ท้องฟ้าพร่างดาวกับผืนป่าดำมืด สองภาพที่แตกต่างกลับกลมกลืนกันอย่างประหลาด
ต้าหมินไม่รู้ว่าตนนั่งอยู่บนหลังนกกระเรียนั์มานานเท่าใด รู้แต่เพียงว่าตอนนี้หนาวจับใจ หนาวจนยากจะรวบรวมความคิด ลมเย็นดั่งมีดกรีดเฉือนพัดมาจากทุกทิศทุกทาง
เขารู้สึกขอบคุณเด็กสาวที่นั่งข้าง หากไม่ได้เธอป่านนี้เขาอาจหน้าซีดปากเขียวไข้จ้บแล้วก็ได้ ขนาดมีผ้าห่มยังหนาวขนาดนี้ถ้าไม่มีจะขนาดไหน เสียอย่างเดียวกลิ่นธูปที่ติดมานั้นหนาแน่นไปหน่อย เผลอนำมาใกล้จมูกทีไร รูจมูกตันทุกที
วันนี้กระเรียนแปลกไป วันก่อนให้ความรู้สึกเหมือนนั่งเครื่องบินแบบเปิดประทุน สะดวกสบายแถมได้ชมวิวแบบสามร้อยหกสิบองศา มาวันนี้ใช้ความเร็วเหมือนกำลังหนีหนี้ หัวหูชาไปหมด
หากเทียบกับโลกปัจจุบัน น่าจะเหมือนขับรถด้วยความเร็วหนึ่งร้อยหกสิบกิโลเมตรต่อชั่วโมง บนทางด่วนบูรพาวิถี บางนา-ชลบุรี ข้อดีของทางด่วนเส้นนี้คือถนนแทบจะเป็เส้นตรง เหมาะสำหรับทำความเร็ว ข้อเสียคือบนทางด่วนลมแรงมาก พอขับมาเร็ว ๆ รู้สึกรถเหมือนจะเหินบินออกนอกทางด่วน หายใจได้ไม่ทั่วท้อง
ตอนนี้รู้สึกแบบเดียวกัน ลึก ๆ ในใจรู้สึกว่าถ้าบินด้วยความเร็วอย่างนี้ต่อไป จะเกิดเื่ร้ายขึ้น
เขาพยายามบอกโนะฮิเมะ แต่ทว่าหลังจากออกจากเฮอัน เธอกลายเป็นิ่งเงียบอย่างประหลาด ก้มหน้าไม่พูดไม่จา ถามอะไรก็ไม่ตอบ
พอเจอแบบนี้ ต้าหมินก็เลยเลิกสนใจอาการของคนกับนก หันมาอะไรทำ อย่างหาคำตอบว่ากำลังมุ่งหน้าไปที่ไหน
ออกจากเมืองหลวงมุ่งลงใต้ตลอด แล้วค่อยเบี่ยงขวาเลาะแม่น้ำ ถ้าจำไม่ผิดทิศทางนี้ไปโผล่ทะเลที่โอซาก้า… ภาพแผนที่ญี่ปุ่นปรากฏขึ้นในสมอง เคยศึกษาโปรแกรมท่องเที่ยวญี่ปุ่น กำหนดให้โอซาก้า นารา เกียวโตเป็กลุ่มเดียวกันเพราะพื้นที่ไม่ไกลกัน กรณีมีเวลาพอยังสามารถเที่ยวโกเบต่อได้
‘โกเบเมืองหลวงแห่งเนื้อวัว’
คิดถึงเนื้อปุ๊บน้ำลายเริ่มสอ เขาอดนึกถึงเนื้อย่างเกาหลีย่านโคเรียนทาวน์ไม่ได้ หมูสามชั้นทอดควันฉุย ผิวนอกไหม้นิด ๆ ห่อด้วยผักสดขนาดพอดีคำ เวลารับประทานค่อยเหยาะซอสสักหน่อย ทำให้รสชาติเข้มข้นขึ้น ยิ่งคิดก็ยิ่งหิวได้แต่ตัดพ้อตัวเองวิ่งวุ่นทำธุระให้คนอื่นตลอดคืน น้ำชาสักแก้วขนมสักชิ้นก็ไม่มีให้ ขณะต้าหมินกำลังคิดถึงของอร่อยพลันรู้สึกวาบโหวงข้างใน คล้ายกับอวัยวะภายในหายหมดสิ้นเหลือเพียงหน้าอกกลวง ว่างเปล่า
เชี่ยยยย!
จู่ ๆ นกกระเรียนั์ทิ้งตัวลง ไม่ได้กำลังร่อนแบบลงจอด แต่เป็ทิ้งตัวแบบดำดิ่งลักษณะคล้ายกับกรณีเครื่องบินตก แต่ทว่าคราวนี้คล้ายกับถูกแรงดึงดูดดึงให้ร่อนลงพื้นอย่างกะทันหันมากกว่า
อ๊ากกกก!
ต้าหมินไม่เพียงหวีดร้องในใจ ยังร้องเสียงหลงด้วย
ผิดกับโนะฮิเมะที่รับมืออย่างว่องไว มือของเด็กสาวข้างหนึ่งหอบหิ้วสัมภาระ อีกมือโอบรัดร่างเด็กชายแล้วะโลงมายังพื้น จังหวะนั้นเขาเหลือบมองนกกระเรียนั์บนฟ้าแวบหนึ่ง หลังจากทิ้งดิ่งลงไม่กี่อึดใจมันก็หดสั้น สุดท้ายกลายเป็กระดาษเบาบางปลิวไปกับสายลม
ต้าหมินไม่แน่ใจว่านี่คือความฝันหรือความจริง หากเป็ความฝันขอให้รีบตื่นเถอะ
ชั่วขณะหนึ่งเขาเห็นภาพตัวเองเป็เสื้อเก่า หญิงชราคนหนึ่งเก็บหอมรอมริบซื้อผ้ามาทีละหน่อย พอสะสมได้มากพอค่อยนำมาเย็บเข้าด้วยกัน จากนั้นมอบให้ลูกชายที่เธอรัก
ชั่วขณะหนึ่งเขาเห็นหญิงสาวกำลังสนด้าย ร้อยด้ายเข้ากับเข็ม เธอทำอย่างตั้งใจ มือจับท้องที่นูนขึ้น คาดหวังให้ลูกน้อยเติบโตแข็งแรง เธอกำลังเย็บเสื้อผ้าเด็กทารกด้วยความรัก
ชั่วขณะหนึ่งเขาเห็นชามกระเบื้องสวยงาม ชายชราใช้งานอย่างทะนุถนอม พอเห็นเด็กหนุ่มสะพายคันธนูที่ไหล่ อีกมือถือห่อผ้า ชายชราก็รีบนำผ้าผืนบางมาห่อชามใบนี้ ก่อนยื่นให้ชายหนุ่ม ส่งต่อด้วยความรัก
เสื้อเก่า เข็มเย็บผ้า ชามบิ่นล้วนเป็ ‘สิ่งของ’ ที่ต้าหมินััิญญา แล้วปลุกพวกเขาขึ้นมา
ฝัน?
“ตื่น ๆ จะนอนไปถึงไหน ข้าแบกเ้าไม่ไหวนะ”
เสียงเด็กหญิงร้องดังข้างหู มือน้อย ๆ จับตัวเด็กชายสั่นไปมา ศีรษะสะบัดไปซ้ายทีขวาที
“โอ๊ย! พอ พอเลย ตื่นแล้ว โอย... จะอะไรกันนักหนาขอนอนต่อไม่ได้เหรอ” มือน้อยขยี้ตา รู้สึกว่าเมื่อครู่ภาพที่ตนเห็นในฝันคล้ายกับเป็เื่สำคัญ แต่ไม่เข้าใจว่ามันสำคัญอย่างไร
“ข้าไม่มีเวลาดูแลเ้าแล้ว ดูนั่น!”
กรรรรร!
ดวงตาแดงก่ำอยู่ตรงชายป่า พวกเขาโชคดีตกลงริมแม่น้ำ ลงบนแอ่งอะไรสักอย่าง ดีที่ไม่ลงน้ำ เกิดใส่เสื้อผ้าเปียกยามค่ำคืนอย่างนี้คงแย่
เฮ้ย นี่ไม่ใช่เวลามาคิดเื่นี้นะโว้ย ว่าแต่ตัวห่าอะไรวะ
ไม่นานดวงตาสีแดงก็เพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อย ๆ สุนัขป่าสีเทาทยอยเดินออกจากชายป่า แยกเขี้ยว ขู่คำราม น้ำลายหยดติ๋ง ติ๋งจากปาก ต้าหมินแทบจะรู้สึกได้เลยว่าพวกมันกำลังคิดว่าลาภปากมาแล้ว อาหารตกลงมาให้กินถึงที่
เวรแล้วกู
แต่ก่อนที่พวกมันจะกระชับวงล้อม เด็กหญิงซึ่งยืนอยู่ข้างหน้าพลันโถมเข้าหา เธอวิ่งเข้าใส่ด้วยความรวดเร็ว จากนั้นร่างที่เห็นว่าเป็เด็กร่างเตี้ยเล็กพลันยืดยาวขยายใหญ่ ขนยาวสีดำเงาปกคลุมทั่วตัว
แมวสีดำตัวใหญ่ขนาดเสือโคร่งพลันปรากฏ!
ดาบลอยคว้างสุดท้ายบินกลับสู่มือของอาเบะ โนะ เซเมย์
ชายหนุ่มผู้งดงามดังภาพวาด เรือนร่างสูงโปร่ง ผิวขาวละเอียด ยามนี้สวมชุดสีขาวพัดพลิ้ว ผมมัดขึ้นเป็มวย อากัปกิริยาคล้ายคุณชายรุ่มรวยหามีท่าทางดั่งจอมมารอย่างที่เล่าลือกัน แม้ถือดาบเบาบางอยู่ในมือ แทนที่จะแลดูดุร้าย กลับกลายเป็ขับเน้นความงามขึ้นอีก คล้ายก่อนนี้ภาพงดงามเกินไป เพิ่มความดิบเถื่อนเสียบ้างคงจะดีไม่น้อย
เขายืนอยู่ตรงนั้น บนหลังคาของเรือนหลังหนึ่ง สายตามองไปที่อดีตอาจารย์ของตน มุมปากยกยิ้ม ดวงตาเป็ประกายขึ้นวูบหนึ่ง
“ท่านไม่ควรคืนจิตสำนึกให้โดมัน”
น้ำเสียงราบเรียบเพียงนั้น ไม่มีอารมณ์เจือปนแม้แต่น้อย
“แต่ข้าก็คืนสำนึกให้อาชิยะ โดมัน”
น้ำเสียงแก่ชรา เหมือนก้าวผ่านกาลเวลามาอย่างยาวนาน คาโมะ โนะ ทาดายูกิ คนคล้ายอายุเพิ่มขึ้น บัดนี้ผมเผ้าหงอกขาว หน้าตาเหี่ยวย่น แต่ดวงตายังคงใสกระจ่างดั่งกระจกเงา สามารถเห็นสิ่งซึ่งซ่อนอยู่ลึกในใจคน
“ท่านไม่ควรมา”
“แต่ข้าก็มา”
“ข้าไม่อยากทำร้ายท่าน”
“ในเมื่อเ้าสร้างเรือน ‘มาร’ แห่งนี้ เ้าย่อมรู้ว่าต้องมีวันนี้” ชายชราหยุดครู่หนึ่งก่อนกล่าวต่อ
“ข้าเคยพูดกับเ้าก่อนรับเ้าเป็ศิษย์ เ้าจำได้หรือไม่”
“ข้าไม่เคยลืม”
“ถ้าอย่างนั้นเ้าคงรู้ จุดจบวันนี้จะเป็อย่างไร”
“ไม่ท่านมอดข้าก็ม้วย”
“ใช่”
“เริ่มเถอะ”
“อืม เริ่มเถอะ”
ศิษย์อาจารย์ทั้งสองยืนกันคนละฝั่ง คนหนึ่งยืนอยู่บนยอดผา อีกคนยืนอยู่บนเรือนหลักของกลุ่มอาคารซึ่งอยู่สูงที่สุด
ระยะห่างระหว่างทั้งสองราวกับหุบเหวลึก