บทที่ 6
ความงามของสตรี
ค่ำคืนอันหนาวเหน็บไม่อาจทำร้ายหัวใจที่ด้านชา จากเสียนเฟย กลายมาเป็เจาอี๋ จากที่อยู่สุขสบายกลับไร้ซึ่งคนข้างกาย อำนาจภายในมือหายไปในชั่วข้ามคืน เพียงเพราะแตะต้องผิดคน
ซิ่นจิวซื่อเดินเข้าไปในตำหนักอันทรุดโทรมผนังกั้นมีรอยขาด พื้นไม้ผุพังพร้อมจะหักได้ทุกเมื่อในยามนี้นางสวมใส่เพียงอาภรณ์ผืนบางสีขาวสว่าง ไร้สีสันไร้เครื่องประดับพริ้งพรายดังเช่นวันวาน มีเพียงความว่างเปล่าที่หลงเหลือ
ดวงตาคู่งามเหม่อลอยขณะที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้สีซีดจนกระทั่งสาวใช้คนสนิทที่ติดตามมาั้แ่ยังไม่ออกเรือนกลับมาพร้อมกับถ้วยน้ำข้าวต้มเย็นชืด
“นายหญิงทานข้าวสักนิดนะเพคะ” สาวใช้ในชุดสีน้ำตาลพยุงร่างบางให้ลุกไปยังโต๊ะทานอาหาร
ซิ่นเจาอี๋ยืนนิ่งไม่ขยับตามแรงของสาวใช้ตัวน้อย นางมองถ้วยกระเบื้องบนโต๊ะด้วยแววตาแข็งกร้าวอารมณ์กรุ่นโกรธค่อย ๆ ปะทุขึ้นในอกก่อนจะสะบัดตัวเดินหนีเข้าไปในห้องข้างหลัง แต่เมื่อมาถึงนางกลับเจอกล่องไม้สีขาวสลักได้รูปงดงามวางทิ้งเอาไว้บนเตียงเก่า
หัวใจดวงน้อยเต้นคร่อมจังหวะทันควันมือบางขาวซีดหยิบกล่องขึ้นมาเปิดช้า ๆ เมื่อเห็นของที่อยู่ข้างใน มือทั้งสองข้างของนางก็เกิดอ่อนแรงจนทำกล่องขาวหล่นลงพื้นส่งผลให้ตุ๊กตาซิวหรงในชุดผ้ามุกสีขาวกลิ้งออกมา นอนแน่นิ่งอยู่ที่พื้น
“นายหญิง!”
สาวใช้ของซิ่นเจาอี๋รีบวิ่งเข้ามาในห้องนางเห็นตุ๊กตาผ้าที่ตกอยู่ที่พื้น มองแค่ครั้งเดียวก็รู้ว่านั่นคือตัวแทนของใครเมื่อหันไปมองที่เ้านายตนเอง นางถึงได้เห็นว่าใบหน้าสวยคมราวกับใบมีดได้เผยสีหน้าอำมหิตน่าหวาดกลัว มือทั้งสองข้างที่ผอมแห้งกำแน่นจนสั่นระริก
ความสิ้นหวังมิอาจดับไฟต่อให้ซิ่นเจาอี๋พ่ายแพ้ แต่นางไม่มีวันยอม
“ฝากเอาไว้ก่อนเถอะเสวี่ยฮุ่ยิ่”
ยามเที่ยงอันน่าเบื่อหน่ายเสวี่ยฮุ่ยิ่นอนเอกเขนกบนตั่งยาวมองดูใบไม้หลากสีค่อย ๆ ร่วงโรย ส่วนมือซึ่งไว้เล็บยาวสีแดงสดค่อย ๆ หยิบเอาผลองุ่นรสหวานล้ำมากินเรื่อย ๆอย่างไม่มีจุดหมาย
“หวงโฮ่วเหตุใดถึงลงโทษเจาอี๋เช่นนั้นละเพคะ” หยาตาอิ้งเอ่ยถามนายเหนือหัวหลังจากอดทนเก็บความสงสัยเอาไว้ไม่ไหว
“นางแพ้ในาตัวร้าย”เสวี่ยฮุ่ยิ่ตอบอย่างไม่คิดปิดบัง ในเมื่อรอบข้างมีเพียงนางและหยาเอ๋อร์“เปิ่นกงไม่อยากได้คนอ่อนแอมาอยู่ร่วมด้วย ซิวหรงแสดงความแข็งแกร่งของตนเองออกมาโดยที่ไม่สนสายตาใคร แม้นางจะถูกต้อนกระทั่งจนมุมแต่ยังหันกลับมาสู้ ต่างจากเจาอี๋ที่ลำพองใจ คิดว่าแค่ใช้คำพูดก็เพียงพอที่จะชนะ ...นางอาจจะชนะซิวหรงแต่นางแพ้ในสายตาเปิ่นกง”
“หวงโฮ่วหมายความว่าในตอนนี้ทรงอยากที่จะให้นางสนมตีกันหรือเพคะ”
รอยยิ้มร้ายระบายบนหน้าเสวี่ยฮุ่ยิ่“ใช่ เปิ่นกงอยากเห็นพวกนางตีกัน และวันเงียบเหงาเช่นนี้ช่างน่าเบื่อจนเปิ่นกงเริ่มทนไม่ไหว”
ทุกอย่างเงียบสงบและสดใสเกินทนั้แ่ซิ่นเจาอี๋ถูกส่งไปตำหนักเย็น ก็ไม่มีใครลุกมาเคลื่อนไหวสร้างแผนการอะไรเลยจนท้ายที่สุด เสวี่ยฮุ่ยิ่ก็หมดความอดทน
บางทีนางต้องเริ่มปลูกต้นกล้าต้นใหม่อีกแล้ว
ว่าด้วยนางสนมภายในวังหลังทุกคนต่างเพียบพร้อมไปด้วยความงาม ฝีมือด้านศิลปะ และกิริยามารยาทอันไร้ที่ติกิริยาอาจมองข้าม ฝีมืออาจแตกต่าง แต่สิ่งที่เทียบเคียงกันแล้วไม่อาจระบุผลลัพธ์เด็ดขาดคงจะเป็เื่หน้าตา
สตรีทุกคนที่รับใช้ฝ่าาล้วนแล้วแต่มีรูปโฉมงดงามไร้ที่ติ เป็โฉมสะคราญพริ้งเพรา ชดช้อยอ่อนหวานงามหยาดฟ้ามาสู่ดิน นับว่า ‘ดวงหน้า’คือสิ่งที่พวกนางล้วนภูมิใจจนมิอาจนำมาแข่งกันได้
อย่างไรก็ดีจิตใจของสตรีล้วนมีความริษยาฝังรากลึกอยู่ข้างใน ฉากหน้าอาจยิ้มหวานกล่าวชมผู้อื่นว่าดีพร้อมแต่ในใจกลับคิดว่าตนเองคือที่หนึ่งอยู่เสมอ หากอยู่เฉย ๆ คงไม่มีอะไร แต่เมื่อนำมาประชันกันก็ยากที่จะหลีกหนีการผิดใจ
“เปิ่นกงอยากจัดงานเลี้ยง...นางสนมที่งดงามที่สุดในวังหลัง”
เสวี่ยฮุ่ยิ่โพล่งขึ้นมาก่อนจะลุกนั่งตัวตรงดวงตาของนางเต็มไปด้วยประกายความสนุก
“หวงโฮ่วจะจัดงานเลี้ยงที่ให้พระสนมมาประชันโฉมกันหรือเพคะ”
หยาตาอิ้งอยากจะให้ตัวเองฟังผิดไปสิ่งที่ร้ายแรงที่สุดระหว่างสตรี คือการประชันรูปโฉมซึ่งกันและกันเพราะไม่ว่าใครต่างก็หวังให้ตัวเองงามที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อหน้าหวงตี้
เสวี่ยฮุ่ยิ่วางแผนในใจด้วยความรวดเร็วก่อนจะหมายมั่นปั้นมือด้วยท่าทีเด็ดขาด
“ใช่แล้วพอดีเปิ่นกงเบื่อเกินไปน่ะ เลยอยากจะเล่นแต่งตัวให้ตุ๊กตาผ้าเสียหน่อย”
“่นี้หวงโฮ่วเป็อย่างไรบ้าง”ลี่กุนจวิ้นเฉินกำลังทำงานอยู่ในห้องตำรา เขาเอ่ยถามกับองครักษ์ชุดดำข้างตัว
นอกจากชงซานคนที่อยู่ข้างกายเขาก็มีองครักษ์หน้าตายผู้นี้อีกคน นามของเขาคือไป๋หนานนอกจากมีหน้าที่ปกป้องหวงตี้หน้าที่ของเขาอีกประการคือติดตามชีวิตประจำวันของหวงโฮ่วอย่างลับ ๆ
“่นี้พระนางดูเบื่อหน่ายเล็กน้อยพ่ะย่ะค่ะ”
“เบื่อหรือ...”มือที่เขียนหนังสือหยุดชะงัก ในใจเริ่มรู้สึกไม่ค่อยดีขึ้นมาแปลก ๆ
หากเสวี่ยฮุ่ยิ่เบื่อสิ่งที่นางจะทำคือสร้างเื่…
“สืบมาให้เจิ้นทีว่านางกำลังวางแผนอะไรต่อไประวังอย่าให้นางทำอะไรเกินขอบเขตจนเป็ผลเสียต่อตัวเอง”
“พ่ะย่ะค่ะ”ไป๋หนานรับคำสั่งก่อนจะจากไปด้วยความว่องไว
“ฝ่าาทรงกังวลว่าหวงโฮ่วจะสร้างเื่ใหญ่หรือ”ชงซานเงยหน้าขึ้นจากหนังสือถามผู้เป็นาย
“เ้าเคยเห็นนางเบื่อแล้วอยู่อย่างสงบหรือไม่เล่า”
ชงซานพยายามคิด“ไม่พ่ะย่ะค่ะ”
คำตอบของชงซานคือทุกอย่างดูเหมือนว่าวังหลังจะมีบทละครเื่ใหม่เปิดม่านแสดงอีกครั้ง แต่คราวนี้จะไม่ได้มีผู้เขียนบทเพียงคนเดียว
ลี่กุนจวิ้นเฉินใช้มือเท้าศีรษะขณะยิ้มมุมปากบาง ๆ การจะเข้าไปในใจของเสวี่ยฮุ่ยิ่สิ่งแรกที่เขาต้องทำก็คือการไปอยู่ในสายตานาง
ในวันที่ท้องฟ้าสดใสแม้จะเป็ยามบ่ายแต่อากาศกลับเย็นสบาย เหมาะสมแก่การพักผ่อนเป็อย่างยิ่งและในวันดี ๆเช่นนั้นตำหนักฮุ่ยิ่จึงค่อนข้างครึกครื้นเป็พิเศษ เนื่องจากความเบื่อหน่ายของหวงโฮ่วนางได้ประกาศเรียก สี่พระมเหสีและเก้าสนมเอกมารวมตัวกันขั้นต่ำไปกว่านั้นล้วนแล้วแต่ไม่อยู่ในสายตา
คนบางคนอาจจะงามแต่งามอย่างไร้ซึ่งเสน่ห์
ตำแหน่งสี่พระมเหสีในวันนี้เหลืออยู่เพียงสองคน คือกุ้ยเฟยและเต๋อเฟย
ว่าด้วยเ้าของตำแหน่งกุ้ยเฟยจิ่นเลี่ยนลี่ สตรีที่งามที่สุดในวังหลังงามจนเสวี่ยฮุ่ยิ่เองยังมิอาจละสายตาไปได้ทุกครั้งที่สตรีผู้นี้ก้าวเข้ามาในฉาก ทุกสิ่งทุกอย่างก็ราวกับถูกบดบังรัศมีไปจนหมดอย่างเช่นในเวลานี้ กุ้ยเฟยก็ยังคงพริ้มพรายไม่เปลี่ยนแปลง
ร่างบางสูงโปร่งสวมใส่ชุดสีม่วงไล่โทนอ่อนลงไปชายเป็สีเข้ม ปักดิ้นลายดอกไม้หลากสีสัน เสริมเน้นให้ผิวของนางดูสว่างใบหน้าขาวใสแต่งแต้มสีสันด้วยโทนสีธรรมชาติ ที่เปิดเผยความงามที่เฉียบคมออกมาได้ชัดเจนและเสน่ห์สูงศักดิ์อันเป็เอกลักษณ์ของจิ่นเลี่ยนลี่ก็สามารถทำให้วันน่าเบื่อของเสวี่ยฮุ่ยิ่สดใสในทันตา
“ถวายบังคมเพคะหวงโฮ่ว”
ครั้นมาถึงกุ้ยเฟยก็ย่อตัวคุกเข่าคารวะหวงโฮ่วด้วยท่าทีอ่อนช้อยทางฝั่งเสวี่ยฮุ่ยิ่กลัวว่าคนงามจะเสื้อผ้าเปื้อนดินนางไม่สนใจว่าตนเองดำรงยศสูงกว่า แต่กลับตรงเข้าไปพยุงกุ้ยเฟยให้ลุกขึ้นยืนด้วยตัวเอง
“อย่าพูดจาห่างเหินกับเปิ่นกงไปเลยกุ้ยเฟย มานี่ มานั่งข้างเปิ่นกงสิ”
เสวี่ยฮุ่ยิ่จูงมือนุ่มนิ่มของกุ้ยเฟยให้มาหย่อนตัวลงนั่งข้างตัวเองด้วยฐานะตำแหน่งของนางจึงไม่แปลกที่จะได้ใกล้ชิดหวงโฮ่ว แต่หากมองด้วยฐานะสตรีที่มีสามีคนเดียวกันหลายคนย่อมคิดว่าแปลก หวงโฮ่วกับกุ้ยเฟยควรจะเป็เหมือนศัตรูตัวฉกาจต่อกันแต่เสวี่ยฮุ่ยิ่กับจิ่นเลี่ยนลี่เปรียบเสมือนสหายที่มีนิสัยใจคอเหมือนกันเสียมากกว่า
แต่เดิมจิ่นเลี่ยนลี่เป็สตรีซึ่งช้ำรักจากบุรุษชายที่นางมีใจและเป็คู่หมายบอกเลิกเพื่อไปแต่งงานกับสตรีธรรมดาที่มีใบหน้าหวานสวย ดูเป็สตรีบอบบางน่าทะนุถนอมซึ่งคุณสมบัติเ่าั้ตรงข้ามกับจิ่นเลี่ยนลี่โดยสิ้นเชิงข่าวคราวว่าคุณหนูจิ่นถูกทิ้งแม้จะเป็โฉมสะคราญล่มเมืองกลายเป็เื่ตลกขบขันวงกว้าง
จิ่นเลี่ยนลี่ผิดหวังกับความรักจนประกาศว่าจะไม่แต่งงานนางเกลียดบุรุษ เกลียดคำหวานลวงหลอก ต่อไปในอนาคตนางจะสนใจแต่ความสุขของตนเองแม้ใครจะมองว่าเห็นแก่ตัวก็ตาม เสวี่ยฮุ่ยิ่ได้ยินเข้าก็มิอาจอยู่เฉย
ด้วยความงามล้ำของจิ่นเลี่ยนลี่เสวี่ยฮุ่ยิ่ก็ลั่นคำปฏิญาณที่จะพาสตรีผู้นี้มาอยู่ในวังหลังให้จงได้นางจึงเข้าไปทาบทามตระกูลจิ่น และสนทนากับจิ่นเลี่ยนลี่เป็การส่วนตัว พร้อมทั้งยื่นอำนาจที่ไม่มีวันสิ้นสุดให้แก่จิ่นเลี่ยนลี่ตำแหน่งกุ้ยเฟยอันสูงศักดิ์ มีเงินทอง อำนาจ คนปรนนิบัติทุกสิ่งทุกอย่างที่จิ่นเลี่ยนลี่ปรารถนา ล้วนจะถูกนำมาประเคนตรงหน้าถ้านางยอมรับตำแหน่งกุ้ยเฟยและนางไม่จำเป็ต้องรัก หรือพบเจอกับคำลวงของบุรุษคนไหนให้ช้ำใจอีก
จะไม่มีใครมองว่านางเป็ตัวตลกอีกต่อไปจิ่นเลี่ยนลี่จึงรับตำแหน่งกุ้ยเฟย และหักหน้าทุก ๆ คนที่เคยเหยียดหยามนาง
แม้จิ่นเลี่ยนลี่จะไม่รู้จุดประสงค์อันแท้จริงของเสวี่ยหวงโฮ่วแต่นางก็พร้อมจะสนับสนุนอีกฝ่ายทุกอย่างเท่าที่ทำได้เพื่อเป็การตอบแทนชีวิตใหม่ที่เสวี่ยหวงโฮ่วมอบให้
“ตามแต่ที่พี่หญิงปรารถนาเลยเพคะ”กุ้ยเฟยเอ่ยตอบเสียงหวาน ดวงตาของนางหรี่ลงโค้งเป็ดวงจันทร์เสี้ยวพร้อมกับรอยยิ้ม
เสวี่ยฮุ่ยิ่ไม่ได้ตอบอะไรขณะเห็นสตรีในชุดสีชมพูอ่อนหวานท่าทางงดงามหยดย้อยเดินนวยนาดเข้ามาทางประตูหลักนางเป็สตรีที่มีผิวขาวอมชมพูกระจ่างใส ผมตรงดำยาวราวกับนกกาน้ำดวงตากลมโตแวววาวสดใส รับกับจมูกน้อยและริมฝีปากบางเล็กจิ้มลิ้มสีชมพู
นางคือเต๋อเฟยนามเดิมคือหลี่ลี่จ้ง เป็ญาติห่าง ๆ ของไท่โฮ่ว ผู้ซึ่งไท่โฮ่วเป็คนพานางเข้ามาในวังเองแต่เดิมสตรีผู้นี้คือคนที่ไท่โฮ่วหวังว่าจะให้มาเป็หวงโฮ่วแทนที่เสวี่ยฮุ่ยิ่ทว่าลี่กุนจวิ้นเฉินกลับยืนกรานเด็ดขาดไม่ว่าอย่างไรตำแหน่งหวงโฮ่วจะไม่ยกให้ใครนอกจากพระอัครชายาท เท่านั้น
ว่าด้วยนิสัยของหลี่เต๋อเฟยนางคือทุกสิ่งทุกอย่างที่ตรงข้ามกับคำว่าสตรีร้ายกาจ มารยาร้อยเล่มเกวียนนางเป็คนที่มีนิสัยอ่อนหวานนุ่มนวล มากพร้อมด้วยกิริยามารยาทในแบบกุลสตรีทุกประการแม้แต่รูปร่างใบหน้ายังตอกย้ำว่านางเป็สตรีที่น่าทะนุถนอมมากเพียงใด
รังแกเพียงเล็กน้อยนางก็พร้อมที่จะหลั่งน้ำตา ส่วนปากกลับกล่าวให้อภัยราวกับแม่พระ
เสวี่ยฮุ่ยิ่เกลียดสตรีเช่นนางเข้ากระดูกดำเพราะมันทำให้นางนึกถึงน้องสาวของตนเองในบ้านเกิดผู้ที่แสร้งทำตัวอ่อนแอเพื่อเรียกร้องทุกสิ่งทุกอย่างและเป็สาเหตุหลักทำให้นางต้องจากบ้านมาอยู่ในดินแดนที่ห่างไกล
ยิ่งหลี่เต๋อเฟยนอบน้อมมากเพียงใดเสวี่ยฮุ่ยิ่ก็ยิ่งอยากบีบอีกฝ่ายให้แหลกคามือมากเท่านั้น
บางครั้งสตรีก็สามารถเกลียดกันได้อย่างไร้เหตุผล
“ถวายบังคมเพคะหวงโฮ่ว”
เต๋อเฟยเดินมาค้อมตัวทำความเคารพให้กับเสวี่ยฮุ่ยิ่ด้วยดวงหน้าที่แต่งแต้มด้วยรอยยิ้มไม่เปลี่ยนแปลงแต่การมาของเต๋อเฟยกลับได้การต้อนรับจากเสวี่ยฮุ่ยิ่ต่างจากกุ้ยเฟยอย่างสิ้นเชิงเนื่องจากนางทำเพียงแค่ชายสายตา แล้วพยักหน้ารับเล็กน้อย จากนั้นก็ทำเมินไม่สนใจหันไปถามสารทุกข์สุกดิบกับกุ้ยเฟยต่อ
กับคนที่เกลียดแทนที่จะหาเื่อีกฝ่ายให้เปลืองแรง เสวี่ยฮุ่ยิ่คิดว่าทำเหมือนคนผู้นั้นเป็อากาศธาตุเสียยังจะดีกว่า
“กุ้ยเฟยเปิ่นกงอยากเห็นบรรดาเหล่าพี่น้องเราแต่งตัวประชันโฉมกัน เ้าคิดว่าดีหรือไม่”
“หากทำเช่นนั้นพี่หญิงโยนกระบี่ไปให้พวกนางแย่งมาแทงกันเลยไม่ดีกว่าหรือเพคะ”
“หึ ๆ กุ้ยเฟย เ้าก็กล่าวเกินไป เปิ่นกงแค่อยากให้พวกนางได้เผยโฉมด้านที่ดีที่สุดของตัวเองออกมาก็เท่านั้นติดตรงที่ว่า จะมอบรางวัลอะไรให้พวกนางดี”
“เพียงแค่ชนะได้ขึ้นชื่อว่างามที่สุดในวังหลังก็นับว่าเป็รางวัลที่สูงส่งสำหรับพวกนางแล้วเพคะ”
เสวี่ยฮุ่ยิ่ยิ้มกริ่ม“เ้าคิดเช่นนั้นหรือ”
“เพคะ”
“แต่เปิ่นกงต้องมอบของกำนัลให้กับค่าเหนื่อยในคราวนี้เสียหน่อยเ้าว่าชุดเครื่องประดับอัญมณีแดงจากเกาะโจรสลัดเป็อย่างไร”
“หวงโฮ่วเครื่องประดับชุดนั้นมีเพียงชุดเดียว แล้วยังไม่อาจประเมินค่าได้นะเพคะ”กุ้ยเฟยเบิกตากว้าง
ต่อให้เป็ผ้ามุกล้ำค่าร้อยผืนก็มิอาจเทียบกับเครื่องประดับชุดนั้นได้
“ของรางวัลล้ำค่าเช่นนี้ถึงจะสมกับความพยายาม มิใช่หรือ”
เสวี่ยฮุ่ยิ่ดวงตาเป็ประกายขณะที่บรรดาสนมเอกทยอยเข้ามาถวายความเคารพ แต่ละคนล้วนแต่งตัวงดงามแตกต่างกันไปไม่มีใครเหนือกว่าใคร นับเป็การตัดสินใจที่ยากลำบากนัก
ไม่ว่าใครก็คิดว่าตนดีเลิศเช่นนั้นสิ! ถึงจะนับว่าสนุก
จังหวะเดียวกันดนตรีเริ่มบรรเลงพร้อมกับอาหารเลิศรสถูกลำเลียงออกมาวาง ทันใดนั้นแขกที่ไม่ได้รับเชิญก็เข้ามาในงานด้วยร่างสูง อกผายไหล่ผึ่ง ดูโอ่อ่าไปด้วยรังสีของอำนาจัในชุดสีทองสว่างดึงดูดสายตาของทุกคนในลานดอกไม้หลากสีสันให้ต้องหันไปมองครั้นเห็นชัดว่าใครคือผู้มาใหม่ ทุกคนจึงก้มตัวลงถวายความเคารพในทันที
“ถวายบังคมฝ่าา”
“ทำตัวตามสบายกันเถิด”ลี่กุนจวิ้นเฉินประดับรอยยิ้มอบอุ่นบนใบหน้าระหว่างเดินตรงไปหาเสวี่ยฮุ่ยิ่ด้วยย่างก้าวที่หนักแน่น
เมื่อมาถึงประชิดตัวมือหนาของชายหนุ่มก็เชยปลายคางมนขึ้นมา พร้อมกับระบายรอยยิ้มร้ายไปให้
“หวงโฮ่วยอดรักจัดงานเลี้ยงทั้งทีแต่เหมือนจะลืมส่งเทียบเชิญไปให้เจิ้นนะ”