้าจะเพิ่มเบี้ยหวัดให้ทหารอีกสองส่วน เจ้าก็ไม่ต้องห่วงไป"
หวาชิงเสวี่ยคิดแล้วก็พยักหน้า"ดีเหมือนกัน ช่วงนี้ค่ายอาวุธไฟยังไม่เริ่มงานเต็มที่ ข้าก็ไม่อาจขอเงินท่านแม่ทัพฟู่ไปเรื่อยๆได้ รอหาเงินได้เมื่อไร ข้าจะเอาเงินไปลงทุนในค่ายอาวุธไฟก็แล้วกัน"
เมื่อพูดถึงค่ายอาวุธไฟหลี่จิ่งหนานก็ยิ่งตื่นเต้น "ค่ายอาวุธไฟหรือ! ข้ารู้! ฟู่ถิงเย่ยื่นฎีกามาแล้วบอกว่าจะค้าขายกับหนานจ้าว ถ้าทำได้สำเร็จ ค่ายอาวุธไฟก็จะไม่ต้องพึ่งพาเงินจากราชสำนักและยังสามารถบำรุงท้องพระคลังได้ด้วย!"
เมื่อได้ยินเช่นนั้นดวงตาของหวาชิงเสวี่ยก็เป็นประกาย เรื่องนี้เป็นสิ่งที่นางเสนอออกไป คิดไม่ถึงว่าฟู่ถิงเย่จะเริ่มดำเนินการให้จริงๆ
"เป็นอย่างไรบ้าง?ทุกคนเห็นด้วยไหม?" หวาชิงเสวี่ยถามด้วยความเป็นห่วง
"ช่วงนี้กำลังทะเลาะกันอยู่เลย"หลี่จิ่งหนานหัวเราะอย่างไร้กังวล "ทะเลาะกันใหญ่โต แต่พวกเขาแค่พูดจาโอ้อวดไปเรื่อยรอจนทะเลาะกันพอประมาณแล้ว ท่านอัครมหาเสนาบดีจั่วก็จะออกมาพูดอะไรสักหน่อย พอถึงตอนนั้นข้าก็ออกพระราชโองการไปตามน้ำเรื่องก็จะสำเร็จเอง"
เขาพูดออกมาอย่างง่ายๆแต่หวาชิงเสวี่ยกลับได้ยินเสียงเสียดสีตัวเองในคำพูดนั้น
ฮ่องเต้องค์หนึ่ง เมื่อเผชิญหน้ากับราชกิจกลับไม่มีทางออกทำได้เพียงรอให้เหล่าขุนนางมาขัดแย้งกัน แล้วค่อยตัดสินใจเลือกฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ทำตามฝ่ายนั้นไปโดยไม่มีความคิดเป็นของตัวเอง
หรืออาจจะเป็น เพราะไม่มีใครสนใจความคิดของเขา
"...เรื่องวุ่นวายแบบนั้นก็ให้พวกเขาปวดหัวกันไปเถอะ" หวาชิงเสวี่ยไม่อยากให้หลี่จิ่งหนานจมอยู่ในห้วงแห่งการสงสารตัวเองจึงพยายามปลอบโยนเขา
แต่คำพูดเหล่านี้ดูเหมือนจะไม่ได้ผลเท่าใดนัก
หลี่จิ่งหนานฝืนยิ้มมุมปากออกมา
หวาชิงเสวี่ยเกิดความคิดขึ้นมาทันทีกล่าวว่า "จริงสิ! ข้าเอาของดีจากค่ายอาวุธไฟมาฝากเจ้าด้วย!"
หลี่จิ่งหนานถูกดึงดูดความสนใจทันทีถามด้วยความดีใจว่า "อะไรหรือ?"
"เจ้าเดาไม่ถูกแน่ๆหึหึหึ..."
"บอกข้ามาเร็ว!"
"มาไล่ตามข้าสิถ้าไล่ตามทัน ข้าจะบอกให้!"
"หวาชิงเสวี่ยเจ้านี่ช่างทำตัวเหมือนเด็กจริงๆ!"
"ฮ่าฮ่าฮ่า...แล้วเจ้าจะไล่ตามมาหรือไม่?"
"คอยดูก็แล้วกัน!"
...
ณ เซิ่งจิง จวนเว่ยหย่วนโหว
สภาพอากาศเมื่อเริ่มเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วงยังคงหลงเหลือความร้อนจากฤดูร้อนที่ผ่านมาอยู่
จักจั่นบนต้นไม้ส่งเสียงหวีดร้องสุดท้ายดังระงมสุดเสียงแม้จะเหนื่อยล้าจนเสียงแหบแห้งก็ตาม
ที่ม้านั่งหินใต้ต้นไม้มีสตรีนางหนึ่งนั่งอยู่ พร้อมกับกำลังโบกพัดในมืออย่างเบื่อหน่าย
"คุณหนูอย่าหงุดหงิดไปเลยฮูหยินผู้เฒ่าก็ทำไปเพื่อคุณหนูทั้งนั้น" สาวใช้คนหนึ่งถือผลไม้และของว่างเข้ามาพูดปลอบ"ฮูหยินผู้เฒ่าอายุมากแล้ว ต่อให้ตอนนี้จะรักและเอ็นดูคุณหนูแค่ไหน แต่จะปกป้องคุณหนูได้อีกกี่ปีกัน?มีเพียงแต่งงานกับคุณชายเท่านั้น คุณหนูถึงจะใช้ชีวิตได้อย่างไร้กังวล"
"แต่ข้าไม่อยากแต่งกับเขา!"เฉิงหว่านเมี่ยวเม้มริมฝีปาก เอื้อมมือไปคว้าใบไม้มาขยี้ "เขาน่ากลัวเกินไป ได้ยินว่าเขากระหายเลือดและโหดเหี้ยมที่สุด!ข้าไม่อยากแต่งกับคนแบบนั้น!"
จนถึงทุกวันนี้นางยังไม่อาจลืมภาพลักษณ์ของฟู่ถิงเย่เมื่อตอนพบกันครั้งแรก
ครั้งนั้นอดีตฮ่องเต้สวรรคตฟู่ถิงเย่พารัชทายาทเข้ามาในเมืองหลวง แต่ในวังก็ถูกคนของหนิงอ๋องควบคุมไว้แล้ว ฟู่ถิงเย่จึงนำทหารบุกเข้าวังอย่างอุกอาจเลือดสาดกระเซ็นทั่ววังหลวง! จึงจะสามารถควบคุมสถานการณ์ไว้ได้!
ตอนที่เขากลับมาถึงจวนเขาเดินเข้ามาทั้งอย่างนั้น ทั้งตัวเต็มไปด้วยเลือด ร่างกายสูงใหญ่กำยำและดูน่ากลัวหนวดเคราที่รกรุงรังกับใบหน้าที่เต็มไปด้วยความดุดัน ยิ่งทำให้เฉิงหว่านเมี่ยวตกใจจนเกือบเป็นลม!
นางเป็นเพียงสตรีอ่อนหวานในห้องหอจะเคยเห็นบุรุษที่โหดเหี้ยมเช่นนั้นได้อย่างไร?
เหล่าคุณชายจากตระกูลสูงศักดิ์ในเมืองหลวงล้วนแต่สุภาพอ่อนโยน เมื่อนำมาเปรียบเทียบกันแล้ว เฉิงหว่านเมี่ยวก็รู้สึกว่าฟู่ถิงเย่เป็นคนป่าเถื่อนโหดเหี้ยมอำมหิต!
"ข้าจะแต่งงานกับคนแบบนั้นได้อย่างไร?!"เฉิงหว่านเมี่ยวเศร้าใจจนน้ำคลอ "ท่านป้าคิดจะเอาชีวิตข้าใช่หรือไม่?หากนางรักข้าจริง ก็ไม่ควรบังคับข้าสิ!"
ฟู่ถิงเย่ออกจากเมืองหลวงไปในสนามรบตั้งแต่สิบขวบหลังจากนั้นสามถึงห้าปีจะกลับจวนสักครั้ง ดังนั้นเหล่าสาวใช้ในจวนจึงไม่คุ้นเคยกับเขาแต่เมื่อได้ฟังจากข่าวลือก็รู้ว่าท่านแม่ทัพฟู่ผู้โด่งดังมีฉายาว่า พญายมฟู่
หญิงสาวสมัยนี้ล้วนชื่นชอบชายหนุ่มที่มีความอ่อนโยนใครจะอยากแต่งงานกับพญายมกัน?
สาวใช้ก็เป็นห่วงเฉิงหว่านเมี่ยวแต่ความคิดของฮูหยินผู้เฒ่านั้นไม่มีใครเปลี่ยนได้
"คุณหนู คุณชายในตอนนี้ได้รับการแต่งตั้งเป็นอ๋องแล้วหากคุณหนูแต่งกับเขา ต่อไปก็จะได้เป็นพระชายาเชียวนะ..." สาวใช้พยายามพูดถึงด้านดีให้ฟัง
เฉิงหว่านเมี่ยวเช็ดน้ำตาด้วยผ้าเช็ดหน้า"เขาเป็นแบบนั้น...เกรงว่าแต่งเข้าไปไม่กี่วันก็ทรมานข้าจนตายแล้ว หากแม้แต่ชีวิตก็รักษาไว้ไม่ได้ต่อให้ได้เป็นถึงพระชายา แล้วมันจะมีความหมายอะไร?"
"คุณหนูอย่ากังวลไปฮูหยินผู้เฒ่าต้องให้คุณหนูอยู่ที่นี่แน่นอน ย่อมไม่ให้คุณหนูไปลำบากที่ชายแดนแน่นอน"
เฉิงหว่านเมี่ยวร้องไห้หนักกว่าเดิม"จริงๆ แล้วข้ารู้ดี ท่านป้าแค่ต้องการให้ข้ามีลูก เพื่อสืบทอดบรรดาศักดิ์ก็เท่านั้น!"
สาวใช้ได้ยินเช่นนั้นก็ใจหายวาบ"ตายแล้วคุณหนู! พูดเบาๆ หน่อยสิ หากคำพูดนี้ไปถึงหูฮูหยินผู้เฒ่า ท่านจะเสียใจมากนะเจ้าคะ!ตลอดหลายปีมานี้ ฮูหยินผู้เฒ่ารักและเอ็นดูคุณหนูจริงๆ นะ!"
เฉิงหว่านเมี่ยวร้องไห้สะอึกสะอื้น"ข้าควรทำอย่างไร ข้าควรจะทำอย่างไรดี..."
ห่างออกไปไม่ไกลนักสาวใช้อีกคนก็เดินเข้ามาอย่างเร่งรีบ "คุณหนู! คุณหนู! เร็วเข้า...คุณชายกลับมาแล้วฮูหยินผู้เฒ่าให้คุณหนูไปพบหน่อยเจ้าค่ะ..."
เฉิงหว่านเมี่ยวตกใจจนหน้าซีดเผือดผ้าเช็ดหน้าในมือก็ถูกบิดแน่นเป็นเกลียว "เขากลับมาแล้ว...ตัวซวยกลับมาแล้ว...ทำอย่างไรดี..."
"คุณหนู พวกเรารีบไปกันเถอะ"สาวใช้เร่งนางให้รีบหน่อย
เฉิงหว่านเมี่ยวนั่งอยู่บนม้านั่งหินรู้สึกเหมือนแข้งขาอ่อนแรง "ไม่...ข้าไม่ไป เจ้าไปบอกฮูหยินผู้เฒ่า บอกว่า...บอกว่าข้าป่วย!รู้สึกไม่ค่อยสบาย ออกไปไม่ได้แล้ว..."
สาวใช้พูดด้วยความลำบากใจ"คุณหนู ท่านไปเถอะ ยิ่งทำให้ฮูหยินผู้เฒ่าไม่พอใจ จะยิ่งแย่ลงไปอีกนะเจ้าคะ..."
เฉิงหว่านเมี่ยวหลับตาลงน้ำตาก็ไหลออกมาเป็นทาง
...
สาวใช้สองคนเช็ดน้ำตาให้เฉิงหว่านเมี่ยวแล้วประคองนางไป
เฉิงหว่านเมี่ยวหมดอาลัยตายอยากก้มหน้าลง เดินไปข้างหน้าทีละก้าวราวกับหุ่นกระบอกไร้ชีวิต
นางคิดว่า หากคนป่าเถื่อนคนนั้นเกิดมีใจให้นางจะต้องรักษาความบริสุทธิ์ของตัวเองไว้ให้ได้! ร่างกายอันบริสุทธิ์ของนางจะไม่มีวันให้คนแบบนั้นย่ำยีได้เป็นอันขาด!
แต่ที่คาดไม่ถึงก็คือภายในห้องกลับเงียบสงัด...
เฉิงหว่านเมี่ยวก้าวเข้าไปในห้องพบว่าฮูหยินผู้เฒ่าฟู่นั่งอยู่บนที่นั่งตำแหน่งผู้อาวุโสเพียงลำพัง คิ้วขมวดเล็กน้อยสีหน้าไม่แสดงความดีใจเมื่อได้พบหน้าบุตรชายเลย
ตัวซวยคนนั้นไม่อยู่!
เฉิงหว่านเมี่ยวรู้สึกผ่อนคลายขึ้นนางเดินไปหยุดตรงหน้าฮูหยินผู้เฒ่าอย่างสุภาพเรียบร้อย แล้วเรียกเสียงเบา "ท่านป้าเจ้าคะ"