“คุณก้างนะเป็หนุ่มนักธุรกิจที่เนื้อหอมเอามากๆสาวๆอยากเป็แฟนคุณก้างทั้งนั้น แต่คุณก้างสกัดไว้เป็แค่คนรู้จักไปหมด เข้าไม่ติด คุณก้างมีเพื่อนผู้ชายที่สนิทมากๆอยู่แค่สองสามคนแล้วมีเพื่อนที่เป็ตุ๊ดอีกหนึ่งกลุ่ม วันดีคืนร้ายก็ออกมารับกันแล้วหายไปทั้งคืน ที่นี้ก็เริ่มมีข่าวลือแหม่งๆออกมาว่าบางทีคุณก้างสุดหล่อของเราอาจจะเป็ตุ๊ดไปกับเขาแล้วก็ได้ ถึงได้อยู่มาจนป่านนี้โดยที่ไม่เคยมีแฟนเลยสักคน แหม...ถ้าเป็อย่างนั้นละก็น่าเสียดายนะคะ คุณเธอหล่อเอามาก ม๊าก...”
จอยร่ายยาวแล้วตอนท้ายก็สรุปลงกับการคร่ำครวญถึงในสิ่งที่ตนเสียดายนักหนา
“ก็ใช่ละสิ ผู้ชายที่เป็แบบนี้ก็มีแต่หล่อๆทั้งนั้นละ เพราะเขาจะพิถีพิถันกับการดูแลรูปร่าง หน้าตา เสื้อผ้า ผิวพรรณมากยิ่งกว่าผู้หญิงอย่างเราๆเสียอีกนะ”
จอยทำตาโตเมื่อฟังข้อมูลสนับสนุนจากอีกฝ่าย
“จริงด้วยค่ะ คุณก้างนะคะเนี้ยบไปทั้งตัว ทั้งเสื้อผ้าหน้าผมเลยนะคะ เห็นเป็ผู้ชายตัวโตๆอย่างนั้นเถอะ แต่ผิวหน้างี้เนียนใสจนน่าอิจฉา”
“นั้นแหละๆ ที่บอกใครๆว่าไปทำบุญนะ เขาอาจจะโกหกก็ได้ จริงแล้วแอบไปขัดหน้านวดตัว อาบน้ำแร่แช่น้ำนมมากกว่า แล้วเวลาที่หายไปกับพวกเพื่อนๆนั้นก็ต้องเป็เพราะทนแอ๊บแมนอยู่ตลอดไม่ไหว ต้องแอบไปเต้นคาบาเร่โชว์บ้างเพื่อคลายความอึดอัด”
สันนิฐานได้เป็ช่องเป็ฉากแล้วหญิงสาวก็หัวเราะคิกคักชอบใจ ไม่ทันสังเกตว่าจอยซึ่งนั่งหันหน้าไปทางประตูทางเข้าได้ทำตาค้างอย่างใตามด้วยทำเบ้หน้าเหมือนจะร้องไห้ ก่อนลุกขึ้นแล้ววิ่งหายกลับเข้าไปในครัวทันทีที่เธอพูดจบ
“ปวดท้องขึ้นมากะทันหันหรือไงคะพี่จอย”
พิมพ์มณีถามกลั้วหัวเราะไปตามหลัง แล้วตักข้าวใส่ปากเคี้ยวอย่างเอร็ดอร่อยก่อนสัญชาตญาณบางอย่างจะทำให้รู้สึกว่าเหมือนมีใครจ้องมองอยู่ จึงหันกลับไปมองข้างหลัง แล้วก็ต้องเคี้ยวข้าวข้างเมื่อเห็นชายหนุ่มร่างสูงราวร้อยแปดสิบเซ็นหุ่นเพรียวสมาร์ทยืนตระหง่านอยู่ที่ประตู เขามายืนอยู่ตรงนั้นั้แ่เมื่อไหร่ สันนิถานเอาจากท่าทางของจอยเมื่อครู่จึงพอเดาได้ว่าเขาต้องคือนายก้างอะไรนั้นอย่างแน่นอน แต่ทำไมไม่เห็นก้างอย่างชื่อหรือว่าอ้วนฉุอย่างที่เธอเคยนึกวาดภาพไว้ในใจเลยล่ะ...
จากที่เห็นรูปร่างหน้าตาของคุณลุงธนากันคุณป้าวิยดาซึ่งเป็คนหน้าตาดีกันทั้งคู่แล้วบวกกับฟังคำบอกเล่าของพี่จอยพิมพ์มณีก็วาดภาพเขาไว้ในใจรอบสองว่าต้องเป็คนหล่อ แต่พอเห็นตัวจริงหญิงสาวก็ถึงกับตะลึงงัน เพราะเขาหล่อกว่าที่เธอวาดภาพไว้หลายขุมเห็นแล้วก็ร้องกรี๊ดๆๆเลยทีเดียว คนอะไรจะหล่อได้ขนาดนี้...
หายจากตกตะลึงหญิงสาวรีบกลืนข้าวลงคอ แต่เพราะข้าวยังไม่ถูกเคี้ยวให้ละเอียด ผลก็คือข้าวติดคอจนสำลักต้องรีบควานหาน้ำมาดื่มจ้าละวัน...
ส่วนเขาเดินเข้ามาเอามือทั้งสองเท้าโต๊ะอาหารโน้มตัวลงมาจ้องหน้าพิมพ์มณีที่ยังมองเขาตาค้างไม่หาย ตาคมอันทรงเสน่ห์ของเขามีประกายวาววับด้ายความโกรธ เขาคงได้ยินที่พิมพ์มณีพูดไปนั้นละ
“ไม่เคยมีใครสอนมารยาทหรือไง ว่าไม่ควรพูดเสียงดังในเวลาทานอาหารและยิ่งพูดจานินทาว่าร้ายคนอื่นด้วยแล้ว ก็ยิ่งไม่ควรเข้าไปใหญ่”
เขาถามเสียงกร้าวแววตาเอาเื่
และนิสัยเสียอย่างหนึ่งของพิมพ์มณีที่ติดตัวมาั้แ่เมื่อไหร่ไม่รู้ก็คือชอบเอาชนะ ไม่ทราบว่าตนจะผิดหรือถูกละ แต่ขอดันทุรังเอาชนะไว้ก่อน...สะใจดี ถูกผิดเอาไว้แก้ทีหลัง
“คุณเองก็เสียมารยาทเหมือนกันที่มาแอบฟังคนอื่นเขาคุยกัน”
นี่ละคือพิมพ์มณีตัวจริง เื่อะไรจะยอมแพ้ง่ายๆ
ตาโตคมวับของเขาหรี่ลงนิดหนึ่งอย่างนึกไม่ถึง
“นี่ทำผิดแล้วยังไม่สำนึกอีกหรือ”
“ถ้าฉันผิดนายก็ผิดเหมือนกันนั้นแหละ”
พิมพ์มณีทำเสียงดังข่มเขา ทั้งที่เสียวสันหลังอยู่วาบๆ คนอะไร...หล่อก็หล่ออยู่หรอก แต่เวลาโกรธนี่น่ากลัวชะมัด
“อะไรกันลูก อะไรกัน”
คุณวิยดาที่ตื่นนอนขึ้นมาได้ยินเสียงเอะอะรีบเดินเข้ามาถาม เปิดโอกาสให้พิมพ์มณีลุกพรวดวิ่งเข้าไปหาผู้เป็เหมือนกรรมการ อย่างยึดเป็ที่พึ่ง
“คุณป้าขา คุณพี่คนนี้เขามาหาเื่พิ้มคะ หาว่าพิ้มไม่มีมารยาท ทั้งที่พิ้มนั่งทานข้าวอยู่ดีดีแท้ๆ”
หล่อนเกาะแขนผู้สูงวัยกว่าพร้อมทำเสียงเล็กเสียงน้อยฟ้อง และที่ทำให้ธนวินท์ยิ่งโมโหก็คือ หล่อนพูดใส่ร้ายเขา เอาดีเข้าตัวเห็นๆ
“ฉันหรือมาหาเื่เธอ ก็เธอเองที่นั่งนินทาฉันอยู่ปาวๆ ฉันได้ยินเต็มสองหู”
“นินทาอะไรคะ พิ้มยังไม่รู้จักคุณ พิ้มจะไปนินทาคุณได้ยังไง แล้วอีกอย่าง พิ้มนั่งอยู่คนเดียว ใครจะพูดอยู่ได้คนเดียว หรือว่าถ้าคุณคิดว่าพิ้มนินทาคุณจริงก็ลองบอกมาสิคะว่าพิ้มนินทาคุณเื่อะไร”
หล่อนลอยหน้าท้าทายเขาอย่างน่าหมั่นไส้