เวลานั้น ซูหลิงอินออกแรงกระชากผมยาวสลวยของอันเหลิ่ง
จึงผละออกมาได้อย่างยากลำบาก
ซูหลิงอินไอเบาๆ ช้อนสายตามองอันเหลิ่ง ประกายในดวงตาปกคลุมด้วยไอน้ำขมุกขมัวชั้นหนึ่งแลดูนุ่มนวล น้ำเสียงกลับแฝงห้วงอารมณ์คล้ายเย้ยหยัน “อะไรกัน หรือนายชอบเล่นงานอีกฝ่ายให้ตายก่อนร่วมรัก”
อันเหลิ่งดูจะตระหนักถึงความรุนแรงของตัวเอง พลันถอยหลังไปเล็กน้อย เห็นได้ชัดว่าอารมณ์ยังไม่เย็นลง ั์ตายังมีสีแดงฝาด ครีบมือคลี่ออกสลับหุบเข้า ราวกับกำลังควบคุมตัวเอง และราวกับกำลังเพ้อพก
“นายเป็ของฉัน…ของฉัน…” เขาพึมพำเสียงแ่ซ้ำไปซ้ำมา ไม่รู้ว่า้าโน้มน้าวอีกฝ่ายหรือตัวเองกันแน่
ซูหลิงอินนึกขบขัน ถอนใจเบาๆ “เด็กโง่”
เด็กโง่ที่เชื่อในความรัก
อันเหลิ่งจ้องซูหลิงอินเขม็ง ยังคงอยู่ก้ำกึ่งระหว่างอาการสูญเสียการควบคุมตนเอง
อีกนิดเดียวซูหลิงอินก็สงสัยแล้วว่า เป็เพราะครึ่งปีนี้เขาเอาแต่ปั่นหัวอีกฝ่ายหรือเปล่า ตอนนี้พอเ้าตัวลากเขาลงทะเลซึ่งเป็ถิ่นตัวเองได้ ก็คุมสติไม่อยู่แล้ว
“ไม่มี…คนอื่น…” ั์ตาอันเหลิ่งหม่นครึ้ม เสียงที่เคยใสกังวานเจือไปด้วยความอันตรายอึมครึมอันเนื่องมาจากสภาวะผิดปกตินี้ “มีแต่นาย…”
ซูหลิงอินไม่เห็นเป็เื่ใหญ่ ยังคงยิ้มบางอย่างอ่อนโยน มือข้างหนึ่งเอื้อมไปััดวงตาอันเหลิ่ง อีกมือกอดคอเขา เอ่ยเสียงนุ่มนวล “ชู่ ฉันไม่สนใจเื่นั้น นายไม่จำเป็ต้องหลอก ฉันไม่ใช่เด็กๆ แล้ว อีกอย่างเื่แบบนี้ตราบใดที่เต็มใจทั้งสองฝ่าย หลังจบเื่ก็ไม่จำเป็ต้องอธิบายให้ใครฟัง”
“ฉันไม่ได้หลอกนาย…” อันเหลิ่งย้ำอย่างไม่พอใจ “...Solo il gruppo di cuccioli ingenui useràl'estro come scusa…”
…มีแต่เด็กไม่รู้จักโตพวกนั้นถึงใช้วัยกำหนัดเป็ข้ออ้าง
ซูหลิงอินจุมพิตหางตาเขาอย่างปลอบโยน เอ่ยเอาใจเสียงอ่อน “ในเมื่อนายพูดอย่างนี้แล้ว ฉันเชื่อนาย”
เขาต่อบทสนทนาอย่างเป็ธรรมชาติ “แต่จะว่าไปทั้งที่นายมีต้นทุนอันไร้เทียมทานในโลกนี้ แล้วทำไมถึงต้องใช้ชีวิตอย่างบรรพชิตตลอดเวลาด้วย ผ่อนคลายหาความสุขบ้างก็ไม่ผิดสักหน่อย”
“แทนที่จะลุ่มหลงมัวเมา ฉันชอบความสงบมากกว่า…” อันเหลิ่งโอบซูหลิงอินอีกครั้ง พอเห็นว่าเขาไม่มีทีท่าจะสลัดออกจึงยกยิ้มน้อยๆ ด้วยความชื่นบาน ซีดเซียวทว่างามจับตา “ฉันสนใจแต่นาย…”
ซูหลิงอินไม่เชื่อเท่าไร ต่อให้มองโดยไม่ยึดมาตรฐานตัวเอง เขาก็ไม่เชื่อว่าเงือกที่อยู่มาไม่รู้ตั้งเท่าไรจะไม่ประสาเื่พรรค์นี้ขนาดนี้
ถือเสียว่าเป็คำหวานเพื่อเอาใจก็แล้วกัน
ถึงอย่างไรซูหลิงอินก็ไม่ได้แยแสว่าความจริงเป็อย่างไร เขาสนแค่ข้อแลกเปลี่ยนในตอนนี้เท่านั้น
ร่างกายเป็เพียงต้นทุนอย่างหนึ่งมาแต่ไหนแต่ไร
ฟองอากาศดิ่งลงใต้ทะเลลึกเรื่อยๆ
นอกจากแสงที่เริ่มสลัวลงทีละนิด ทัศนียภาพในทะเลยังเปลี่ยนไปเรื่อยๆ อีกด้วย ซูหลิงอินไม่รู้สึกเหมือนว่ากำลังดำดิ่งลงใต้สมุทรจริงๆ อุณหภูมิและแรงกดอากาศไม่ได้ต่างไปจากผิวทะเลเลย
เห็นได้ชัดว่าเื่นี้ผิดหลักวิทยาศาสตร์
แต่การถกวิทยาศาสตร์กับเงือกดูจะโง่งมเข้าไปใหญ่
“นายจะพาฉันไปไหน” ซูหลิงอินถาม
“แอตแลนติส…” อันเหลิ่งมองซูหลิงอินอย่างมีความหมาย “ภูมิลำเนาของฉัน…บ้านของฉัน…”
ซูหลิงอินกดไหล่อันเหลิ่งด้วยสองมือ สบตาเขาด้วยสายตาราบเรียบ “อันเหลิ่ง หยุดก่อน”
แววตาอันเหลิ่งพลันหมองหม่น “นายไม่อยากเห็นสักนิดเลยเหรอ”
“ยังไม่ถึงเวลา อันเหลิ่ง นายใจร้อนเกินไป” ซูหลิงอินถอนหายใจเบาๆ สีหน้าและน้ำเสียงอ่อนโยนจนแทบทำให้คนฟังหลงเสน่ห์หัวปักหัวปำ “นายอยากให้พวกเรามีอนาคตด้วยกันไหม พูดอีกอย่างคือนายเชื่อไหมว่าพวกเราจะมีอนาคต มีหลายครั้งนะที่การปล่อยไปตามลำดับขั้นตอน ถึงจะเป็ความทรงจำแสนโรแมนติก”
เขาวาดภาพสีครามสวยงามวิจิตรภาพหนึ่ง ถักทอออกมาคลับคล้ายฝันหวานอันแสนวิเศษ
ทั้งที่กำลังถามอีกฝ่าย กลับใช้น้ำเสียงแน่วแน่จนคนฟังปักใจเชื่อโดยไม่ทราบสาเหตุ
ราวกับอนาคตถูกลิขิตไว้เช่นนั้น
“ได้”
เหยื่อติดแหแล้ว ง่ายดายเหมือนพลิกฝ่ามือ
“อันเหลิ่ง จูบฉัน”
แล้วพวกเขาก็ดำดิ่งลงไปด้วยกัน
“ฉันอยากรู้นัก อันเหลิ่ง ในสายตานาย สิ่งมีชีวิตใต้ทะเลอื่นๆ เป็ชีวิตแบบไหนเหรอ” ซูหลิงอินถามขึ้นระหว่างจูบ
เขาไม่ได้ถามเจาะจง แต่เชื่อว่าด้วยระดับสติปัญญาของอันเหลิ่งคงจะพอเข้าใจแน่
เหมือนเวลาที่มนุษย์มองสุนัขและแมว เหมือนเป็กึ่งเผ่าพันธุ์เดียวกันมากกว่า
ถึงอย่างไรในสายตาคนส่วนใหญ่ที่รู้เื่ไม่มาก เงือกเป็เพียงสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลอันแปลกใหม่เท่านั้น พูดให้ตรงประเด็นกว่านี้คือ…ก็แค่ปลา
เหมือนที่ไม่มีใครเห็นสฟิงซ์ครึ่งคนครึ่งสิงโตเป็มนุษย์
ซูหลิงอินใคร่รู้ว่ามุมมองของเงือกกับมนุษย์นั้นต่างกันแค่ไหน ยังเป็การสืบเสาะเนียนๆ ว่าหลายร้อยหลายพันปีที่เงือกหายไป พวกเขามีบทบาทอย่างไรใต้ท้องทะเล
ดูเหมือนอันเหลิ่งจะไม่พอใจคำถามนี้ ออกอาการรังเกียจอย่างยิ่ง ทั้งยังไม่อยากจะตอบ “ถึงอย่างไรพวกมันก็ไม่มีทางมองเห็น”
อันเหลิ่งทวนความจำอย่างเลื่อนลอย ดูเหมือนนี่เป็ครั้งแรกที่ตนถูกยกเอาไปเปรียบเทียบกับสิ่งมีชีวิตไร้สมองนับั้แ่จำความได้ อ๊ะ…
ช่างน่าโมโหจริงๆ