บทที่ 1
ออกเดินทาง
หลังเจียฮุ่ยเหมยให้นมเ้าสองแฝดและส่งเข้านอนเสร็จหันมาช่วยเจียวซือเก็บข้าวของและแอบถ่ายเทสัมภาระไปวางไว้ข้างๆ เรือนเล็กให้ง่ายต่อการเคลื่อนย้ายสิ่งของตรงประตูข้างของจวน เมื่อตรวจสอบทุกอย่างเรียบร้อยดีแล้วนางจึงกลับเข้าห้องไปอาบน้ำชำระล้างร่างกายและเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่โดยมีบ่าวคนสนิทคอยปรนนิบัติอยู่ข้างกาย
"แล้วสินเดิมของข้าล่ะ?"
"พ่อบ้านบอกว่าไม่สามารถนำออกมาได้เ้าค่ะหากไม่ได้รับอนุญาตจากนายหญิงเฒ่าเ้าค่ะ"
"ทั้งๆ ที่เป็สินเดิมของข้าอย่างนั้นหรือ?" เจียฮุ่ยเหมยมุ่นคิ้วพร้อมสอดแขนเข้าชุดคลุมอีกชั้น
"พวกเขามักเอาสินเดิมของสะใภ้เก็บรวมกับสมบัติของตระกูลเ้าค่ะ"
"ประเสริฐแท้..." แม่ลูกอ่อนประชดไปอย่างนั้น
ก่อนทิ้งตัวนั่งลงบนตั่งเตียงนอนซึ่งมีเ้าก้อนกลมทั้งสองก้อนถูกห่อผ้าผืนหนาชั้นดีหุ้มร่างกายมิดเหลือเพียงศีรษะทุย มือของเจียฮุ่ยเหมยตบลงบนตัวทารกน้อยทั้งสองแ่เบา เมื่อเห็นว่าลูกๆของนางขยับตัวคล้ายจะตื่น ปากน้อยเคี้ยวเหงือกหนุบหนับเพียงชั่วอึดใจ ก่อนนิ่งหลับสงบหายใจสม่ำเสมอตามเดิม
"อยากเก็บไว้ในคลังสมบัติก็ตามสบายเมื่อไรที่แม่ทัพจางมาทวงคืนก็ขอให้มีคืนแล้วกัน"รอยยิ้มเย้ยหยันเหยียดแย้มราวกับเื่นี้เป็เื่สนุก
"ทำแบบนั้น จวนอันกัวป๋อได้ตกเป็ที่ครหาสิเ้าคะ"
"ก็ข้าอยากให้เป็แบบนั้น สินเดิมของข้า ข้ากลับไม่ได้คืนมาสักอีแปะ[1]เดียวก็ได้...ข้าจะไปตายเอาดาบหน้าให้ดู ไม่มีเงินข้าก็ยังมีอย่างอื่นให้พอประทังชีวิต่ออกเดินทาง"
"แต่ข้าเสียดายเ้าค่ะนายหญิง" เจียวซือยู่หน้าคล้ายจะร่ำไห้เมื่อรู้ว่านายหญิงของนาง้าทำอะไร เพราะนางเองก็ลงมือลงแรงไม่น้อยเพื่อให้ได้ของสำคัญสำหรับเป็ค่าเดินทางในยามฟ้าสางที่จะมาถึง
ก่อนยื่นตั๋วเงินที่เพิ่งขโมยมาจากห้องทำงานของนายหญิงเฒ่าส่งให้ถึงมือเจียฮุ่ยเหมยโดยดี
"ได้มาแค่ห้าร้อยตำลึงเงิน[2]เองหรือ?"
เจียวซือหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่เป็กับคำว่า'แค่' จากปากของเจียฮุ่ยเหมย ห้าร้อยตำลึงเงินสำหรับบ่าวรับใช้ถือเป็จำนวนเงินมหาศาลแต่กับคนที่ใช้เงินมือเติบเรื่อยมาอย่างเจียฮุ่ยเหมย อาจมองว่าห้าร้อยตำลึงเงินนี้มีค่าน้อยเกินไปแม้เป็แบบนั้นแต่จำนวนเงินที่ได้มามีเพียงพอเหลือเฟื่อสำหรับใช้เดินทางไปยังเมืองชายแดน โดยเฉพาะในกรณีไร้ทรัพย์สินติดตัวเช่นยามนี้
อยู่กับจวนอันกัวป๋อกลับใช้ชีวิตเยี่ยงบ่าวไพร่มีเงินรายเดือนน้อยนักเมื่อเทียบกับตอนอยู่จวนแม่ทัพตระกูลจางกอปรกับเจียฮุ่ยเหมยถูกเลี้ยงดูด้วยความรักและถูกตามใจเรื่อยมา ทว่าได้รับการบ่มเพาะให้มีนิสัยเข้มแข็งอดทน อาจหาญ เหมือนบุรุษทหาร เจียวซือเชื่อว่านายหญิงของนางสามารถเอาตัวรอดกับความยากลำบากนี้ได้แน่นอน
ด้วยการออกจากจวนอันกัวป๋อ...
นายหญิงเอาจริงหรือนี่!?!
"ช่างมันเถอะ ดีกว่าไม่มีเงินเดินทางละนะ" เจียฮุ่ยเหมยเก็บตั๋วเงินเข้าห่อผ้าอย่างรวดเร็ว
กว่าจะถึงเมืองเซียงโจวน่าจะใช้เวลาเดินทางหลายวันเกือบเดือนฉะนั้นนางควรวางแผนการใช้เงินระหว่างเดินทางให้ดีๆ และควรระวังพวกโจรออกปล้นเช่นกัน ถึงจะขนของไม่มีค่าติดตัวไปสักชิ้น จำได้ว่าก่อนถึงเมืองเซียงโจวมีกลุ่มโจรออกดักปล้นกลุ่มโจรเ่าั้ส่วนใหญ่เป็เหล่าชาวบ้านยากจน พวกเขาคงปล้นเสบียงมากกว่าเงินทองหรือควรจ้างสำนักคุ้มภัยให้ร่วมเดินทางดี
แต่ตำลึงเงินมีเพียงแค่นี้ยักย้ายสินเดิมออกมาก็ไม่ได้ น่าเศร้าโดยแท้...
เจียฮุ่ยเหมยอยากจะร้องไห้!!!
การเดินทางยาวนานหลายวันอาจทำให้เ้าก้อนแป้งแสนน่าชังของนางรู้สึกแปลกประหลาดไม่คุ้นเคย อาจถึงขั้นผวาเลยก็มีสำหรับเด็กน้อยตัวจิ๋ว ต้องเตรียมรับมือความโยเยของบุตรชายทั้งสองอีก
คนเป็แม่อยากจะเป็ลม...
แป๋ว~
ความกังวลเกี่ยวกับฝาแฝดทั้งสองมลายหายสิ้นดวงตากลมโตของพวกเขาจ้องมองมารดาระคนตื่นเต้น เดี๋ยวก็ตาโตเดี๋ยวก็เหลือบซ้ายแลขวาด้วยความอยากรู้อยากเห็นศีรษะทุยใหญ่กว่ากำปั้นขยับยุกยิกไปมาอยู่ในห่อผ้าสีต่างกันคนพี่อยู่ในห่อผ้าสีแดงเข้ม ส่วนคนน้องอยู่ในห่อผ้าสีน้ำเงินเข้ม พอมองรอบๆจนพอใจแล้วก็ยิ้มหวานอวดเหงือกชมพูใสให้มารดาทั้งแบบนั้น จนมารดายังสาวอดหัวเราะบุตรชายหน้าเป็ของนางไม่ได้
"ดีจังเลยนะเ้าคะคุณชายน้อยไม่งอแงเลยั้แ่ขึ้นมานั่งบนเทียมเกวียน"
"ข้ากลัวแทบแย่ว่าพวกเขาจะร้องไห้งอแง กลับอารมณ์ดีซะอย่างนั้นเนอะ..." ปลายเสียงหยอกเย้าเด็กแก้มกลมนุ่ม
ดีที่เช้ามืดเด็กทั้งสองไม่ร้องงอแงหิวนมหากไม่สบายตัวจะส่งเสียงสุดพลังจนหน้ากลมยิ่งกว่าซาลาเปานุ่มฟูขึ้นสีซับเืส่งสัญญาณให้รีบจัดการ ก่อนออกเดินทางเจียฮุ่ยเหมยให้เด็กทั้งสองกินนมจนอิ่มและทำให้เรอเรียบร้อย เลี้ยงง่ายอย่างที่เจียวซือว่าไว้ไม่มีผิด
"เห็นว่าระหว่างเดินทางจะหยุดพักทุกๆ สองชั่วยาม[3] เพื่อให้ม้าได้กินหญ้าได้พักเอาแรงเ้าค่ะจะได้พักตามเมืองใหญ่ประมาณสองเมืองก่อนถึงเมืองเซียงโจวเ้าค่ะ" เจียวซือรายงานรายละเอียดเดินทางซึ่งสอบถามจากคนบังคับม้าให้เจียฮุ่ยเหมยทราบ
"ได้พักระหว่างทางที่เมืองด้วยหรือ?"
"เ้าค่ะนายหญิง แค่สองเมืองก่อนถึงเมืองเซียงโจวเ้าค่ะ"
"แต่เราต้องประหยัดเงิน ...ทางที่ดีเราไม่ควรพักโรงเตี้ยมชั้นสูงแค่ชั้นล่างก็พอต้องเผื่อคนขับเกวียนด้วย"
"เ้าค่ะนายหญิง"
เจียวซือคิดว่าหากใกล้ถึงเมืองที่จะต้องหยุดพักทางที่ดีที่สุดคือให้คนขับเกวียนเป็ผู้จัดหาโรงเตี้ยมให้น่าจะดีกว่าอย่างน้อยเขาคงรู้ว่าโรงเตี้ยมที่ใดเหมาะกับจำนวนคนเพียงเท่านี้และมีราคาถูกที่สุด
ก่อนหน้านั้นเจียฮุ่ยเหมยลังเลอยู่นานเหมือนกันก่อนจะถึงเวลาแอบหนีออกจากจวน นางไม่ใคร่อยากรู้ว่าจวนนี้เป็ของใครสามีของนางเป็ใคร แค่ได้ตำแหน่ง 'ป๋อ' หมายความว่าเป็ขุนนางคนสำคัญของราชสำนัก แต่การดูแลภรรยาเข้าขั้นเลวร้ายบ่าวไพร่หรือก็ไม่สนใจว่าเรือนทรุดโทรมของนางจะมีคนเข้าออกหรือไม่ทหารเวรยามกลับไม่แ่าอย่างที่คิด หากจะปล่อยทิ้งขวางภรรยาขนาดนี้เฉดหัวออกจากจวนั้แ่แรกยังดีเสียกว่าขนาดอุ้มท้องคลอดทายาทแฝดชายแข็งแรงแสนน่ารักน่าชังให้จวนอันกัวป๋อยังไม่เห็นคุณงามความดีของนางสักนิด แล้วนางจะไปเห็นค่าอะไรกับจวนอันกัวป๋อที่ข้างในกลวงได้ล่ะ
ถูกละเลยเช่นนี้จึงเป็ทางสะดวกให้เจียฮุ่ยเหมยหอบลูกน้อยวัยแบเบาะทั้งสองกับสาวใช้อีกหนึ่งออกจากจวนอันกัวป๋อหนีออกมาอย่างง่ายดายพวกที่เห็นไม่พ้นหลับตาข้างลืมตาข้างแน่นอน ก็ใช่น่ะสิ...ถ้าเกิดเข้ามาขวางทางนางก็พร้อมเปิดศึกเช่นกัน เห็นทีท่าไม่แยแสของบ่าวในจวนจึงได้รู้ว่าตัวนางไม่ได้สลักสำคัญอะไรสำหรับจวนแห่งนี้
คิดถูกแล้วที่นางออกมาจากจวนนรกนั่น!!!
อยู่กับบุตรชายตัวเริ่มอวบอ้วนขึ้นมาอีกหน่อยดีกว่ามีความสุขเป็ไหนๆเจียฮุ่ยเหมยตั้งใจว่าจะต้องมีชีวิตที่ดีกว่าตอนอยู่จวนอันกัวป๋อเด็กน้อยแสนน่ารักนุ่มนิ่มทั้งสองของนางต้องไม่อดตาย นางเองก็เช่นกัน...ขนาดน้ำแกงผักกาดหาง่ายแสนง่ายจวนขุนนางใหญ่โตพรรค์นั้นยังไม่มีให้นางกินเลย
กระจอก...
เจียฮุ่ยเหมยอดค่อนแคะเื่นี้ไม่ได้เื่แย่ๆ นางจะทิ้งเอาไว้เป็เพียงเื้ัพร้อมกับความทรงจำที่หายไประหว่างเจ็บท้องคลอด นางควรมีความสุขกับสองชีวิตน้อยๆซึ่งกำลังยิ้มให้นางในฐานะ 'มารดา' คือดีที่สุด
ใช้เวลาเกือบสามสัปดาห์กว่าจะเดินทางมาถึงเมืองเซียงโจวเด็กแฝดทั้งสองให้ความร่วมมือกับมารดาและผู้ใหญ่คนอื่นๆ ที่ร่วมเดินทางเป็อย่างดีมีเล่นหูเล่นตาบ้างยามถูกแหย่เย้า ไม่ได้ตื่นกลัวคนแปลกหน้าเหมือนเด็กทารกส่วนใหญ่ใครพูดคุยอะไรด้วยก็ส่งเสียงแหลมเล็กเหมือนแมวน้อยตอบโต้ราวกับคุยกับคนตัวโตกว่ารู้เื่สร้างรอยยิ้มและความสุขตลอดการเดินทาง
อาจมีบางครั้งบางคราวที่ร้องไห้งอแงเพราะไม่สบายเนื้อสบายตัวหรือหิวนมหลังจัดการเปลี่ยนผ้าหรือให้นมแล้วเ้าก้อนซาลาเปาทั้งสองก็กลับมาอารมณ์ดีเหมือนเดิม เหนื่อยมากๆ พวกเขาพากันหลับแนบอกของมารดาไปเลยหลังกินนมเสร็จเป็แบบนี้มาหลายวันจนถึงจุดหมายปลายทาง
"ขอบคุณท่านลุงเหวินมากนะเ้าคะ ที่มาส่งพวกเราถึงเมืองเซียงโจว"เจียฮุ่ยเหมยค้อมศีรษะต่ำ หลังลงจากเทียมเกวียนม้าเรียบร้อยด้วยความช่วยเหลือจากเจียวซือ
"อะไรกันๆ พวกเ้าจ้างข้ามา ข้าย่อมต้องมาส่งเ้าให้ถึงจุดหมายสิ"ชายวัยกลางคนเสมองมาทางเด็กแฝดซึ่งอายุใกล้ครบเดือนทั้งสองดูเนื้อเยอะมากกว่าครั้งแรกที่พบกันอีก "ต่อไปตาก็ไม่ได้เห็นพวกเ้าแล้วนะ"
"แอ้!"
ก้อนนุ่มนิ่มสองก้อนดิ้นฮึดฮัดตอบรับปฏิกิริยาน้อยใจของชายวัยกลางคนเรียกเสียงหัวเราะให้กับลุงเหวินเป็อย่างดี
"เช่นนั้นถ้ามีโอกาส ตาจะมาเยี่ยมพวกเ้าแล้วกันนะ"
"แอ้..."
พอเปลี่ยนคำพูดใหม่เด็กน้อยทั้งสองตอบรับด้วยรอยยิ้มหวานกว้างกว่าเดิม จนแก้มอวบนุ่มพองดันเนื้อแก้มปิดตาหยีแทบมองไม่เห็นลูกตาดำ ลุงเหวินส่ายหน้ากับเ้าก้อนแป้งทั้งสองซึ่งดูรู้ความเกินวัยตัวเองไปไกลหยอกเล่นอีกสักเล็กน้อยก่อนเดินทางกลับเมืองหลวง
"มาถึงเมืองเซียงโจวแล้วนะเ้าคะ แล้วเราต้องไปที่ไหนต่อดีเ้าคะเงินตอนนี้ก็เหลือไม่เท่าไรเองด้วย"
เจียวซือพร่ำหลังลับเงาของรถม้าเทียมเกวียนของลุงเหวินเจียฮุ่ยเหมยสอดส่องสายตาสำรวจบริเวณที่ลุงเหวินพามาส่ง ดูเหมือนว่าที่นี่น่าจะเป็ย่านการค้าของเมืองเซียงโจวร้านค้าอาจมีไม่มากเมื่อเทียบกับเมืองหลวงแต่ก็เป็เมืองท่าเมืองหนึ่งที่มีชาวต่างชาติอาศัยเรือสำเภาเข้ามาจอดเทียบท่าค้าขายสินค้า ผู้คนอาจบางตาเล็กน้อย แต่ไม่ซบเซาอย่างที่สองตาเห็นเหมาะเป็สถานที่ทำมาหากิน
ที่แน่ๆพวกนางและเด็กทารกทั้งสองควรมีที่พักก่อน หากแดดร้อนกว่านี้เ้าก้อนแป้งของนางอาจล้มป่วยฉะนั้นจึงต้องสอบถามกับชาวบ้านว่ามีหมู่บ้านไหนอยู่ใกล้กับย่านการค้าแสนคึกคักแห่งนี้พอให้นางสามารถเดินทางไปกลับระหว่างหมู่บ้านได้สะดวก
ในที่สุดพวกนางก็ถูกพามาที่หมู่บ้านฮัวเป่ยซึ่งห่างจากย่านการค้าประมาณสี่ลี้[4]ชายชราคนหนึ่งพามาหาหัวหน้าหมู่บ้านพร้อมแจ้งว่าสตรีทั้งสองและเด็กทารกทั้งสอง้าซื้อที่ดินและมีบ้านบนพื้นที่นั้นด้วยจะสะดวกมาก เจียวซือไม่ลืมมอบเงินจำนวนหนึ่งให้กับชายชราที่พามาหาหัวหน้าหมู่บ้านเป็สินน้ำใจตอบแทน
"คารวะท่านหัวหน้าหมู่บ้าน ข้ามีนามว่า 'จางฮุ่ยเหมย'เดินทางมาจากเมืองหลวง ้าหาซื้อที่ดินพร้อมบ้านหลังเล็กๆพอให้พวกข้ากับลูกๆ อยู่กันได้ มีว่างหรือไม่เ้าคะ?" เจียฮุ่ยเหมยไม่รอช้าเข้าเื่สำคัญทันที
มีแฝดคนพี่อยู่ในอ้อมกอดของมารดาและแฝดคนน้องอยู่ในอ้อมกอดของเจียวซือพากันมองหน้าคู่สนทนาคนใหม่ของมารดาด้วยดวงตาใสสีดำขลับส่องประกายใคร่สงสัยปากจิ้มลิ้มดูดอมนิ้วมือพลางสำรวจบุรุษใบหน้าโฉดครึมชวนสั่นสะท้านภายในอกแต่เด็กทั้งสองไม่รู้สึกกลัวอันใด กลับรู้สึกประหลาดใจมากกว่าที่ได้พบคนหน้าตาน่ากลัวเป็ครั้งแรก
"อืม..."หัวหน้าหมู่บ้านละสายตาจากเ้าแฝดทั้งสองที่มีบางอย่างดึงดูดให้เข้าหา ก่อนหันมาสนทนากับเจียฮุ่ยเหมย"คารวะแม่นาง ข้าชื่อ 'ชางหย่งเต๋อ' เป็หัวหน้าหมู่บ้านฮัวเป่ยพื้นที่ที่แม่นาง้าพร้อมบ้านยังพอมีเหลืออยู่ แต่บ้านหลังนั้นอยู่ท้ายหมู่บ้านไม่ทราบว่าแม่นางพอสนใจหรือไม่?"
"สนใจเ้าค่ะ" เจียฮุ่ยเหมยตอบรับเสียงใสเห็นว่าพื้นที่เกือบถูกซื้อไปหมด โชคดียังเหลือให้นางพิจารณาเป็ที่พักอาศัยจะไม่ให้นางไม่กระตือรือร้นได้อย่างไร"ไม่ทราบว่าท่านชางพอจะพาข้าไปดูที่ดินและบ้านหลังนั้นได้หรือไม่เ้าคะ?"
"ได้สิ เชิญแม่นาง"
"เชิญเ้าค่ะ"
เมื่อชางหย่งเต๋อมีมารยาทกับเจียฮุ่ยเหมยมาเจียฮุ่ยเหมยจึงมีมารยาทตอบกลับ เดินตามแผ่นหลังสูงใหญ่ของหัวหน้าหมู่บ้านไปพร้อมๆกับเจียวซือผู้คนในหมู่บ้านต่างยิ้มแย้มแจ่มใสส่งเสียงทักทายหัวหน้าหมู่บ้านตลอดเส้นทางที่เดินผ่านอาจมีสตรีน้อยใหญ่บางจำพวกมองนางด้วยสายตาไม่เป็มิตรคล้ายจะกินเืกินเนื้อ อยากบอกกับพวกนางเหลือเกินว่า...
ข้ามีลูกแล้วจ้ะแล้วข้าก็ยังไม่อยากหาสามีใหม่เร็วๆ นี้หรอกนะจ้ะ!!!
คิดไม่ตกจริงๆว่าตัวเองเขียนหนังสือหย่าขาดกับทางฝ่ายนั้นวางทิ้งไว้ให้บนโต๊ะในเรือนผุพังใกล้ถล่มฝ่ายนั้นจะยินยอมหย่าหรือไม่ ดีที่มันไม่ใช่สมรสพระราชทานั้แ่แรกไม่เช่นนั้นต้องทำเื่ขอพระราชทานหย่าอีก วุ่นวายปวดหัวชอบกล คิดแล้วพานให้หญิงสาวส่ายหัวอย่างจนใจ
"ถึงแล้ว ที่นี่แหละ"
หลังสลัดความคิดฟุ้งซ่านทิ้งไปเจียฮุ่ยเหมยเห็นบ้านขนาดกลางใหญ่กว่าเรือนเก่าคร่ำครึในจวนสามีมากมายนักเป็บ้านชั้นเดียวซึ่งมีรั้วล้อมรอบขอบชิดสร้างบรรยากาศส่วนตัวไว้เสร็จสรรพเรียบร้อย
"ที่นี่มีพื้นที่ประมาณห้าหมู่[5]ซึ่งมากกว่าของชาวบ้านในหมู่บ้านนี้นัก เดิมเป็บ้านของขุนนางเก่าเมื่อหลายปีก่อนเห็นว่าบุตรชายของพวกเขาพากลับไปอาศัยในเมืองหลวงจึงปล่อยขายและร้างมาจนถึงเดี๋ยวนี้หากทำความสะอาดหรือซ่อมแซมสักเล็กน้อยคงใช้ได้"
"อ้อ...เป็เช่นนี้เอง" เจียฮุ่ยเหมยพยักหน้าฟังคำอธิบาย
"ด้านหลังอยู่ติดกับธารน้ำ พวกเ้าไม่จำเป็ต้องเดินไปตักน้ำไกลๆ สามารถตักน้ำใกล้ๆจากหลังบ้านของตัวเองได้เลย ข้างๆ ยังมีแปลงผักอีกสี่ห้าแปลงด้วย"
"แปลงผักหรือ?"
"แต่เมืองเซียงโจวอยู่ติดกับทะเล ดินจึงมีความเค็มสูงมาก ต่อให้หมู่บ้านฮัวเป่ยของเราอยู่ไกลจากทะเลแต่ความเค็มของดินไม่ได้ลดลงไปเท่าไร สภาพดินจึงไม่เหมาะกับการปลูกผัก"
"อือ..."
"หากเ้าไปซื้อผักจากตลาดแล้วพบว่าราคาสูงเกินไปไม่ต้องใหรอกที่นี่อาหารทะเลราคาถูก แต่พวกผักราคาแพง เพราะต้องนำเข้าจากเมืองอื่นมาขายน่ะ"
เจียฮุ่ยเหมยเริ่มเข้าใจสถานการณ์ของที่นี่อย่างแจ่มชัดแล้วก็ว่าเดินผ่านมาตั้งหลายบ้านเรือนเหตุใดพวกเขาทำเพียงอาหารตากแห้งอย่างอาหารทะเลแดดเดียวกันมากนักที่แท้สภาพดินไม่เอื้ออำนวยสำหรับเพาะปลูกนั่นเอง ความอยากผักกาดอวบอ้วนรสหวานของนางยังไม่จบแม้จะผ่านมาหลายวันแล้วก็ตาม นับั้แ่กินน้ำแกงต้มิญญาผักกาดขาวมันช่างฝังใจนางอย่างยิ่ง
หากพวกผักผลไม้ราคาแพงพวกธัญพืชและข้าวสารน่าจะราคาแพงเช่นกัน ชักยุ่งยากเสียแล้วสิเงินของพวกนางตอนนี้ใกล้จะหมดเต็มที แต่ทำเลบ้านพักและที่ดินเหมาะสมไม่น้อยสำหรับอาศัยเพียงแค่สองคนกับก้อนซาลาเปาอีกสองลูกแล้วราคาซื้อที่ดินพร้อมบ้านจะแพงหรือไม่
อดีตบ้านพักของขุนนางเก่า...มีธารน้ำอยู่หลังบ้านในตัวคาดว่าคงขุดลำน้ำให้ไหลผ่านหลังเรือนและต้องใช้เงินไม่น้อยสำหรับสร้างธารน้ำไว้ใช้เองแล้วเงินเก่าที่ขโมยมาจากจวนอันกัวป๋อกับเงินขายเครื่องประดับที่ติดตัวก่อนเข้ามาหมู่บ้านแห่งนี้หากรวมกันแล้วจะเพียงพอไหม... เจียฮุ่ยเหมยคาดคะเนไม่ได้จริงๆ
"ท่านชาง บ้านพร้อมที่ดินทั้งหมดราคาเท่าไรหรือเ้าคะ?" แต่นางมีทางเลือกอื่นไม่มากนัก
ตัดสินใจแล้วว่าจะไม่ย้อนกลับไปทางเดิมนางจะใช้ชีวิตสงบเงียบอยู่กับลูกๆที่นี่และต้องหาเงินด้วยสองมือนี้โดยไม่พึ่งพาอำนาจตระกูลเจียของบิดาหรือสามีคือใครก็ไม่รู้จากจวนอันกัวป๋อดังนั้นนางเลือกมาเมืองเซียงโจวแล้ว นางจะปักหลักอยู่ที่นี้นี่แหละ
"ที่ดินหนึ่งหมู่สามสิบตำลึง ห้าหมู่ก็หนึ่งร้อยห้าสิบตำลึงบ้านพักเป็บ้านขนาดกลาง มีสามห้องนอน หนึ่งห้องรับรอง และหนึ่งห้องครัวรวมกับราคาบ้านอีกเจ็ดสิบตำลึง เป็สองร้อยยี่สิบตำลึง"
เจียฮุ่ยเหมยเกือบกัดลิ้นตัวเองขาดคาปากเสียเดี๋ยวนั้นแพงอภิมหาแพงสำหรับสตรีเช่นนาง หากคิดตัวเลขให้น่ารักเท่ากับจำนวนตำลึงทอง[6] รวมแล้วเป็จำนวนเงินยี่สิบสองตำลึงทองชัดๆ
คิดไว้แล้วเชียวว่าที่ดินและบ้านขุนนางราคามันต้องแพงหูฉีกทว่าที่นี่คือเมืองชายแดน ไฉนราคากลับแพงกว่าที่เมืองหลวงขนาดนี้ด้วยพื้นที่และขนาดที่พักก็ไม่ได้ใหญ่โตเท่ากับในเมืองหลวง ซ้ำถูกทิ้งร้างเอาไว้หลายปีคิดได้อย่างเดียวว่าราคาก่อนหน้านั้นต้องแพงกว่านี้อีกหลายเท่าตัวไม่มากก็น้อยมันเป็ไปได้ด้วยหรือ และหากเทียบกับอดีตแล้ว เงินยี่สิบสองตำลึงทองดูเล็กน้อยมากสำหรับนาง ทว่าสำหรับเจียฮุ่ยเหมยยามนี้มีงบอย่างจำกัด นางยังอยากแบ่งเงินเอาไว้ทำอย่างอื่นเหมือนกัน
"ท่านชาง ยังมีที่ดินที่อื่นอีกไหมเ้าคะ?"
"ที่ตรงนี้เป็ที่สุดท้ายของหมู่บ้านแล้วล่ะ"
หัวหน้าหมู่บ้านฮัวเป่ยแย้มยิ้มอ่อนโยนหารู้ไม่ว่าในใจของแม่ลูกอ่อนอย่างเจียฮุ่ยเหมยแทบอยากะโตะปบเล็บใส่รอยยิ้มดุจเทพเซียนของเขาเหลือเกิน
จะไม่ให้นางเหลือทางเลือกกับเงินทุนเอาไว้ทำอย่างอื่นเลยหรือ!?
[1] อีแปะ หน่วยเงินจีนโบราณที่มีค่าน้อยที่สุด 1 อีแปะมีค่าเท่ากับ 1 เหรียญทองแดง
[2] ตำลึงเงิน หน่วยเงินจีนโบราณ 100 อีแปะเท่ากับ 1 ตำลึงเงิน
[3] ชั่วยาม หน่วยเวลาของจีน โดย 1 ชั่วยามเท่ากับ 2 ชั่วโมง
[4] ลี้ คือหน่วยระยะทางของจีน 1 ลี้เท่ากับ 500 เมตร
[5] หมู่ คือหน่วยพื้นที่ของจีน 1 หมู่เท่ากับ 666.67 ตารางเมตร
[6] ตำลึงทอง หน่วยเงินจีนโบราณมีค่ามากที่สุด 10 ตำลึงเงิน = 1 ตำลึงทอง