่เช้าตรู่อันเย็นเยียบและเงียบสงบของหมู่บ้านเล็ก ๆ ท่ามกลางหุบเขาในเขตจังหวัดแห่งหนึ่งทางภาคเหนือตอนล่างของประเทศ ในบ้านอิฐบล็อกชั้นเดียวขนาดสองห้องนอน มุงด้วยหลังคาสังกะสีที่ขึ้นสนิมอย่างถ้วนทั่ว บ้านหลังนี้ปลูกอยู่บริเวณชายขอบของตัวหมู่บ้าน ห่างไกลจากชุมชนหลักพอสมควร รอบข้างมีเพื่อนบ้านอาศัยอยู่เพียงสองหลังเท่านั้น และมีสภาพความเป็อยู่ใกล้เคียงกัน
อัญจรีค่อย ๆ ลืมตาตื่นจากที่นอนยัดนุ่นที่บางแทบจะติดพื้นเรือนเนื่องจากผ่านการใช้งานมายาวนาน เธอได้ยินเสียงกุกกักข้างนอกจนไม่สามารถข่มตาหลับได้อีก แม้จะไม่มีนาฬิกาบอกเวลาในห้องแต่ก็สามารถคาดเดาได้ว่าตอนนี้เป็เวลาตีสามของวันแล้ว
เธอรีบลุกขึ้นและพับผ้าห่มผืนบางที่ป้องกันความหนาวเย็นไม่ค่อยได้เอาไว้ปลายที่นอนอย่างเรียบร้อย หลังจากนั้นจึงเปิดปากมุ้งสีหมองที่ใช้งานมายาวนานไม่แพ้เครื่องนอนชิ้นอื่นแล้วไถลแทรกตัวออกไป
ทันทีที่เปิดประตูห้องออกมา เธอก็เห็นชายหญิงสามคนกำลังทำงานง่วนกันอยู่ เป็ชายหญิงสามคนที่เธอรู้สึกผิดและอยากขอโทษมาโดยตลอด เธอมองตรงไปยังทั้งสามคนด้วยดวงตาที่คลอเบ้า
“น้องอัญ รีบตื่นมาทำไม ยังเช้าอยู่มาก แล้วทำไมไม่ใส่เสื้อกันหนาวมาล่ะ” หญิงสาววัยยี่สิบห้าปีวางมือจากงานทั้งหมดและเดินมาลูบเนื้อลูบตัวอัญจรีด้วยความเป็ห่วง
น้ำตาอัญจรีไหลเป็ทาง “แม่ หนูขอโทษ”
“ตื่นมาก็ขี้แยเลย ฝันร้ายหรือน้องอัญ” ชายหนุ่มวัยยี่สิบเก้าปีซึ่งเป็ผู้ชายเพียงคนเดียวในบ้านเดินเข้ามาลูบผมยุ่ง ๆ ของลูกอย่างเอ็นดู
“พ่อ” เธอเอ่ยทักเสียงสะอื้น
“อ้าว กลายเป็ร้องไห้หนักเลย บอกพ่อสิว่าฝันร้ายอะไร”
อัญจรีส่ายหน้าไปมา “หนูคิดถึงพ่อกับแม่”
ดวงฤทัยและตรีหันมามองหน้ากันแล้วยิ้ม คนเป็แม่รวบร่างเล็กของลูกเข้ามากอด “น่ากลัวจะฝันร้ายจริง ๆ พ่อกับแม่ก็อยู่ตรงหน้าลูกแล้วไง พวกเราไม่ได้ไปไหนไกลเสียหน่อย แค่จะเอาของไปขายในเมืองเท่านั้นจะได้หาตังค์มาซื้อขนมเค้กอร่อย ๆ ให้ลูกไง”
“ไม่เอาเค้ก อัญไม่ชอบเค้กแล้ว”
“งั้นลูกอยากกินอะไร แม่จะซื้อกลับมาให้”
“อัญจะกินข้าวจี่ของยาย แม่ไม่ต้องซื้อขนมมา มันแพง”
คราวนี้มีเสียงหญิงวัยกลางคนหัวเราะประสานกับตรีและดวงฤทัยด้วย “ั้แ่น้องอัญหกล้มหัวฟาดจนสลบไปเมื่อห้าวันก่อนก็ดูเหมือนรู้ความขึ้นเยอะเลยนะดวง รู้จักเป็ห่วงพ่อกับแม่แล้ว ข้าวจี่ของยายที่ไม่เคยชอบกินแต่่นี้กลับกินได้กินดี คงเป็เื่โชคดีบนความโชคร้ายเหมือนคนเฒ่าคนแก่เคยว่าไว้นะ”
อัญจรีหันมามองหญิงคนดังกล่าวแล้วน้ำตาก็ร่วงผล็อยลงมาอีก “ยาย อัญขอโทษ”
“อะไรกันน้องอัญ” ดวงตาผู้เป็ยายวัยสี่สิบแปดปีรีบเข้ามากอดปลอบ “ไม่ต้องร้องไห้ ยายไม่ได้ตำหนิ ยายชมต่างหาก ไปเถอะ ปล่อยพ่อกับแม่จัดของกันเอง อัญไปใส่เสื้อกันหนาวกับยายในห้องดีกว่า อายุแค่ห้าขวบร่างกายยังไม่แข็งแรงเดี๋ยวจะเจ็บไข้ไป” ว่าแล้วก็อุ้มร่างเล็กของหลานสาวขึ้นมาและพาเดินตรงไปยังห้องนอน
อัญจรีมองตามรถจักรยานยนต์พ่วงข้างที่มีแต่รอยถลอกปอกเปิกและขึ้นสนิมทั่วคันวิ่งออกจากบ้านไปจนลับสายตา ตอนนี้เป็เวลาตีสี่ของวันแล้ว ได้เวลาที่คู่สามีภรรยาต้องเข้าเมืองเพื่อไปขายของที่ตลาด สินค้าหลัก ๆ จะเป็ผักปลอดสาร ผักป่า ผลไม้ป่า รวมถึงของสดที่หาซื้อได้ยากในตัวเมืองอย่างเนื้ออีเห็น เนื้องูสิง หรือปลาท้องนาแท้ ๆ นอกจากนั้นยังมีอาหารปรุงสุกส่วนหนึ่งไปขายด้วย โดยเป็ฝีมือของดวงตาและดวงฤทัยทั้งหมด
เพราะการรวบรวมของพวกนี้ไปขายต้องใช้เวลาพอสมควร ทั้งคู่จึงเลือกที่จะเข้าเมืองวันเว้นวัน วันที่หยุดจะเป็วันวิ่งหาของโดยเฉพาะ ซึ่งตรีจะเป็คนคอยทำหน้าที่นี้ ส่วนดวงฤทัยกับดวงตาจะอยู่ทำอาหารปรุงสุกสำหรับนำไปขายวันรุ่งขึ้น
และในการเข้าเมืองแต่ละครั้ง สองสามีภรรยาต้องอยู่จนถึงค่ำหรือจนกว่าของจะหมดถึงยอมกลับ โดยใน่เช้าจะอยู่ขายที่ตลาดสด
เมื่อตลาดวาย ทั้งคู่ก็จะพากับหาบกระบุงไปรอบตัวเมืองเพื่อนำของที่ยังขายไม่หมดไปเร่ขายให้กับผู้คนในเขตชุมชน วันไหนโชคดีที่ของหมดเร็วก็ได้กลับบ้านเร็ว แต่หากวันไหนขายไม่ค่อยดี ทั้งคู่ต้องหาบของเดินเร่ขายตามชุมชนที่ไกลออกไปอีก บางครั้งกว่าจะถึงบ้านก็ดึกดื่นเล่นเอาหมดแรงไปตาม ๆ กัน แต่ก็นั่นแหละ ชีวิตคนจนมันมีทางเลือกที่ไหน
อัญจรีกะพริบตาถี่ ๆ ระหว่างยืนมองพ่อกับแม่จนลับตาไป