บรรยากาศหน้าประตูเมืองชิงซวนคึกคักไปด้วยผู้คน ทว่าสายตาทุกคู่กลับต้องหยุดชะงักเมื่อเห็นขบวนเดินทางสุดประหลาดที่กำลังเยื้องกรายเข้ามา
นำโดยสตรีชุดแดงโฉมงามที่เดินตัวปลิวอย่างกับนกยูงรำแพน ตามมาด้วยเด็กสาวหน้าซีดเซียวที่ดูเหมือนคนจะเป็ลม และปิดท้ายด้วยก้อนูเาสัมภาระที่มีขาคนโผล่ออกมาสั่นพั่บๆ
"อะ... อาจารย์เ้าคะ ข้าว่าเราหาที่นั่งพักหรือเช่ารถลากสักคันดีไหมเ้าคะ?" เฉินอี้เอ่ยเสียงเบาพลางมองดูศิษย์พี่อาโกวที่บัดนี้หน้าเขียวหน้าเหลือง แบกทั้งไหเหล้า หนังเสือ สมุนไพรแห้ง และของล้ำค่าที่ผูกติดกันจนสูงเลยหัวไปเกือบสองศอก
อาโกวกัดฟันกรอดพลางเอ่ยแทรกด้วยเสียงแหบพร่า "อาจารย์ขอรับ... ท่านไม่อายคนอื่นเขาบ้างหรือขอรับ? เดินอวดของพะรุงพะรังไปทั่วเมืองแบบนี้ คนเขาจะนึกว่าพวกเราเป็พวกบ้านนอกเข้ากรุงที่กำลังย้ายสัมมะโนครัวหนีภาษีนะขอรับ!"
หนิงจูเชว่หยุดกึกลูกกระเดือกแทบชนหลัง นางหันมามองศิษย์ทั้งสองด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความ "เมตตา" แบบแปลกๆ ก่อนจะกอดอกะเิเสียงหัวเราะ
"ห๊า? เ้าโง่อาโกว! เ้านี่มันไม่มีหัวทางการค้าเอาเสียเลย!" หนิงจูเชว่เอื้อมมือไปตบไหล่ที่สั่นเทาของเขาแรงๆ จนอาโกวเกือบทรุด "เ้ารู้ไหมว่าในโลกของผู้บ่มเพาะ การอวดสมบัติมันคือ 'ภาษีความมั่งคั่ง' อย่างหนึ่ง! หากเราเดินตัวเปล่าเข้าไป พวกสุนัขรับใช้ตามร้านค้าหรือพวกนักเลงปลายแถวก็จะมองว่าเราเป็พวกกระจอกและหาเื่ข่มเหงเรา"
นางชี้นิ้วไปยังกองสัมภาระที่ดูรกสายตา "แต่ดูนี่สิ! หนังอสูรระดับ1 สมุนไพรหายากนับสิบห่อ และของล้ำค่าพวกนี้... มันเป็การประกาศศักดาว่า 'ข้ามีของดีและข้าไม่กลัวใครจะมาปล้น' ใครเห็นเข้าก็ต้องเกรงใจและคิดว่าเรามีเื้ัที่ยิ่งใหญ่ ถึงได้กล้าเดินกร่างขนาดนี้ยังไงล่ะ!"
"แต่ข้าว่าพวกเขามองเหมือนเราเป็ 'เป้าหมายที่น่าปล้น' มากกว่าเกรงใจนะขอรับ..." อาโกวบ่นอุบ แต่พอเจอสายตาดุจหงส์พิโรธเขาก็รีบหุบปากฉับ
หนิงจูเชว่นำทีมเดินตรงไปยังย่านที่มืดหม่นที่สุดของเมืองจากการถามผู้คนแถบนั้น แหล่งรวมของเถื่อนที่ชื่อว่า "ตลาดมืดใต้ดิน" ทันทีที่ก้าวพ้นประตูเหล็กบานั์ที่มีสัญลักษณ์ดวงตาโลหิต กลิ่นอายความโสมมและเสียงะโด่าทอก็ดังระงม
"เอาล่ะอาโกว เฉินอี้... ตามอาจารย์มาให้ดี อย่าไปหยิบจับอะไรสุ่มสี่สุ่มห้า ที่นี่ถ้าไม่มีอะไรประดับบารมี เ้าอาจจะโดนตัดมือได้ในวินาทีเดียว"
นางเดินกร่างเข้าไปกลางตลาดมืด จนกระทั่งมาหยุดอยู่ที่ลานประลองวงกลมขนาดใหญ่ที่เป็จุดศูนย์กลางของที่นี่ บนเวทีนั้น ชายร่างั์นามว่า 'ฉินกง' กำลังยืนคำรามท้าทายผู้คน พร้อมกับมีศิลาปราณระดับกลางสิบก้อนวางล่อตาล่อใจอยู่ข้างสนาม
"ฮ่าๆๆ! มีใครอีกไหม? ใครที่คิดว่าแน่พอจะล้มข้า 'ฉินกง' ได้ภายในสามกระบวนท่า! เงินเดิมพันสิบศิลาปราณระดับกลาง!"
ดวงตาของหนิงจูเชว่ลุกวาวทันที นางปัดมือไปมา "สเปกเลย! อาโกว เฉินอี้... ดูอาจารย์ไว้ นี่แหละคือการหาเงินแบบไม่ต้องลงทุน!"
ฟุ่บ!
ร่างสีแดงเพลิงะโพรวดเดียวขึ้นไปบนเวที ท่ามกลางเสียงโห่ฮาของพวกนักเลงหน้าโฉด
"เฮ้ย! นังหนูหน้าสวย เ้าหลงทางมาหรือไง? กลับไปกินนมแม่ไป๊!" ฉินกงหัวเราะจนพุงเพื่อม
หนิงจูเชว่เท้าสะเอว พลางปรายตามองฉินกงด้วยสายตาสมเพช "หน้าปลาบู่ชนเขื่อนอย่างเ้าน่ะหรือจะมาไล่ข้า? ข้าให้เวลาเ้าสามวินาทีหมอบกราบอาจารย์หงส์ผู้นี้ซะ ดีกว่าให้ข้าต้องออกแรงจนชุดสวยๆ ของข้าเปื้อนฝุ่นขี้เลื่อย!"
"นังผู้หญิงสามหาว! ตายซะ!" ฉินกงที่อยู่ขอบเขตหลอมรวมปราณขั้นต้น (แบบพื้นฐานไม่แน่น) พุ่งเข้าใส่ทันที มันใช้กระบวนท่า 'หมัดพยัคฆ์ทลายภูผา' ที่ดูรุนแรง
ทว่า หนิงจูเชว่ผู้มีดีกรีพญาหงส์หมื่นปี แม้ตอนนี้จะไม่ต่างจากปลวกติดปีกที่มีกล้าม แต่นางเพียงแค่เอียงคอหลบอย่างสวยงาม รวบรวมปราณในร่างมาที่จุดเดียวใช้นิ้วชี้แตะที่ข้อมือของมันเบาๆ ซึ่งแฝงไปด้วยปราณเพลิงที่เสถียรสุดขีดจนเกิดความร้อนสูงสะสมที่จุดชีพจร
ปัง!
ร่างั์ของฉินกงล้มคว่ำหน้าคะมำลงกับพื้นเวทีดุจกระสอบข้าวสารทับกัน ทุกคนเงียบกริบ หนิงจูเชว่เดินไปหยิบถุงศิลาปราณระดับกลางมาโยนเล่น
"หนึ่ง... สอง... สาม... จบเกม! อาโกว ขึ้นมาเก็บค่าต๋ง!"
ในขณะที่นางกำลังสะใจ เสียงปรบมือช้าๆ ก็ดังมาจากมุมมืด ชายหนุ่มหน้ากากเงินนามว่า 'มู่หย่ง' เดินออกมาพร้อมกับข้อเสนอที่ทำให้นางตาลุกวาว "ฝีมือไม่เลว... แม่นางน้อย หากเ้าช่วยสยบ 'ราชสีห์อัคคีเหมันต์' ระดับ3 ในกรงนั้นได้โดยไม่ฆ่ามัน ข้าจะมอบ 'แก่นอสูรเพลิงระดับ3' ให้เ้าหนึ่งชิ้น"
หนิงจูเชว่หันไปมองกรงเหล็กที่มีสิงโตเพลิงสีฟ้าคำรามลั่น นางเลียริมฝีปากพลางหันไปมองศิษย์ทั้งสองที่ยืนสั่นอยู่ข้างสนาม
"อาโกว เฉินอี้! นี่คือบทเรียนราคาแพง... ดูไว้ว่าอาจารย์จะจัดการกับแมวเหมียวตัวใหญ่นี่ยังไง!"
นางะโลงจากเวที มุ่งหน้าสู่กรงเหล็กด้วยความกระหายพลัง หากได้แก่นอสูรระดับ3 มา... ขั้นสมบูรณ์ของขอบเขตแรกเริ่มก็แค่ก้าวสั้นๆ ที่นางจะเหยียบข้ามไปอย่างง่ายดาย!