จวนอัครเสนาบดีไป๋
บนเตียงนอนขนาดใหญ่ในห้องหรูหรามีร่างระหงของหลินฮวานอนยาวเหยียด สวมได้แค่เสื้อผ้าเนื้อบางเพราะร่างกายมีแต่ผื่นแดงผุดขึ้นเต็มไปหมด แสบร้อนไปทั่ว คันคะเยอไม่หยุด
“เพราะว่าเ้าเอาแต่เที่ยวเหนือล่องใต้แล้วเป็อย่างไร ไปติดโรคประหลาดจากทิศใดมาก็ยังมิรู้ได้ หึ!”
สุ้มเสียงไม่สบอารมณ์ถูกคำรามออกมาจากลำคอแกร่งของอัครเสนาบดีไป๋ชายวัยกลางคนท่าทางภูมิฐานผู้นี้เห็นหน้าตาชื่อเสียงเป็สิ่งสำคัญที่สุด
ยามนี้เขาต้องอับอายเพราะบุตรสาวคนสำคัญจนไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนแล้ว
“ท่านพี่โปรดระงับโทสะด้วยเ้าค่ะ” ไป๋ฮูหยินรีบลุกจากขอบเตียงนอนของหลินฮวาเดินเข้ามาหาสามีเงยหน้ามองเขาอย่างออดอ้อน นางร้องไห้จนตาช้ำ คิดย้อนกลับไปวันที่กำลังดำเนินแผนการจนเกือบบรรลุเป้าหมาย ได้สนทนากับหลี่กุ้ยเฟยเกี่ยวกับงานมงคลระหว่างรัชทายาทกับหลินฮวากล่าวอ้างตามพระประสงค์ของฮ่องเต้จนอีกฝ่ายเริ่มจนมุมแล้วแท้ๆ มิคาดว่าจะเกิดเื่เช่นนี้
หลินฮวาเกาลำคอเสียงดังแกรกๆด้วยอาการคันคะเยอ พลางกัดฟันเอ่ยออกมา
“ต้องเป็ฝีมือนังเด็กน้อยลู่หลิ่งแน่ท่านแม่...ข้าไม่ยอม ต้องเอาผิดเด็กปีศาจนั่นให้ข้า ในชาที่มันชงต้องมียาพิษแน่ๆ”
ไป๋ฮูหยินได้ยินบุตรสาวเอ่ยเช่นนั้นจึงหันมาตวาดลั่น
“อย่าเหลวไหล! ชานั่นพวกเราเป็คนนำเข้าไปด้วยมือ เ้าเอ่ยเยี่ยงนี้ ไยมิใช่ทุ่มหินทับเท้าตัวเองแล้ววาจานี้อาจนำภัยมาสู่สกุลไป๋ ข้อหานำยาพิษเข้าไปในวังทั้งข้อหาวางยารัชทายาทกับพระสนมปะาเก้าชั่วโคตรเชียวนะ”
ใบหน้าของหลินฮวาเหลอหลาทันทีเออ...นางลืมไป! แต่กระนั้นกลับไม่ยอมง่ายๆ “แต่นังเด็กนั่นเสนอหน้าชงชานะต้องลอบวางยาใส่น้ำชาแน่ ท่านแม่ ท่านควรให้คนไปตรวจสอบ”
ไป๋ฮูหยินส่ายหน้ากล่าวว่า “เ้าเอาอะไรมาพูด น้ำชานั่นชงใส่กาเดียวกัน แล้วรินให้ทุกคนดื่มถ้วนหน้าหากในน้ำชามีพิษ ทุกคนคงโดนพิษกันหมดแล้ว”
หลินฮวาส่ายหน้าแรงยิ่งกว่าอย่างไม่คิดยอมแพ้“ถ้วยชาปะไร ท่านแม่ ถ้วยชาของข้ามีพิษเคลือบเอาไว้”
ไป๋ฮูหยินถอนหายใจ“เ้าอย่าพูดจาไร้สาระ หากถ้วยชาเคลือบพิษ นังเด็กนั่นไยมิใช่ถูกพิษก่อนเ้า”
หลินฮวามีนิสัยดื้อรั้นไม่เคยยอมใครอยู่แล้ว เื่นี้นางจึงขอเถียงสุดใจ จึงหลับหูหลับตาตะเบ็งลั่น “ไม่รู้ล่ะ! ข้าไม่ยอม นังเด็กนั่นอาจเล่นซนไปทั่วมือสกปรกยังกล้าเสนอหน้าชงชา ต้องมีการเรียกร้องให้ตรวจสอบนังเด็กนั่นอย่างถึงที่สุดนะ”
อัครเสนาบดียิ่งฟังยิ่งหรี่ตานึกขัดเคืองใจจนเส้นเืตรงขมับเต้นตุบๆ แทบปริแตก เขาเอ่ยเสียงเครียด
“เ้าลูกโง่! คิดว่าเื่นี้ไม่มีการตรวจสอบเลยหรือไร? เพราะฝ่าาทรงเห็นแก่ข้า จึงสั่งตรวจสอบโดยละเอียดไปแล้ว ทว่าผลที่ได้ นอกจากไม่เจอยาพิษอันใดในน้ำชาและในถ้วยชายังเกือบถูกข้อหาใส่ร้ายคนของตำหนักพระสนม พวกเราเกือบถูกเ้าลากลงโคลนตม ให้ตายกันหมดทั้งตระกูลโชคดีที่ท่านหมอยืนยันว่าเป็เพราะเ้าท่องเที่ยวมากเกินไปเจออากาศต่างถิ่นจึงทำให้เกิดภาวะต้องพิษที่อาจลอยมากับกระแสลม”
เขามองหลินฮวาอย่างดุดัน“ยิ่งได้รู้แผนการอันต่ำตมของพวกเ้าแม่ลูก ข้าก็แทบอยากแทรกแผ่นดินหนี มีอย่างที่ใดคิดจะยั่วยวนรัชทายาทกลางธารกำนัล แต่โรคิัพลันกำเริบ หึ!ต่อให้รักษาได้ แต่ชื่อเสียงที่เสียหายพร้อมอาการเจ็บป่วยอันน่าอาย ชาตินี้ทั้งชาติก็อย่าคิดที่จะได้แต่งงานกับรัชทายาทเลย ต่อให้เป็สนมเข้าวังก็อย่าหวัง ส่วนเ้า...”
ครานี้อัครเสนบดีหันไปชี้หน้าภรรยาด้วยนิ้วอันสั่นเทาแววตาแข็งกร้าว
“โทษฐานที่ไม่อบรมบุตรสาวให้ดียามนี้แม้แต่ข้ายังไม่กล้าออกจากจวนไปสู้หน้าผู้ใด จงอยู่แต่ในเรือนไม่ต้องออกมาหน้าที่ปรนนิบัติข้า ยกให้เหล่าอนุนับแต่นี้”
สิ้นประโยคยาวเหยียดเฉียบขาดก็สะบัดแขนเสื้อเดินจากไปอย่างฉุนเฉียวไม่มองอาการเบื้อใบ้คล้ายิญญาออกจากร่างของสองแม่ลูกแม้แต่เสี้ยววูบเดียว
หลังจากนั้นทุกวันจึงมีเสียงร้องไห้โหยหวนดังออกมาเป็ระลอกจากเรือนของหลินฮวาและไป๋ฮูหยิน
บิดามารดาเป็พยัคฆ์ลูกจักเป็สุนัขได้อย่างไร
ถึงแม้ลู่หลิ่งจะเยาว์วัยปีนี้อายุย่างห้าขวบเท่านั้น แต่นางเป็เด็กเฉลียวฉลาด มากปฏิภาณไหวพริบ คล้ายเป็เซียนมาจุติก็ไม่ปานเพราะนางมีมารดาคือซานซาน มีบิดาคือจ้าวเหว่ย อีกทั้งการได้ท่องเที่ยวไปทั่วสารทิศมิใช่มีเพียงสตรีสกุลไป๋เสียเมื่อไหร่เพราะลู่หลิ่งเองก็ถูกซานซานพาท่องเที่ยวไปทั่วเช่นกัน
เพียงแต่สองแม่ลูกมิได้เที่ยวแบบไร้สาระเช่นคุณหนูตระกูลใหญ่ที่คิดแต่จะหาซื้อของสวยงามล้ำค่าไปผูกใจบุรุษ
ยามที่เดินทางไปตามถิ่นต่างๆซานซานมักจะชอบศึกษาสมุนไพรไปทั่ว นอกจากสมุนไพรแต่ละชนิดต่างถิ่นกำเนิดจักมีประโยชน์และโทษอย่างไรแล้วหนอนที่กัดกินสมุนไพรนางก็ชอบศึกษาเช่นกัน
หนอนธรรมดากินหญ้าพิษเพื่อดำรงชีวิตจนกลายร่างเป็หนอนพิษนับเป็สิ่งที่น่าสนใจขนของหนอนพิษยิ่งต้องเก็บเอาไว้อย่างดี เพราะนี่คือพื้นฐานหนึ่งของวิชาหมื่นพิษ
ถึงแม้ว่าซานซานจะมิได้สอนลู่หลิ่งร่ำเรียนเขียนอ่านเหมือนลูกของคนอื่นๆเพราะคิดว่าเื่นี้เด็กน้อยย่อมต้องเรียนรู้ได้ด้วยตนเองการเขียนต้องฝึกเขียนด้วยสองมือ การอ่านต้องฝึกอ่านด้วยสองตา เด็กน้อยมีเวลาร่ำเรียนเื่ง่ายดายเหล่านี้ทั้งชีวิตมีเวลาแยกแยะทีละตัวอักษรจนแตกฉานที่ใดเมื่อใดก็ได้
ทว่ากับเื่ยาพิษกลับไม่ให้บุตรสาวเสียเวลาแม้แต่น้อยซานซานจึงสอนสั่งลู่หลิ่งทุกครั้งที่มีโอกาสได้เจอพิษที่น่าสนใจในชั่วเวลานั้นเลยเพราะถ้าปล่อยผ่าน อาจมิได้เจออีกเลยทั้งชีวิต
ทั้งนี้ยังให้เด็กน้อยพกพายาพิษชนิดอ่อนและยาถอนพิษติดตัวเสมอ ยังไม่ลืมสอนวิธีใช้และวิธีทำลายหลักฐานอีกด้วย
ลู่หลิ่งจึงศึกษาเื่การใช้ชีวิตกับยาพิษตลอดเส้นทางยามท่องเที่ยวกับมารดาเมื่อมาอยู่ในวังหลวงยังมีเวลามากพอให้ฝึกสังเกตผู้คน จับทิศทางลมและทางหนีทีไล่ได้เป็อย่างดี
ในสายตาของเด็กน้อยนางมองวังหลังแห่งนี้เป็สถานที่ฝึกกลยุทธ์ชั้นยอด
ถึงแม้ซานซานผู้เป็มารดาจักออกไปประจำค่ายทหารแต่ข้างกายลู่หลิ่งยังมีจื้อหย่วนและอู๋เจี๋ยที่ดูแลนางแบบถวายชีวิต
บุรุษทั้งสองลอบเป็มือเป็เท้าให้องค์หญิงน้อยตลอดเวลาแค่มองตายังรู้ว่าจักต้องทำสิ่งใด
เหตุการณ์ของหลินฮวาล้วนเป็ฝีมือของลู่หลิ่งจริงๆเพียงแต่มิใช่วันที่ชงชา แต่เป็วันก่อนหน้าต่างหาก เด็กน้อยอาศัยจังหวะที่เข้าใกล้หลินฮวายามเอ่ยปากชื่นชมเกินจริงพร้อมแอบปล่อยขนหนอนพิษชนิดหนึ่งใส่อีกฝ่ายรอเวลาให้กำเริบอย่างใจเย็นในวันอื่น คิดแค่เพียงว่าให้หลินฮวามีผื่นขึ้นตามิัที่บ้านตัวเอง จนไม่กล้าออกจากบ้านมาเข้าวังก็เท่านั้น
ช่องโหว่ในการเล่นงานผู้คนนับเป็พื้นฐานเชิงยุทธ์ที่อยู่ในกระแสเืเด็กหญิงจึงเลือกใช้ขนหนอนพิษเพราะจับสังเกตได้ว่าหลินฮวาชอบท่องเที่ยวไปทั่ว
เื่นี้ลู่หลิ่งได้บอกความจริงกับจ้าวเหว่ยโดยไม่ปิดบังนั่นจึงทำให้ไม่มีใครสามารถสืบสาวยืดยาวและยิ่งไม่อาจค้นเจอยาพิษที่เด็กน้อยซุกซ่อนเื่ราวจึงจบลงอย่างง่ายดายสวยงาม
เพียงแต่คิดไม่ถึงว่าผลที่ได้จักดีเกินคาดเพราะหลินฮวารักษาตัวจนหายดีแต่กลับมีริ้วรอยเจือจางเต็มไปหมด สาเหตุล้วนมาจากตัวนางเองซึ่งเป็สตรีใจร้อนความอดทนน้อย จึงเผลอใช้เล็บยาวๆ ของตนเกาใบหน้าลำคอและลำตัวเสียจนเกิดแผลเป็ ทิ้งร่องรอยไปทั่วกระทั่งไม่กล้ามาเยือนตำหนักของหลี่กุ้ยเฟย และไม่กล้าเผยโฉมต่อหน้าจ้าวเหว่ยอีกเลย
ไม่นานต่อมาหลินฮวายังถูกบิดาจับหมั้นหมายกับบุตรชายของสหายไปแล้วเรียบร้อยรอแต่งงานในไม่ช้า
แท้จริงแล้วเื่นี้ยังมีสิ่งที่ซับซ้อนยิ่งกว่านั้นเนื่องจากพี่สาวของหลินฮวาเป็พระสนมที่กำลังได้รับความโปรดปรานจากองค์ราชันการกำจัดอำนาจตระกูลไป๋ในภายภาคหน้าย่อมต้องมีตามมาหากน้องสาวได้แต่งงานกับรัชทายาทอีกคน
เช่นนั้นการจำกัดอำนาจตระกูลไป๋ของตนเองไว้โดยการส่งหลินฮวาแต่งงานกับคุณชายธรรมดาย่อมรักษาชีวิตชั่วโคตรของตระกูลเอาไว้ได้อย่างสวยงาม
ตระกูลที่เปี่ยมล้นด้วยอำนาจราชศักดิ์มีหรือไม่ทำให้คนหลงผิดคิดว่าตนเป็ที่ยำเกรงซึ่งนับเป็แผนการของัที่มักจะใช้ล่อลวงเสือใหญ่ให้ติดบ่วงโดยแท้
หมากตานี้นับได้ว่าลู่หลิ่งบังเอิญทำบุญครั้งใหญ่ทีเดียว
จ้าวเหว่ยภูมิใจในตัวบุตรสาวอย่างมากแม้ว่าเขารังเกียจหลินฮวาอย่างแท้จริง ไม่ประสงค์เกี่ยวข้องแม้หางตาแต่ก็ไม่คิดให้เสด็จพ่อใช้ตัวเขาเป็เครื่องมือฆ่าล้างตระกูลใคร
ภายในห้องรับรองของตำหนักฮุ่ยเยี่ยน
รัชทายาทหนุ่มลูบผมดำขลับของเด็กน้อยอย่างอารมณ์ดีเอ่ยปากชมไม่หยุด
“เก่งมากหลิ่งเอ๋อร์อย่างนี้ล่ะถึงมีสิทธิ์ติดตามพระสนม”
ชายหนุ่มจงใจเอ่ยเช่นนี้ต่อหน้ามารดาของตนเพื่อให้บุตรสาวของเขาได้ใจมารดาเต็มเปี่ยม ถึงแม้ฐานะแท้จริงของนางยังมิอาจเปิดเผยแต่ความสามารถของลู่หลิ่งที่แสดงออกมาย่อมชนะใจหลี่กุ้ยเฟยโดยที่ยังไม่ทันได้ทราบความจริง
หลี่กุ้ยเฟยแย้มยิ้มอารมณ์ดี“หลิ่งเอ๋อร์เก่งมาก ต่อไปหากมีคุณหนูไม่รู้ความมาทำให้รำคาญ ข้าปิดตาข้างหนึ่งจึงจะดี”
นั่นก็หมายความว่านางมีสิทธิ์จัดการสตรีของบิดาเต็มที่ลู่หลิ่งคิดในใจอย่างชั่วร้ายแต่ภายนอกทำตัวน่ารักน่าชังเป็ที่สุด ดวงหน้าจิ้มลิ้มสีชมพูระเรื่อระบายยิ้มกว้างอย่างเขินอายร่างเล็กในชุดสีแดงบิดไปบิดมาพลางช้อนตาออดอ้อนเหมือนแมวเหมียว
หลี่กุ้ยเฟยหลุดหัวเราะออกมาเอ็นดูลู่หลิ่งที่สุด
ดวงตาคมดำของจ้าวเหว่ยทอประกายสว่างวาบ
ทว่าสถานการณ์ปัจจุบันยังต้องรอคอยให้ถึงเวลาที่เหมาะสมอีกสักหน่อยให้ทุกอย่างลงตัวมากกว่านี้ แข็งแกร่งยากโค่นล้มยิ่งกว่านี้ เขาจึงจะวางใจเปิดเผยทุกเื่ราวเพื่อลูกเมียยกฐานะพวกนางโดยไม่มีใครกล้าครหาหรือทัดทาน
ตำหนักฮุ่ยเยี่ยนกลับมาสงบสุขชื่นมื่นอีกครั้งเพราะไม่มีสตรีใดมารบกวนใจ
ทว่าบุปผาไหนเลยจักมีภมรเพียงหนึ่งไต่ตอม
บุรุษผู้หนึ่งโดดเด่นปานนั้นเป็รองเพียงจักรพรรดิแต่กลับสูงส่งเหนือใคร ถึงแม้ว่าอำนาจในมือยังไม่มั่นคงสักเท่าใด แต่เขายังไม่แต่งพระชายา จึงมีสตรีหมายปองคิดเชื่อมวาสนา เสนอตัวเองเสริมอำนาจราชสำนักไม่ขาดสาย
พวกนางเดินทางมาเยือนไม่ซ้ำหน้าทั้งยังมีเพิ่มอีกเรื่อยๆ เมื่อก่อนยังไม่เยอะถึงเพียงนี้เพราะมีสตรีสูงศักดิ์อย่างบุตรสาวอัครเสนบดีไป๋อยู่ทั้งคน แต่ยามนี้หมดปัญหาคู่แข่งคนสำคัญอย่างหลินฮวาไปแล้วคุณหนูจวนอื่นจึงผุดขึ้นราวดอกเห็ด
และวันนี้ตำหนักฮุ่ยเยี่ยนก็มีแขกมาเยือนอีกแล้ว
นางคือคุณหนูสกุลกัวนามอิ๋งอิ๋งผู้งดงามหยาดเยิ้มดวงตาเรียวงามเพียงปรายมองก็สั่นสะท้านหัวใจบุรุษโดยทั่ว
ความสามารถในการโปรยเสน่ห์ก็ไม่ด้อยทั้งฉลาดเจรจา ใจเย็นดุจน้ำแข็งค้าง กระจ่างใสดุจธารา หาจุดตำหนิมิได้ทั้งยังไม่สะทกสะท้านต่อวาจาภาษาดอกไม้ของใครๆ เรียกได้ว่าเป็บุปผาเหล็กผู้หนึ่ง
กัวอิ๋งอิ๋งเป็บุตรสาวของเสนบดีกรมคลังฐานอำนาจทั้งฝั่งบิดาและมารดายิ่งใหญ่ไม่เบา นางพาร่างระหงงามงอนมาพร้อมสนมกัวนามลี่ลี่ที่กำลังได้รับความโปรดปรานในยามนี้
แน่นอนว่าเป้าหมายของคุณหนูกัวอิ๋งอิ๋งคือจ้าวเหว่ยส่วนสนมกัวก็แค่ออกหน้าพามาตามอำนาจใหม่ที่ได้รับ เพื่อเชื่อมวาสนาเพิ่มศักดาวงศ์ตระกูล
ตำหนักฮุ่ยเยี่ยนที่ควรเงียบสงบราบเรียบไร้ระลอกคลื่นกลับมีบรรยากาศชวนอึดอัดขึ้นมาอีกครั้ง
ครั้งนี้นอกจากมีคุณหนูกัวยังมีคุณหนูจาง คุณหนูหวัง คุณหนูเฉิน คุณหนูหลี่ กระทั่งคุณหนูคหบดีของวาณิชหลวงก็มา
แต่ละคนรูปโฉมราวเทพธิดางดงามคนละแบบ โดดเด่นไม่ซ้ำกัน ฐานะยิ่งไม่ธรรมดา ร่ำรวยมั่งคั่งเรืองอำนาจทั้งนั้น
เพราะอำนาจหนุนหลังที่มียังผลให้หลังจากส่งเทียบขอเข้าเฝ้าด้วยเหตุผลที่หลี่กุ้ยเฟยยากปฏิเสธพวกนางก็พาร่างระเหิดระหงชวนหลงใหลมานั่งปั้นหน้ายิ้มแย้มเฉิดฉันทุกวัน
ยิ่งเห็นว่าได้พบรัชทายาทอย่างราบรื่นไม่เกิดเื่อันใดเหมือนหลินฮวาก็ยิ่งพากันสลับมาเข้าเฝ้าหลี่กุ้ยเฟยในเวลาที่จ้าวเหว่ยเสร็จสิ้นราชกิจแล้วมาเยี่ยมเยือนพระมารดา
สตรีทั้งหลายได้พบพานเจอหน้ารัชทายาทหนุ่มรูปงามยังมีโอกาสเสวนาต่อคำ ได้แสดงความสามารถต่อหน้า ไม่ว่าจะเป็ดีดพิณ ร่ายรำ วาดภาพเขียนกลอน ทำทุกทางเพื่อดึงดูดสายตาคมดำลึกล้ำคู่นั้น กระทั่งเขามองมา ก็ยิ่งได้ใจยิ่งมาถี่ขึ้น
วันนี้ยามบ่าย ภายในตำหนักฮุ่ยเยี่ยน
รัชทายาทหนุ่มนั่งจิบชาชมสาวงามเหมือนเช่นทุกวันเบื้องหน้าคือคุณหนูลี่บุตรีของเสนาบดีกรมการค้าผู้ร่ำรวยมั่งคั่งมีอำนาจบารมีแผ่ไพศาล ร่างระหงอ้อนแอ้นราวตุ๊กตาไร้กระดูกปรากฏกายหมายอวดโฉมพร้อมคำพูดหวานหูจากริมฝีปากจิ้มลิ้มนางมาเพื่อแสดงฝีมือการชงชาหอมกรุ่นพร้อมขนมเต็มตะกร้าไผ่สานที่บอกด้วยอาการเขินอายว่าทำเองอย่างสุดความสามารถอยากให้รัชทายาททรงเปิดใจลองชิมฝีมือนาง
แน่นอนว่าจ้าวเหว่ยย่อมเปิดใจทั้งยังได้เปิดหูเปิดตาเพราะเขาเป็นักรบพิทักษ์แคว้นไปทั่วแดน ขนมต่างถิ่นล้วนเคยชิมมาบ้าง ขนมที่คุณหนูลี่ออกปากว่าทำเองนั้นเขาจึงรู้ว่านางซื้อมาจากที่ใดแต่กระนั้นชายหนุ่มกลับมิได้เปิดโปง เพียงชิมไปหลายชิ้น คิดว่ารสชาติไม่เลว
วันถัดมาเป็คุณหนูเฉินบุตรีคนสำคัญแห่งกรมอาญานางมาพร้อมรูปโฉมเลิศล้ำไม่แพ้ใคร ในมือมีภาพวาดพร้อมบทกลอนแทนใจความหมายลึกซึ้งเปี่ยมไปด้วยความคะนึงหา
เมื่อสาวงามมอบให้จ้าวเหว่ยจึงจ้องมองด้วยสายตายากคาดเดา เขายกยิ้มอบอุ่นเอ่ยปากชมไปหลายคำ
วันถัดมาคือโฉมสะคราญเ้าของดวงหน้าอ่อนหวานหยาดเยิ้มนางนับเป็ยอดหญิงผู้หนึ่ง ประสงค์แสดงฝีมือดีดพิณให้ประจักษ์ ดวงตาคู่งามที่สบประสานหวานล้ำยิ่งกว่าใครๆ
นางคือคุณหนูกัวผู้เลิศล้ำกว่าคุณหนูทุกคน
เสียงพิณที่ว่ากังวานใสแล้วเสียงของกัวอิ๋งอิ๋งยามเอื้อนเอ่ยกลับหวานใสยิ่งกว่า นางเอ่ยขึ้นราวระฆังแก้วถูกเคาะในทำนองเสนาะโสตว่า“บทเพลงที่หม่อมฉันบรรเลงถวายพระองค์เมื่อครู่มีชื่อว่า ‘หงส์ฟ้าหาคู่’ เพคะ”
นางยกยิ้มเขินอายพวงแก้มแดงระเรื่อราวเืซึม ยิ่งขับเน้นผิวเนื้อั้แ่ลำคอระหงจรดเนินอกอวบตึงที่พ้นสาบเสื้อออกมาเผยความอิ่มเอิบเปล่งปลั่งราวกับจะคั้นน้ำสีชมพูออกมาได้
“หม่อมฉันรังสรรขึ้นมาด้วยตัวเองเพคะเพื่อรัชทายาทโดยเฉพาะ”
เอ่ยจบก็ช้อนตาขึ้นมองจ้าวเหว่ยด้วยดวงตาพร่างพราวยิ่งกว่าดวงดาวบนฟากฟ้า
ชายหนุ่มมองสบตาพราวระยับคู่นั้นพร้อมยกยิ้มมุมปากบางเบาบ่งบอกว่าพึงพอใจมาก
ศิลาแกร่งเมื่อถูกน้ำเซาะทุกวันย่อมโอนเอนจนหินกร่อนไม่ว่าบุรุษคนใดเมื่อเจอหญิงงามโปรยเสน่ห์เย้ายวนใจไม่เว้นวัน ย่อมต้องมีหวั่นไหวเป็ธรรมดา
ถึงแม้ห้องปีกข้างจะมีของกำนัลล้ำค่าเพิ่มขึ้นอีกมากโข แต่ทว่าหลี่กุ้ยเฟยปวดหัวที่สุด รำคาญสิ้นดี ห่วงบุตรชายยิ่งนัก
คิดไปคิดมาจึงกระจ่างในใจว่าปัญหามิได้อยู่ที่คุณหนูเหล่านี้แต่อยู่ที่บ้านเมืองสงบสุขเกินไปต่างหาก
ขนาดแม่ทัพทั้งหลายหลังสิ้นศึกกลับมายังได้พักผ่อนยาวนานอยู่กับฮูหยินของพวกเขาได้ท่องเที่ยวสำราญใจ นั่นจึงทำให้รัชทายาทต้องทรงรั้งอยู่ที่วังหลวงเช่นกัน ทำให้สตรีทั้งหลายเข้ามาโปรยเสน่ห์ล่อลวงไม่หยุดหย่อน
เมื่อคิดเช่นนั้นนางจึงออกคำสั่งกับบุตรชายทันที
“เหว่ยเอ๋อร์...”
จ้าวเหว่ยกำลังสอนลู่หลิ่งเดินหมากอยู่ที่โต๊ะมุมห้อง จึงขานรับเสียงหนึ่ง “พ่ะย่ะค่ะ”มิได้สนใจมารดาสักเท่าใด
หลี่กุ้ยเฟยนั่งจิบชาด้วยสีหน้าเคร่งเครียดนิ่งเงียบครู่ใหญ่จนจ้าวเหว่ยต้องหันมาสนใจ นางจึงกล่าวต่อ
“แม่คิดว่าเ้าควรออกไปดูแลกองทัพบ้างนะ ไม่ใช่ว่าบ้านเมืองสงบสุขไร้ศึกาจักทิ้งขว้างเหล่าทหารได้”
นางวางถ้วยชาเงียบชั่วครู่ จับสังเกตสีหน้าบุตรชายว่าเห็นด้วยหรือไม่ก่อนเอ่ยต่ออย่างระมัดระวัง มิให้ล้ำเส้นเกินไป “ถึงแม้ว่าค่ายทหารจะมีแม่ทัพและรองแม่ทัพคอยควบคุมจัดการแต่หากมีรัชทายาทเข้าไปประจำการ กองทัพต้องแข็งแกร่งขึ้นพร้อมสู้ศึกไม่คาดฝันแน่นอน”
หลี่กุ้ยเฟยเห็นบุตรชายเงียบฟังอย่างตั้งใจพร้อมทำตามก็ตัดสินใจเอ่ยต่อ
“เมื่อวานแม่เข้าเฝ้าฝ่าาเสนอต่อพระพักตร์ไปแล้ว พระองค์ทรงอนุญาตแล้ว รอรับสั่งลงมา เ้าก็ไปได้เลย”
รัชทายาทหนุ่มเลิกคิ้วสูงหันมาสบตากับลู่หลิ่งแวบหนึ่ง มีความนัยซุกซ่อนอยู่ในแวบนั้น
‘ท่านพ่อไปหาท่านแม่ได้เลยหลิ่งเอ๋อร์อยู่ทางนี้สบายยิ่ง’
จ้าวเหว่ยรับปากมารดาทันทีเตรียมตัวเดินทางอย่างไว ในใจคิดถึงซานซานจะแย่
แท้ที่จริงแล้วเหตุที่ชายหนุ่มมิให้ลู่หลิ่งทำสิ่งใดกับคุณหนูเ่าั้ก็เพื่อสิ่งนี้รอจนอาการหวงบุตรชายของมารดากำเริบ นางย่อมไล่เขาไปด้วยตัวเองแน่
วันที่บุตรชายควบม้าจากไปหลี่กุ้ยเฟยยืนมองอย่างยินดี
สตรีในค่ายทหารไม่เย้ายวนใจชวนตกบ่วงลุ่มหลงแน่นอนเช่นนี้ ...นับได้ว่าปลอดภัยกว่ามาก
และที่สำคัญ...หากมีคุณหนูตระกูลใดเข้ามาเสนอตัวเสริมอำนาจให้จ้าวเหว่ยพระสวามีของนางก็มักจะเดินหมากแก้ไขให้โดยการรับสตรีสกุลนั้นมาเป็สนมของพระองค์เสียเองเพื่อถ่วงดุลอำนาจในมือมิให้รั่วไหลหรือเอนเอียง
เรียกได้ว่าเป็ศึกสามัญและเกื้อกูลกันของพ่อลูกราชันย์จนตอนนี้วังหลังมีบุปผาแน่นขนัดไปหมด อึดอัดสิ้นดี
เดิมทีการที่วังหลังมีบุปผาประดับัมากมายให้รู้สึกเบื่อหน่ายเหลือคณามาโดยตลอดทว่ายามนี้หาได้มีผลอันใดกับหลี่กุ้ยเฟยไม่เพราะั้แ่นางมีลู่หลิ่งชีวิตคล้ายกับถูกเติมเต็มอย่างประหลาด
ดังนั้นหลังจากจ้าวเหว่ยย้ายตัวเองจากวังบูรพาไปดูแลกองทัพไร้ระเบียบยามที่แคว้นไร้ศึกา ตำหนักฮุ่ยเยี่ยนก็เงียบสงบอย่างยิ่ง มีเพียงวังหลังที่ยังวุ่นวายเช่นเดิม...