เทพอัสนีย์ มารพยัคขาว

    ตอนที่ 33 ศักยภาพศิษย์สำนักเทพอัสนีย์

    เทพเหมันต์กล่าวเสียงดังชัดเจน "การประลองรอบที่ 2 คู่ที่ 1 ระหว่าง เทพเบญจา ศิษย์พี่ใหญ่แห่งสำนักเทพอัสนีย์ กับ เทพนารา ผู้มากความสามารถจากตำหนักลม"

    เสียงเชียร์ของผู้ชมดังกึกก้องขณะที่เทพเบญจาและเทพนาราก้าวขึ้นมากลางลานประลอง เทพเบญจายืนนิ่งสงบมีท่าทีมั่นคง ส่วนเทพนารามองคู่ต่อสู้ของนางด้วยแววตามุ่งมั่นและดุดัน

    เทพเหมันต์ "เริ่มการประลองได้"

    สิ้นเสียงประกาศ เทพนาราไม่รอช้ากระโดดลอยตัวสูงขึ้นไปในอากาศ 50 เมตร กวาดมือออกด้านข้าง ปล่อยใบมีดลมที่คมกริบออกมาจากฝ่ามือทั้งสองนับพัน พุ่งตรงไปยังเทพเบญจาด้วยความเร็วสูง

    เทพเบญจายืนนิ่งยิ้มอย่างสุขุม ไม่เคลื่อนไหวแม้แต่น้อย ผู้ชมต่างตกตะลึงและสงสัยว่าทำไมนางถึงใจเย็นนัก ในเมื่อใบมีดลมกำลังพุ่งตรงมาหานางด้วยความรุนแรง

    เมื่อใบมีดลมเข้ามาใกล้ ห่างเพียงสองเมตรจากเทพเบญจา นางก็โบกมืออย่างเบาๆ สร้างโดมอัสนีที่ส่องแสงเจิดจ้าขึ้นมารอบตัวนาง ใบมีดลมที่พุ่งเข้ามาเมื่อตกกระทบโดมอัสนีก็จางหายไปในอากาศราวกับควัน

    เทพนารายังคงลอยตัวอยู่ในอากาศ มองหาช่องทางโจมตีใหม่ แต่ในใจกลับรู้สึกตื่นกลัวโดยไม่รู้สาเหตุ

    เทพเบญจากล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่มั่นใจ "ยอมแพ้เถอะน้องสาว เจ้าจะได้ไม่ต้องเจ็บตัว"

    เทพนาราฟังคำพูดของเทพเบญจาแล้วลังเล แต่เพราะศักดิ์ศรีของตำหนักลม นางจึงยังคงลอยนิ่งอยู่ในอากาศโดยไม่ตอบรับ

    เทพเบญจาชูนิ้วชี้และนิ้วกลาง ชี้ไปยังเทพนารา ปรากฏสายฟ้านับไม่ถ้วนผ่าลงมาจากฟากฟ้า ตรงเข้าหาเทพนารา นางร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดขณะร่วงลงจากท้องฟ้า

    เทพเบญจาก้าวเดินเข้าไปหาอย่างสงบนิ่ง เทพนาราใช้พลังฝ่ามือพายุอัสนี ซึ่งเป็นลมผสมสายฟ้า โจมตีตรงไปยังตัวเทพเบญจา

    เทพเบญจาใช้พลังธาตุดิน สร้างกำแพงหินที่แข็งแกร่งขึ้นมาเพื่อกันพลังโจมตีของเทพนารา จากนั้นนางใช้พลังธาตุลมผลักเทพนาราลอยขึ้นไปในอากาศอีกครั้ง ก่อนที่นางจะสร้างกลุ่มน้ำขนาดใหญ่ห่อหุ้มร่างของเทพนาราไว้อย่างแผ่วเบา

    เทพเบญจากล่าวด้วยน้ำเสียงสงบ "สิ่งที่ศิษย์ในตำหนักต่างๆ ไม่รู้คือ สำนักเทพอัสนีย์ก่อตั้งมาเพื่อใช้พลังธาตุทั้งห้าและพลังแสงได้อย่างคล่องแคล่ว เมื่อถึงระดับสูงก็จะได้เรียนการใช้พลังเหมันต์และพลังอัสนี ดังนั้น สิ่งที่ศิษย์ในตำหนักต่างๆ เรียนรู้คือเสี้ยววิชาของสำนักเทพอัสนีย์เท่านั้น ยอมแพ้เถอะน้องสาว"

    เทพนารามองดูตนเองที่ถูกห่อหุ้มในก้อนน้ำ รู้สึกว่าตนไม่สามารถสู้ต่อไปได้อีก นางยอมแพ้ด้วยสีหน้าเหนื่อยล้าและผิดหวัง

    เทพนารากล่าวด้วยเสียงอ่อนแรง "ข้ายอมแพ้..."

    เสียงเชียร์และเสียงปรบมือกึกก้องทั่วลานประลอง ขณะที่เทพเบญจาถอนมือกลับ โดมน้ำสลายหายไป ทิ้งให้เทพนาราค่อยๆ ร่วงลงมาบนพื้นอย่างนุ่มนวล

    เทพเหมันต์ "การประลองคู่แรกจบลงแล้ว ผู้ชนะคือ เทพเบญจา แห่งสำนักเทพอัสนีย์"

    ผู้ชมโห่ร้องและเชียร์ดังขึ้น ขณะที่เทพเบญจาก้มศีรษะคำนับแล้วก้าวถอยหลังออกจากลานประลองด้วยความสง่างาม การประลองรอบต่อไปกำลังจะเริ่มต้นขึ้น...

    การประลองรอบที่ 2 คู่ที่ 2 ณ ลานประลอง สำนักเทพอัสนีย์

    เสียงกลองและแตรดังขึ้นอีกครั้งเป็นสัญญาณการเริ่มต้นของการประลองคู่ที่สอง ฝูงชนต่างจับจ้องไปยังลานประลองด้วยความตื่นเต้น เมื่อเทพเหมันต์เดินเข้ามากลางลานและประกาศคู่ต่อสู้ที่จะเผชิญหน้ากันต่อไป

    เทพเหมันต์เสียงดังและทรงพลัง "การประลองรอบที่ 2 คู่ที่ 2 ระหว่าง เทพธันวา ศิษย์จากสำนักเทพอัสนีย์ กับ เทพจักรา ศิษย์พี่ใหญ่แห่งตำหนักแสง"

    เสียงเชียร์และเสียงปรบมือของผู้ชมดังกระหึ่มขณะที่เทพธันวาและเทพจักราก้าวขึ้นมากลางลานประลอง ทั้งสองยืนห่างกันพอสมควร จ้องมองกันด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและความระวัง

    บรรยากาศเงียบลงในทันที ทั้งสองนิ่งอยู่ครู่หนึ่งเพื่อสังเกตกริยาและประเมินความสามารถของอีกฝ่าย เทพจักรามองดูเทพธันวาด้วยสายตาที่เข้มแข็ง ขณะที่เทพธันวายืนสงบเหมือนรอให้คู่ต่อสู้เปิดการโจมตีก่อน

    เทพเหมันต์ "เริ่มการประลองได้!"

    สิ้นเสียงประกาศ เทพจักราก็ยกมือขึ้นและปล่อยลำแสงสีม่วงอันร้อนแรงออกจากฝ่ามือ พุ่งตรงไปยังเทพธันวา

    เทพธันวากระโดดหลบไปด้านข้างได้อย่างรวดเร็ว ลำแสงพุ่งผ่านไปด้วยความเร็วสูงและหายไปในอากาศ ผู้ชมบางส่วนปรบมือให้กับการหลบหลีกที่เฉียบขาดของเทพธันวา

    เทพจักรายิ้มเล็กน้อยและกล่าวชม "ฝีมือไม่เลว"

    ทันใดนั้น เทพจักราก็เร่งพลังขึ้น ยกมือทั้งสองข้างขึ้นและระดมยิงลำแสงสีม่วงออกมาเป็นห่าฝนอย่างรัว ๆ พุ่งตรงไปที่เทพธันวา

    เทพธันวาไม่รอช้า รวบรวมพลังธาตุดิน สร้างกำแพงหินที่หนาแน่นขึ้นมาป้องกันลำแสงที่ยิงเข้ามา เสียงแสงกระทบกับหินดังสะท้านไปทั่วลานประลอง

    เมื่อป้องกันตัวเองได้สำเร็จ เทพธันวาก็ใช้มือโบกไปทางเทพจักรา ปล่อยสายฟ้าอันดุร้ายจากท้องฟ้า ลงมาด้วยความเร็วและรุนแรง สายฟ้านับไม่ถ้วนผ่าลงมาใส่เทพจักราอย่างหนักหน่วง จนร่างของเขาล้มลงบนพื้น

    ฝูงชนต่างตะโกนเชียร์เมื่อเห็นการโจมตีอันทรงพลังของเทพธันวา ทว่า เทพธันวากลับยืนนิ่งด้วยสีหน้าฉงน สงสัยว่าทำไมเทพจักราถึงล้มลงง่ายนัก เขาจึงตัดสินใจเดินเข้าไปใกล้ ๆ เพื่อสังเกต

    ขณะที่เทพธันวาเดินเข้าไปใกล้ เทพจักราที่แกล้งทำเป็นสลบ ก็ลืมตาขึ้นมา รวบรวมพลังทั้งหมด ปล่อยลำแสงอัสนีที่เป็นลำแสงผสมสายฟ้าอันเข้มข้นพุ่งตรงไปที่เทพธันวา

    เทพธันวาไม่ทันได้ตั้งตัว ลำแสงอัสนีพุ่งใส่ร่างของเขาด้วยพลังที่มหาศาล เทพธันวาล้มลงสลบในทันทีที่ถูกโจมตีจากฝ่ามือเดียว ผู้ชมในลานประลองต่างเงียบลงด้วยความตกตะลึง

    เทพเหมันต์เสียงดังชัดเจน "การประลองรอบที่สอง คู่ที่สองจบลงแล้ว! ผู้ชนะคือ เทพจักรา แห่งตำหนักแสง!"

    เสียงปรบมือและเสียงเชียร์จากผู้ชมดังขึ้น เทพจักราเดินออกมาจากกลางลานประลองด้วยท่าทีที่มั่นใจ ขณะที่เจ้าหน้าที่เข้ามาดูแลเทพธันวาที่ล้มสลบไป การประลองคู่ต่อไปจะเริ่มต้นในไม่ช้า...

    การประลองรอบที่ 2 คู่ที่ 3 ณ ลานประลอง สำนักเทพอัสนีย์

    เสียงกลองและแตรดังขึ้นอีกครั้ง เทพเหมันต์เดินออกมากลางลานเพื่อประกาศชื่อผู้เข้าแข่งขัน

    เทพเหมันต์ประกาศเสียงดังและทรงพลัง "การประลองรอบที่ 2 คู่ที่ 3 ระหว่าง เทพชนะภพ จากตำหนักแสง กับ เทพเกสร ผู้เป็นศิษย์พี่ใหญ่แห่งตำหนักลม!"

    เสียงเชียร์และเสียงปรบมือของผู้ชมดังกึกก้อง ทั้งเทพชนะภพและเทพเกสรเดินออกมากลางลานประลอง ด้วยความมุ่งมั่นและตั้งใจ เทพเกสรมองคู่ต่อสู้ด้วยสายตาที่สงบนิ่งแต่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นที่จะเอาชนะเพื่อศักดิ์ศรีของตำหนักลม

    เทพชนะภพ ถึงแม้จะมีระดับที่ต่ำกว่า แต่ในใจเชื่อมั่นว่าตำหนักแสงของเขาคืออันดับหนึ่ง และเขาต้องเป็นผู้ชนะในศึกนี้แน่นอน เขาตัดสินใจเปิดฉากโจมตีก่อน

    เทพเหมันต์ "เริ่มการประลองได้"

    สิ้นเสียงประกาศ เทพชนะภพก็พุ่งตัวเข้าหาเทพเกสรที่ยืนสงบนิ่งอยู่ เมื่อเข้าไปใกล้ในระยะ 3 เมตร เขาก็ปล่อยแสงวาบออกจากฝ่ามือ ซึ่งเป็นแสงสว่างเจิดจ้าจนทำให้ทุกคนในสนามหน้ามืดและมองไม่เห็นไปชั่วขณะ

    เทพเกสรสูญเสียการมองเห็นเช่นเดียวกับคนอื่น ๆ แต่นางยังคงนิ่งและตั้งสติ ใช้หูและจมูกในการตรวจจับการเคลื่อนไหวของคู่ต่อสู้ เมื่อรู้สึกได้ถึงการเคลื่อนไหวของเทพชนะภพที่เข้ามาใกล้ เธอเตรียมพร้อมสำหรับการโจมตี แต่สิ่งที่เธอไม่ได้คาดคิดก็เกิดขึ้น

    เทพชนะภพเมื่อพุ่งตัวเข้ามาใกล้ได้พบกับความงามของเทพเกสรก็ตกตะลึง เขาเผลอใจและเข้าไปกอดรัดนางอย่างกะทันหัน

    เทพเกสรไม่ทันตั้งตัวเมื่อถูกกอดรัดและจุมพิตที่แก้มของนาง นางสะดุ้งสุดตัวด้วยความตกใจและความโกรธทันที นางใช้ฝ่ามือพายุอัสนีซัดเข้าใส่เทพชนะภพอย่างแรงจนเขาสลบไปในทันที

    เทพเกสรยืนตะลึง ใจเต้นรัวด้วยความตกใจและความอับอายที่เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นกลางลานประลอง แต่ด้วยความรู้สึกเสียใจและอับอาย เธอไม่กล้าโวยวายหรือบอกเล่าให้ใครฟัง

    ในขณะเดียวกัน เทพอัสนีย์ผู้มีดวงตาที่สามได้เห็นเหตุการณ์ทั้งหมด ได้พิจารณาสถานการณ์ด้วยความเงียบสงบ คิดในใจว่า "ศิษย์ผู้นี้ต้องได้รับบทลงโทษ" พลันเทพอัสนีย์สื่อสารทางจิตกับเทพเกสรเพื่อปลอบโยนนางให้คลายความทุกข์ใจไปบ้าง

    ผ่านไปสักครู่หนึ่ง สายตาของทุกคนในลานประลองก็กลับคืนสู่ความปกติ และเห็นภาพเทพชนะภพนอนสลบอยู่ข้าง ๆ เทพเกสรที่ยืนอยู่ตาแดงและมีรอยน้ำตาไหล ผู้ชมบางคนเข้าใจว่าเป็นผลจากแสงที่เทพชนะภพปล่อยออกมาเมื่อสักครู่ แต่แท้จริงแล้ว มันคือน้ำตาที่ไหลออกมาจากความเสียใจและความอับอายที่ต้องเสียท่าให้กับเทพชนะภพ

    เทพเหมันต์เสียงเข้มและชัดเจน "การประลองรอบที่ 2 คู่ที่ 3 จบลงแล้ว! ผู้ชนะคือ เทพเกสร แห่งตำหนักลม!"

    เสียงปรบมือและเสียงเชียร์ดังขึ้นจากผู้ชม แม้เทพเกสรจะยืนสงบนิ่ง แต่ในใจยังเต็มไปด้วยความเศร้าและความผิดหวังที่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นกลางลานประลอง ขณะที่เทพชนะภพยังคงนอนสลบอยู่บนพื้น การประลองรอบต่อไปจะเริ่มต้นในไม่ช้า...

    เทพอัสนีย์ ผู้มีบารมีและอำนาจเป็นที่เคารพนับถือ ลุกขึ้นยืนกลางลานประลอง ทั้งลานพลันเงียบลง ทุกสายตาต่างจับจ้องไปที่เขา

    เทพอัสนีย์เสียงดัง ทรงพลัง และหนักแน่น "การประลองรอบที่ 2 ได้สิ้นสุดลงแล้ว! บัดนี้ ข้าขอประกาศรายชื่อผู้ชนะทั้งสามคู่ในรอบนี้!"

    เสียงเชียร์ของผู้ชมดังขึ้น ก่อนเงียบลงอีกครั้งเมื่อเทพอัสนีย์ยกมือขึ้นเรียกความสงบกลับมา

    เทพอัสนีย์ "คู่แรก ผู้ชนะคือ เทพเบญจา แห่งสำนักเทพอัสนีย์! คู่ที่สอง ผู้ชนะคือ เทพจักรา แห่งตำหนักแสง! และคู่ที่สาม ผู้ชนะคือ เทพเกสร แห่งตำหนักลม"

    เสียงเชียร์ดังกึกก้องไปทั่วลานประลอง ผู้ชนะทั้งสามต่างยืนสง่างามอยู่กลางลาน ขณะที่ผู้ชมแสดงความยินดีและชื่นชม

    เทพอัสนีย์ "ตามกติกาของการแข่งขันครั้งนี้ ผู้ชนะทั้งสามจะได้รับการสร้างให้เป็นมหาเทพ! พวกเจ้าได้พิสูจน์ถึงความสามารถ ความกล้าหาญ และความมุ่งมั่น สมควรแล้วที่จะได้รับเกียรติอันสูงสุดนี้"

    เสียงเชียร์ดังขึ้นอีกครั้งด้วยความตื่นเต้นและยินดี เมื่อได้ยินเรื่องรางวัลอันทรงเกียรติที่ผู้ชนะจะได้รับ เทพเบญจา เทพจักรา และเทพเกสรต่างมองหน้ากันด้วยความภาคภูมิใจ แต่แล้วเสียงของเทพอัสนีย์ก็แปรเปลี่ยนเป็นเข้มข้นและเคร่งขรึม

    เทพอัสนีย์ "แต่อย่างไรก็ตาม ข้ามีเรื่องที่ต้องแจ้งให้ทุกคนทราบว่า ในระหว่างการประลองที่ผ่านมา มีผู้กระทำการผิดบางอย่าง ซึ่งไม่สมควรในการแข่งขันในครั้งนี้..."

    ผู้ชมต่างเงียบลงและตั้งใจฟังอย่างใจจดใจจ่อ ขณะที่เทพชนะภพที่เพิ่งฟื้นตัวมาจากการสลบมองขึ้นไปที่เทพอัสนีย์ด้วยความสงสัย

    เทพอัสนีย์ "เทพชนะภพ แห่งตำหนักแสง เจ้าถูกตัดสิทธิ์ในการเข้าไปฝึกยังหุบเขาอัสนีเทวะ เนื่องจากเจ้าได้กระทำการไม่เหมาะสมระหว่างการประลองครั้งนี้"

    เสียงอึ้งเงียบลงทั้งสนาม ผู้ชมต่างพากันมองไปที่เทพชนะภพด้วยความสงสัยและกระซิบกระซาบกันไปทั่ว บางคนเริ่มคาดเดาเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

    เทพเกสรที่ได้ยินประกาศนี้ รู้สึกคลายความโกรธและความคับแค้นใจลง น้ำตาที่คลอเบ้าอยู่ไหลออกมาช้า ๆ แต่ในครั้งนี้เป็นน้ำตาแห่งความโล่งใจและความสบายใจ นางยิ้มออกมาทั้งน้ำตาเมื่อรู้ว่าเทพอัสนีย์ได้มองเห็นและรับรู้ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และได้ทำการลงโทษอย่างเป็นธรรม

    เทพอัสนีย์ยิ้มเบา ๆ มองไปที่เทพเกสรด้วยความเห็นใจ และส่งข้อความทางจิตให้นางรับรู้ว่า ทุกสิ่งจะต้องดำเนินไปอย่างยุติธรรมและไม่ต้องกังวลใจต่อไป

    เมื่อการแข่งขันรอบที่สองสิ้นสุดลง บรรยากาศในลานประลองก็เต็มไปด้วยความตื่นเต้นและความคาดหวัง ผู้ชมทุกคนต่างตั้งตารอที่จะได้เห็นการแข่งขันรอบสุดท้าย เทพเหมันต์ ผู้เป็นมหาชายาของเทพอัสนีย์ เดินออกมากลางลานประลองด้วยท่าทีสง่างามและเปี่ยมด้วยบารมี

    เทพเหมันต์กล่าวด้วยเสียงดังกังวานและทรงพลัง "ท่านทั้งหลาย การประลองรอบสุดท้ายจะเป็นการท้าทายที่ยิ่งใหญ่และมีเกียรติที่สุด และข้าขอประกาศกติกาการแข่งขันรอบนี้"

    เสียงผู้ชมเงียบลงทันทีเมื่อได้ยินคำว่า "รอบสุดท้าย" ต่างตั้งใจฟังสิ่งที่เทพเหมันต์จะกล่าวต่อไป

    เทพเหมันต์ "การแข่งขันรอบสุดท้ายนี้ จะเป็นแบบ “ท้าประลอง” ซึ่งจะเริ่มต้นโดยผู้กล้าคนแรกที่จะขึ้นไปยืนบนเวทีและประกาศชื่อของตนเอง แล้วท้าให้ผู้เข้าแข่งขันคนใดคนหนึ่งมาสู้"

    เสียงฮือฮาของผู้ชมดังก้องขึ้นมา ผู้คนต่างตื่นเต้นและกระตือรือร้นที่จะเห็นว่าการแข่งขันครั้งนี้จะเป็นอย่างไร

    เทพเหมันต์ "เมื่อใดที่มีการท้าประลองและฝ่ายหนึ่งพ่ายแพ้ ฝ่ายที่ชนะจะสามารถเลือกท้าทายผู้เข้าแข่งขันคนใหม่ต่อไปได้ จนกว่าจะเหลือเพียงผู้ชนะเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น"

    เทพเบญจา เทพจักรา และเทพเกสร ที่ยืนอยู่บนลานประลองต่างมองหน้ากันอย่างเคร่งเครียดและตื่นเต้น ในใจของพวกเขาต่างรู้ดีว่านี่คือการทดสอบครั้งสำคัญที่สุดที่จะพิสูจน์ฝีมือและความสามารถของตนเอง

    เทพเหมันต์ "และสำหรับผู้ที่สามารถเอาชนะการประลองในรอบนี้ได้ จะได้รับเกียรติอันยิ่งใหญ่ที่สุด คนผู้นั้นจะได้เป็นศิษย์สายตรงแห่งเทพอัสนีย์ และได้รับโอกาสในการศึกษาวิชาเทพอัสนีย์ต่อไป"

    เสียงเชียร์ของผู้ชมดังกึกก้อง ต่างตะโกนให้กำลังใจผู้เข้าแข่งขันที่ตนเองชื่นชอบ ผู้เข้าแข่งขันทั้งสามคนมองหน้ากันอย่างแน่วแน่ นี่คือโอกาสที่พวกเขาใฝ่ฝันถึงมาตลอด

    เทพเหมันต์ "บัดนี้ ข้าขอให้ผู้กล้าคนแรกขึ้นมาบนเวทีเพื่อประกาศชื่อและท้าประลองได้"

    บรรยากาศในลานประลองตึงเครียดขึ้นอีกครั้ง ผู้เข้าแข่งขันทั้งสามต่างคิดในใจว่าใครจะเป็นคนแรกที่ก้าวขึ้นไปบนเวที และใครจะเป็นผู้ถูกท้าคนแรกในการประลองอันยิ่งใหญ่ครั้งนี้...

    เสียงของผู้ชมยังคงดังกึกก้องด้วยความตื่นเต้นจากกติกาการประลองรอบสุดท้าย เทพจักรา ผู้เป็นศิษย์พี่ใหญ่ตำหนักแสง ตัดสินใจกระโดดขึ้นมายืนกลางลานประลอง เขามองไปยังเทพเบญจาแล้วกล่าวท้าทายอย่างกล้าหาญ

    เทพจักราเสียงดัง "ข้าขอท้า เทพเบญจา ให้ขึ้นมาประลองกับข้า"

    เทพเบญจา สตรีผู้สง่างามแห่งสำนักเทพอัสนีย์ ก้าวออกจากแถวและกระโดดไปยืนต่อหน้าเทพจักราในลานประลอง เมื่อเท้าของนางสัมผัสพื้น ลานประลองก็เงียบสงัดเพราะทุกคนต่างตั้งตารอดูการต่อสู้ของสองผู้แข็งแกร่งนี้

    เทพจักราแววตายียวน "ข้าจะไม่ปล่อยโอกาสนี้ให้หลุดไป"

    ทันใดนั้น เทพจักราก็ปล่อยของวิเศษ "บ่วงรัศมีดารา" ออกมา มันเป็นบ่วงแสงอันทรงพลังที่มัดเทพเบญจาไว้แน่น ทำให้นางล้มลงกับพื้น ดิ้นไม่หลุด เทพจักรายิ้มอย่างภาคภูมิใจที่สามารถจับเทพเบญจาไว้ได้

    เทพจักรา "ท่านพ่ายแพ้ต่อข้าแล้ว เทพเบญจา"

    แต่ยังไม่ทันที่คำพูดของเขาจะจบลง เทพเบญจาก็เริ่มเปล่งพลังของนางออกมา นางใช้พลังธาตุลมผสมกับธาตุดินและพลังอัสนี สร้างใบมีดลมอัสนีที่ส่องประกายตัดผ่านบ่วงรัศมีดาราจนขาดกระจายเป็นเศษเล็กเศษน้อย นางลุกขึ้นยืนอย่างมั่นคงพร้อมรอยยิ้มเล็กๆ ที่มุมปาก

    การต่อสู้เริ่มต้นขึ้นอย่างดุเดือด ทั้งเทพจักราและเทพเบญจาต่างปล่อยพลังและวิชาต่างๆ ออกมาอย่างสุดฝีมือ พลังแสงอัสนีและลำแสงธาตุต่างๆ ถูกปล่อยออกมาอย่างต่อเนื่อง แต่ไม่มีฝ่ายใดได้เปรียบเสียเปรียบกันแม้แต่น้อย แม้เทพจักราจะทุ่มสุดตัว แต่เทพเบญจากลับยังคงยืนหยัดอย่างมั่นคง

    เทพจักราเริ่มเหนื่อยอ่อน เหงื่อหยดไหลลงมาตามใบหน้า เขาเริ่มรู้สึกท้อแท้เมื่อเห็นว่าเทพเบญจายังคงดูสบายๆ และไม่ได้ดูเหมือนเหนื่อยล้าแต่อย่างใด

    เทพเบญจาเสียงเรียบง่าย แต่ทรงพลัง "ข้าไม่เล่นด้วยแล้วนะ ไม่สนุกแล้ว"

    เทพจักราตกใจเมื่อได้ยินคำพูดนั้น เขารู้ทันทีว่าเทพเบญจายังไม่ได้เอาจริง แต่ตัวเขาเองกลับทุ่มเทจนเริ่มหมดแรง คำพูดของนางทำให้ใจเขาสั่นไหว

    ทันใดนั้น เทพเบญจาก็โบกมือขึ้นไปบนฟ้า พลันเกิดพายุอัสนีผ่าลงมาอย่างบ้าคลั่ง นางใช้พลังแห่งแสงเพิ่มความเข้มข้นของสายฟ้า ทำให้มันเปลี่ยนเป็นสีม่วง สายฟ้าถูกปล่อยลงมาถี่ๆ ทุกตารางนิ้วของลานประลองด้วยพลังอันมหาศาล

    เทพจักราไม่สามารถหลบพายุสายฟ้าที่ผ่าลงมาอย่างต่อเนื่องได้ เขาถูกสายฟ้าผ่าจนหมดสติและล้มลงกับพื้นร่างไม่ไหวติง เจ้าหน้าที่ของลานประลองรีบเข้ามาหามร่างของเทพจักราออกจากลานประลองทันที ผู้ชมต่างส่งเสียงเชียร์และปรบมือให้กับเทพเบญจา ผู้ที่สามารถพิชิตชัยในการประลองครั้งนี้ได้อย่างงดงาม

    เทพเหมันต์ประกาศ "เทพเบญจาเป็นผู้ชนะในการประลองครั้งนี้"

    บรรยากาศในลานประลองเงียบสงัดหลังจากการต่อสู้ระหว่างเทพเบญจาและเทพจักราจบลง ความตื่นเต้นและความเงียบเชิงหวาดเสียวครอบงำทั่วทั้งสนามประลอง เทพเบญจายืนอยู่กลางลานอย่างสง่างามและมั่นคง ผู้ชมต่างรู้สึกทึ่งในความสามารถของนาง

    เทพเบญจามองเพื่อหาคู่ต่อสู้คนถัดไป ดวงตาของนางจับจ้องไปที่เทพเกสร ศิษย์พี่ใหญ่แห่งตำหนักลม ผู้ยืนอยู่ด้านข้างเวทีประลอง นางรู้ดีว่าเทพเกสรเป็นผู้มีฝีมือที่แข็งแกร่ง ทว่ายังไม่อาจเทียบเท่านางได้ นางยิ้มออกมาเล็กน้อยก่อนจะกล่าวท้าทายด้วยน้ำเสียงที่สงบนิ่ง

    เทพเบญจาเสียงเรียบแต่เด็ดขาด "เทพเกสร ข้าขอท้าท่านขึ้นมาประลองกับข้า"

    เทพเกสร สตรีผู้มีจิตใจมั่นคงและมุ่งมั่นกับศักดิ์ศรีของตำหนักลม มองเทพเบญจาด้วยความครุ่นคิด แม้เธอจะมีใจที่ห้าวหาญ แต่เธอก็รู้ดีว่าฝีมือของเธอยังห่างชั้นจากเทพเบญจาอย่างมาก

    เทพเกสรเสียงนุ่มนวลแต่หนักแน่น "ข้าขอสละสิทธิ์ ข้ายอมรับในความแข็งแกร่งของท่าน ข้าไม่อยากให้ศักดิ์ศรีของข้าและตำหนักลมต้องถูกทำลายไปมากกว่านี้"

    เสียงกระซิบของผู้ชมดังขึ้นด้วยความประหลาดใจ แต่ก็ตามมาด้วยการยอมรับในความจริงใจและสติปัญญาของเทพเกสรที่รู้จักประมาณตน

    เทพเหมันต์ ยืนอยู่บนแท่นสูง ใบหน้าแสดงถึงความภูมิใจและความพอใจในผลลัพธ์ของการประลอง นางประกาศชื่อของผู้ชนะและรางวัลที่รออยู่

    เทพเหมันต์เสียงดังกังวานและทรงพลัง "ผู้ชนะในการประลองครั้งนี้ คือ เทพเบญจา แห่งสำนักเทพอัสนีย์"

    เสียงเชียร์ของผู้ชมดังกึกก้องขึ้นทั่วสนามประลอง ทุกคนต่างชื่นชมและยอมรับในความสามารถของเทพเบญจา

    เทพเหมันต์ "รางวัลสำหรับผู้ชนะในการประลองครั้งนี้คือ การได้เป็นศิษย์สายตรงของเทพอัสนีย์ เพื่อศึกษาวิชาเทพอัสนีย์ขั้นสูงต่อไป นับเป็นเกียรติอันยิ่งใหญ่ที่น้อยคนนักจะได้รับ"

    เทพเบญจายิ้มออกมาอย่างภูมิใจ ขณะที่เทพเกสรยิ้มรับด้วยความยินดีและนับถือในความสามารถของเทพเบญจา เสียงปรบมือและเสียงเชียร์ดังกึกก้องไปทั่วทั้งลานประลอง การประลองครั้งนี้ได้สร้างความประทับใจให้แก่ผู้ชมทุกคน หลังจากการประกาศผลผู้ชนะ ก็เต็มไปด้วยบรรยากาศของการชื่นชม ความภูมิใจและเกียรติยศ ต่อเทพเบญจา ในขณะเดียวกันก็มีการพูดคุยและกล่าวขานกันอย่างกว้างขวางในหมู่ผู้ชม

    ผู้ชมคนนึงกล่าวด้วยเสียงตื่นเต้น "สำนักเทพอัสนีย์เป็นอันดับหนึ่งในพิภพมาตั้งแต่ครั้งบรรพกาล จนถึงวันนี้ก็ยังคงเป็นเช่นนั้น และจะเป็นแบบนี้ตลอดไป!"

    ผู้ชมอีกคนหนึ่งกล่าวด้วยเสียงกระซิบ "จริงๆ การประลองครั้งนี้พิสูจน์ให้เห็นถึงความแข็งแกร่งและความสามารถที่เหนือชั้นของสำนักเทพอัสนีย์"

    ท่ามกลางเสียงพูดคุยของผู้ชม มีบางคนเริ่มสืบค้นและพูดถึงเรื่องราวเบื้องหลังของเทพชนะภพที่กลายเป็นข่าวลือและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในระหว่างการประลอง

    ผู้ชมอีกคนกระซิบกล่าว "พวกเจ้ารู้ไหม? เทพชนะภพลวนลามเทพเกสรขณะทำการประลอง สายตาของนางมองไม่เห็นตอนนั้น ทำให้เขามีโอกาสทำเรื่องที่ไม่สมควร"

    ข่าวลือและเสียงพูดคุยเริ่มแพร่กระจายไปทั่ว ทั้งในหมู่ผู้ชมและในสำนักเทพอัสนีย์เอง เทพชนะภพ ผู้ที่ถูกเปิดเผยความผิดของตน รู้สึกละอายใจอย่างมากเมื่อได้ยินข่าวลือเกี่ยวกับตนเอง เขาตัดสินใจขอโทษอย่างจริงใจ

    เทพชนะภพเดินไปยังเทพเกสร ที่ยืนอยู่ริมลานประลองในขณะนั้น เขาคุกเข่าลงและเริ่มร้องไห้ด้วยความเสียใจ

    เทพชนะภพเสียงสั่นเครือ "เทพเกสร ข้าขอขมาท่านอย่างจริงใจ ข้าไม่ควรทำสิ่งที่เลวร้ายเช่นนั้น ข้าขอโทษจากใจจริง"

    เทพเกสรยืนอยู่ที่นั่นด้วยน้ำตาในดวงตา เธอรู้สึกถึงความจริงใจของเทพชนะภพ และไม่ถือโทษกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เทพเกสรยิ้มเศร้าๆและปลอบใจเทพชนะภพ

    เทพเกสรน้ำตาคลอ "ข้าไม่ถือโทษกับสิ่งที่เกิดขึ้น ข้าหวังว่าเราจะสามารถเรียนรู้จากเหตุการณ์นี้และเดินหน้าต่อไปด้วยความเข้าใจและความเคารพซึ่งกันและกัน"

    เทพชนะภพและเทพเกสรทั้งสองเริ่มร้องไห้ด้วยความรู้สึกอันหลากหลาย น้ำตาของพวกเขาเป็นสัญลักษณ์ของการให้อภัยและการเริ่มต้นใหม่ ผู้ชมทั้งหลายที่เห็นเหตุการณ์นี้ต่างรู้สึกเห็นใจและเข้าใจถึงความเป็นมนุษย์ที่ไม่สมบูรณ์ของพวกเขา

    เสียงปรบมือของผู้ชมเริ่มดังขึ้นอย่างช้าๆ เพื่อให้กำลังใจและยกย่องในการให้อภัยและการเรียนรู้จากความผิดพลาดครั้งนี้ ความรู้สึกของทุกคนในลานประลองเต็มไปด้วยความสะเทือนใจและความหวังในการสร้างความดีงามและความเข้าใจในอนาคต

    เทพอัสนีย์ได้รับตัว เทพเบญจา ศิษย์พี่ใหญ่แห่งสำนักเทพอัสนีย์ไปฝึกฝนต่อในฐานะศิษย์สายตรงของเทพอัสนีย์  เทพเหมันต์ได้รับตัว เทพจักรา ศิษย์พี่ใหญ่แห่งตำหนักแสง และ เทพเกสร ศิษย์พี่ใหญ่แห่งตำหนักลม ไปฝึกฝนในฐานะศิษย์สายตรงเป็นกรณีพิเศษ ส่วนเทพธันวา แห่งสำนักเทพอัสนีย์ และ เทพนารา แห่งตำหนักลม... เทพพิรุณได้พาทั้งสองเข้าไปฝึกฝนในหุบเขาอัสนีเทวะเป็นเวลา 1 เดือนเต็ม

    คล้ายกับเรื่องเทพอัสนีย์ มารพยัคขาว ที่คุณอ่าน