บทที่ 18 การจับชีพจรผ่านเส้นด้าย
“บังอาจ!”
เถียนฟู่ไห่เตะชายหนุ่มคนนั้นจนร่วงลงไปกองกับพื้น
เขาพูดเสียงเข้มว่า "หมอจ้าวเป็แขกที่ข้าเชิญมา ถ้าเ้ากล้ามาขวางทางอีก ข้าจะหักขาเ้าทิ้งซะ”
“แต่ท่านพ่อ เขาไม่ใช่...”
ชายหนุ่มยังคงอยากจะโต้เถียง
ทว่าก็โดนเถียนฟู่ไห่ขัดจังหวะเสียก่อน "หุบปาก!"
“โจวอัน ลากเ้าลูกไม่ได้เื่คนนี้ออกไปซะ”
“นายน้อย เชิญขอรับ”
โจวอันไม่กล้ากระทำหยาบคายต่อนายน้อย แค่ช่วยดึงเขาขึ้นมาและเชิญให้เดินไปที่ประตูเอง
แต่นายน้อยยังคงไม่วางใจ เขายังจ้องมองตามแผ่นหลังของจ้าวผิงพลางข่มขู่ว่า “เ้าควรภาวนาให้์คุ้มครองและรักษาน้องสาวข้าให้ได้”
“มิฉะนั้นเ้าก็รอไปเยือนตำหนักพญายมได้เลย”
จ้าวผิงได้แต่หมดคำจะพูด
คนในครอบครัวนี้เป็คนแบบใดกันแน่?
เห็นได้ชัดว่าป่าวประกาศหาคนมารักษาผู้ป่วย แต่กลับทำตัวราวกับว่าตนเองสูงส่งเหลือเกิน
ในเมื่อไม่ได้รับการรักษาที่ดีก็ต้องตายสิ
เหตุผลคืออันใด?!
ไม่น่าแปลกใจเลยที่คนสมัยโบราณจะยังแสวงหายศถาบรรดาศักดิ์โดยสอบเป็ขุนนางให้ได้แม้อยู่ในวัยชราแล้วก็ตาม
เพราะการมีอำนาจย่อมดีกว่าเสมอ
พวกเขาถือว่าชีวิตเพื่อนมนุษย์ช่างไร้ค่า และสามารถควบคุมชีวิตความตายของผู้อื่นได้
ซึ่งจ้าวผิงไม่้าเจริญรอยตาม
เขาจึงพูดด้วยสีหน้าที่มืดมนว่า “ถ้าเช่นนี้ ข้าจะไม่ช่วยรักษา”
“ทั้งนี้ ข้าขอคืนประกาศนี้ให้ท่านด้วย”
“หมอจ้าว อย่าเพิ่งโกรธเลย โทสะมีแต่จะทำลายสุขภาพนะ”
เถียนฟู่ไห่ยิ้มขอโทษและพูดว่า “เ้าลูกสุนัขนั่นยังอายุน้อย ในเมื่อเขาพูดไปเรื่อย ท่านก็อย่าเก็บคำพูดเขามาใส่ใจเลย”
“เฮอะ เฮอะ”
จ้าวผิงแค่นเสียงเย้ยหยัน "ในเมื่อข้าเสนอตัวมาแล้ว อย่างไรก็ต้องรักษาให้ได้สินะ”
“แต่ถ้าการรักษาล้มเหลว ข้าก็ต้องสละศีรษะเช่นกัน”
“ใต้หล้านี้มีเหตุผลเช่นนี้ได้อย่างไร?”
“ถ้าเป็เช่นนี้จริง ผู้ใดจะกล้าเสนอตัวอีกล่ะ?"
“ผู้ใดจะกล้ารักษาบุตรสาวของท่าน?”
“เถียนเจิ้น จงมาที่นี่และขอโทษท่านหมอจ้าวเดี๋ยวนี้"
เถียนฟู่ไห่ตำหนิบุตรชายด้วยสีหน้าเคร่งขรึม "ถ้าเขาไม่ยกโทษให้เ้า นับจากนี้ไป เ้าก็ไม่ใช่สมาชิกของตระกูลเถียนข้าอีก"
“ท่านพ่อ...”
ทันทีที่เถียนเจิ้นเปิดปากจะค้าน ก็ถูกเถียนฟู่ไห่ขัดจังหวะก่อน “อย่ามาเรียกข้าว่าพ่อ”
“พ่อของเ้าเช่นข้ายังไม่กล้าเสียมารยาทต่อหมอจ้าวด้วยซ้ำ แล้วเ้าคิดว่าตัวเองเป็ใคร? เ้ากล้าข่มขู่หมอจ้าวได้อย่างไร?"
“ขอโทษด้วยหมอจ้าว ข้าเองก็รักน้องสาวมากเช่นกัน ทำให้ข้าพูดคำที่ไม่เหมาะสมออกไป หวังว่าท่านหมอจ้าวจะยกโทษให้เขาด้วย”
เมื่อเถียนเจิ้นเห็นว่าพ่อโกรธมาก เขาจึงไม่กล้าพูดจาส่งเดชอีกต่อไป แล้วเอ่ยขอโทษจ้าวผิงด้วยความเชื่อฟัง
“คำขอโทษนั้นไม่สำคัญหรอก เพราะข้า้าคำมั่นสัญญาหนึ่งมากกว่า”
จ้าวผิงกล่าวต่อ "คือไม่ว่าบุตรสาวของท่านจะหายขาดหรือไม่ ก็ห้ามสังหารข้า”
"มิฉะนั้น ข้ายอมตายดีกว่าลองรักษาก่อน”
คราวนี้เถียนเจิ้นอยากจะพูด ทว่าก็ถูกบิดาไล่ออกไปอีกครั้ง
เถียนฟู่ไห่ยกมือคารวะไปทางจ้าวผิงพลางเอ่ยว่า "หมอจ้าวโปรดอย่ากังวล ตราบใดที่ท่านพยายามรักษาลูกสาวให้ดีที่สุด ข้ารับประกันได้ว่าท่านจะปลอดภัย และข้าจะให้รางวัลล้ำค่าแก่ท่านด้วยซ้ำ"
“ตกลงตามนั้น”
จ้าวผิงพยักหน้า จากนั้นก็เริ่มเปิดม่านออกและเดินเข้าไปในห้องด้านหลัง
เพียงก้าวแรกที่เข้ามา เขาก็รู้สึกได้ถึงกลิ่นหอมลอยมาเตะจมูก ซึ่งมันมีกลิ่นหอมมากเป็พิเศษ
ไม่เพียงแต่มีกลิ่นหอมเหมือนดอกไม้เท่านั้น ยังมีความหอมจากกลิ่นกายของสตรีอีกด้วย
เถียนฟู่ไห่โบกมือสั่งให้สาวใช้ทั้งสองหลีกทางไป จากนั้นจ้าวผิงจึงได้เห็นหญิงสาวนอนอยู่บนเตียง
สวย!
หลิ่วเมิ่งหรูก็สวย แต่เป็สาวงามตามแบบฉบับของหญิงสาวในหมู่บ้านชนบท
ให้ความรู้สึกแบบสาวชาวสวน
หลังจากที่ได้รับการเอาอกเอาใจนั้นแล้ว นางก็ดูมีเสน่ห์แบบผู้ใหญ่ที่ทำให้เขายิ่งหลงใหล
เหวินฮุ่ยก็สวยเหมือนกัน
แต่ยังเป็สาวงามที่ดูโดดเด่นเฉพาะในสถานที่นั้น
มีความเผ็ดร้อนนิด ๆ แฝงด้วยความหวานเล็กน้อย เป็รสชาติของชีวิต
แต่สำหรับหญิงงามที่อยู่ตรงเบื้องหน้านี้ เรียกว่าเป็ความงามที่มีเสน่ห์ถึงแก่นแท้
ทั้งนุ่มนวลและอ่อนหวาน
เป็สตรีเลอโฉมที่ล้มป่วย
เพียงแต่ตอนนี้มีจุดแดงบนใบหน้าของนางเยอะมาก บางจุดถึงขั้นเน่าเปื่อยและมีน้ำเืน้ำหนองไหลซึมออกมาด้วย
ไม่ใช่แค่บนใบหน้าเท่านั้น ยังมีที่หลังมือด้วย
มองแล้วน่าจะรู้สึกคันและอยากจะเกามาก
แต่มือและเท้าของนางถูกมัดไว้ จึงไม่สามารถขยับได้
ทว่านางเ็ปมากจนน้ำตาไหล
ร้องไห้จนทำให้หมอนเปียกไปหมด
เป็สตรีนางหนึ่งที่นอนจมกองน้ำตา!
เมื่อสตรีนางนั้นเห็นเถียนฟู่ไห่แล้วนางก็ร้องไห้พลางอ้อนวอนว่า “ท่านพ่อ ได้โปรดฆ่าข้าเสียเถอะ ข้าทนไม่ไหวแล้ว”
“เสี่ยวโหรว เ้าอดทนอีกหน่อยเถอะนะ”
เถียนฟู่ไห่พูดด้วยความสงสารจับใจ "พ่อได้ติดประกาศให้เงินรางวัลเพื่อตามหาท่านหมอชื่อดังจากอำเภออวิ๋นอันมารักษาเ้า"
“ตอนนี้ก็มีท่านหมอจ้าวมารักษาเ้าอีกคนแล้ว”
“เขายังหนุ่มและดูโดดเด่นมาก แม้แต่หลินหัวก็ยังชื่นชมทักษะการรักษาของเขา ดังนั้นเขาจะรักษาเ้าได้แน่ ๆ”
เมื่อพูดจบแล้วเถียนฟู่ไห่ก็หันไปอธิบายกับจ้าวผิงว่า “หมอจ้าว ใบหน้าของลูกสาวข้าเต็มไปด้วยจุดสีแดง และนางก็คันจนแทบทนไม่ไหวแล้ว”
“ข้าจึงสั่งให้มัดนางเอาไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดแผลไปมากกว่านี้”
“ท่านช่วยตรวจสอบหน่อยว่าโรคนี้คืออันใดกันแน่? แล้วจะรักษาได้หรือไม่?"
“อืม”
จ้าวผิงพยักหน้ารับ
และหัวใจที่เดิมทีเป็กังวลของเขาก็ผ่อนคลายลงโดยปริยายด้วย
เมื่อพิจารณาจากอาการของสตรีนางนี้แล้ว เห็นได้ชัดเจนว่าเป็โรคภูมิแพ้
จ้าวผิงสังเกตเห็นพวกเครื่องเรือนในบ้านแล้ว ซึ่งมีดอกไม้และพืชพรรณมากมายประดับไว้
โดยเฉพาะบริเวณข้างหัวเตียง ซึ่งมีการวางกระถางดอกเหมยห้าสีไว้ด้วย
เ้าสิ่งนี้มีขนปุยอยู่ตามกิ่งก้าน และขนปุยก็มีสารพิษ ดังนั้นจึงทำให้เกิดอาการแพ้ได้ง่าย
หากว่ามีการติดเชื้อ ก็จะรู้สึกทรมานมาก ๆ
ซึ่งคุณหนูคนนี้คงเป็ภูมิแพ้กำเริบจากการััเหมยห้าสีนี้ทุกวันแน่ ๆ
สำหรับจ้าวผิงแล้วก็เป็แค่เื่กล้วย ๆ เท่านั้น
แล้วตอนนี้เขาไม่ต้องกังวลว่าจะถูกตัดศีรษะเลย
“ช่วยนำด้ายแดงมาให้หน่อย”
จ้าวผิงกล่าว
“เอาด้ายแดงมาทำไมหรือ?”
“จับชีพจร”
“หมอจ้าวรู้วิธีจับชีพจรผ่านเส้นด้ายจริง ๆ หรือ?”
เถียนฟู่ไห่ตกตะลึง
นั่นคือการจับชีพจรผ่านเส้นด้ายเชียวนะ!
เขาเดินทางไปยังหลายสถานที่และได้พบกับหมอมากหน้าหลายตา
ทว่ายังไม่เคยพบหมอที่สามารถจับชีพจรผ่านเส้นด้ายเลย
เื่นี้มีเพียงบุคคลในตระกูลซึ่งทำงานอยู่ในราชสำนักออกมาบอกเล่าว่า หมอหลวงในพระราชวังจะใช้เส้นด้ายเพื่อวินิจฉัยชีพจรของฮองเฮาและนางสนม
เพียงหนึ่งประโยคนี้ ทำให้เถียนฟู่ไห่ต้องเงยหน้าขึ้นมองจ้าวผิงด้วยความทึ่ง
แม้กระทั่งยกย่องให้อีกฝ่ายอยู่ในสถานะที่สูงกว่าตนเองด้วยซ้ำ
ไม่กล้านึกดูแคลนอีกต่อไป
ความคิดที่เดิมที้าสังหารจ้าวผิงก็ถูกกำจัดออกไปโดยสิ้นเชิง
ชายสูงวัยที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ก็ใเช่นกัน เขาได้แต่อ้าปากค้างและไม่ได้สติเป็เวลานาน
มีเพียงชายหนุ่มที่หน้าตาคล้ายกับเขาเท่านั้นที่กำลังมีสีหน้าไม่มั่นใจ โดยคิดว่าจ้าวผิงแสร้งอวดตัวอยู่
ซึ่งเขาก็เดาถูก เพราะจ้าวผิงกำลังเสแสร้งแกล้งทำจริง ๆ
เขารู้ว่าการจับชีพจรผ่านเส้นด้ายเป็เื่เหลวไหล
ทว่าเขามีสองเหตุผลสำหรับการกระทำนี้
ประการแรกคือแสร้งทำตัวให้เหนือกว่า
เพราะเมื่อได้เห็นทัศนคติที่สุดโต่งของเถียนเจิ้นแล้ว จ้าวผิงจึงตระหนักแน่ชัดว่านี่คือสังคมของการกินคนโดยไม่คายกระดูกจริง ๆ
มีสิทธิ์ขาดและอำนาจสูงสุด ยากที่จะขัดขืนได้
ถ้าเขาไม่แสดงความเหนือชั้นบ้าง แม้ว่าสตรีนางนี้จะหายขาด แต่เขาก็อาจจะตกเป็เป้าหมายในภายหลังได้
เมื่อเห็นการแสดงออกของคนเ่าั้แล้ว จ้าวผิงจึงได้รู้ว่าการตัดสินใจของตนนั้นถูกต้อง
ประการที่สองคือความเกรงกลัวต่อตระกูลเถียน
เพราะแค่โดนเปิดโปง ศีรษะของเขาก็จะถูกตัดทันทีทันใดแล้ว
หากเขาััมือของสตรีนางนี้โดยตรง แม้จะเป็การรักษาอีกฝ่าย แต่ก็อาจจะไม่ได้รับความเมตตามากพอ
ยิ่งไปกว่านั้นคือเขายังมีหลี่หู่และเฉียนลิ่วให้รับผิดชอบ
จึงต้องยิ่งระมัดระวังทุกย่างก้าว
“แค่มีความเข้าใจเพียงผิวเผินเท่านั้น”
จ้าวผิงทำเป็สงบลงและพูดเสแสร้งออกมา
‘แสร้งทำเป็เข้าใจเมื่อไม่เข้าใจ หากในภายหลังยังรักษาไม่ได้ ก็มาดูสิว่าเ้าจะมีศีรษะพอให้ตัดหรือไม่’
ชายหนุ่มที่นั่งข้าง ๆ นึกเย้ยหยันในใจ
นามของเขาคือเฝิงจวิ้นเหริน ซึ่งรู้จักจ้าวผิงดี
ซึ่งไม่ได้รู้จักผิวเผิน แต่ยังคุ้นเคยกันเป็อย่างดีอีกด้วย เพราะจุดประสงค์ของเขาอยู่ที่หลิ่วเมิ่งหรูภรรยาของอีกฝ่ายมาโดยตลอด
อีกทั้งตัวตนและภูมิหลังของจ้าวผิงก็ได้รับการตรวจสอบโดยละเอียดตั้งนานแล้ว
นั่นคือชายสำมะเลเทเมาที่สมบูรณ์แบบ
และไม่มีความเกี่ยวของกับการรักษาเลย
ทั้งหมดนี้เป็เพียงการเสแสร้งเพื่อหลอกลวงผู้คนเท่านั้น
ทว่ายิ่งตอนนี้ยืนอยู่สูงมากเท่าไร เมื่อความจริงถูกเปิดเผย เขาก็จะยิ่งล้มลงแรงขึ้นเท่านั้น
ทางที่ดีคือ… ตายไปเลยยิ่งดี
ด้วยผลลัพธ์นี้ก็จะง่ายสำหรับเขาในการไปชิงตัวหลิ่วเมิ่งหรูมาครอง
ฝ่ายจ้าวผิงไม่รู้เื่นี้เลย
เขารอสาวใช้นำด้ายแดงเข้ามา จากนั้นขอให้สาวใช้ผูกปมด้านหนึ่งไว้ที่ข้อมือของหญิงสาว
ส่วนเขาถือปลายอีกข้างหนึ่งไว้ในมือ
เขาใช้สองนิ้วบิดด้ายแดงเบา ๆ พลางหลับตาลง ทำราวกับว่ากำลังจดจ่ออยู่กับการตรวจชีพจร
แท้จริงแล้วจ้าวผิงแค่แสดงละครเท่านั้น
เขาเคยเห็นการจับชีพจรผ่านด้ายแดงจากละครโทรทัศน์เท่านั้น ซึ่งไม่ได้เรียนรู้อะไรเลย
นอกจากนี้ในโรงพยาบาลสมัยใหม่ยังอาศัยเครื่องไม้เครื่องมือในการตรวจหาโรคเป็หลัก ซึ่งเทคนิคการจับชีพจรที่บรรพบุรุษทิ้งไว้ ไม่เหมาะสมสำหรับคนหนุ่มสาวยุคอนาคตที่แสนจะเร่งรีบและความอดทนต่ำ
แต่นั่นไม่สามารถหยุดการแสดงความเหนือชั้นของเขาได้
ใช้เวลาไม่นาน จ้าวผิงก็หยุด
เมื่อลืมตาขึ้นแล้ว เขาก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก
“ท่านหมอจ้าว เป็อย่างไรบ้าง? อาการป่วยของบุตรสาวข้าสามารถรักษาให้หายขาดได้หรือไม่?"
เถียนฟู่ไห่ถามด้วยความร้อนใจ
ท่าทางค่อนข้างให้เกียรติ แม้แต่การพูดจาก็เป็ทางการมากขึ้น
“รักษาได้ เพียงแต่...”
“แต่อันใดหรือ?”
เถียนฟู่ไห่ยิ่งกังวลมากขึ้นอีก “ท่านหมอจ้าว โปรดบอกข้ามาตามตรงเถอะ”
“บุตรสาวของท่านเป็โรคภูมิแพ้ ข้าต้องกลับบ้านไปจัดยา ตอนนี้ยังลงมือรักษาไม่ได้”
จ้าวผิงกล่าว
“ท่านหมอจ้าว ข้าไม่อาจรบกวนท่านในเื่เล็ก ๆ น้อย ๆ เช่นการจัดยาได้หรอก”
เถียนฟู่ไห่กล่าวเสริม "ท่านบอกที่อยู่ให้ข้า แล้วข้าจะส่งคนไปรับที่บ้านของท่านตอนนี้เลย"
“นายท่านเถียน บ่าวรับใช้ของท่านสามารถคัดแยกตัวยาได้หรือไม่?"
จ้าวผิงเอ่ยถาม
เถียนฟู่ไห่อึ้งงัน
เมื่อมองไปที่ชายสูงวัยซึ่งนั่งข้าง ๆ ทันใดนั้นเขาก็แสดงความตื่นเต้นยินดีขึ้นมาอีกครั้ง เขาชี้ไปที่สหายแล้วพูดว่า “ท่านหมอเ้า นี่คือเฝิงเจิ้งชู เป็หมอประจำอำเภอ”
“เขาต้องสามารถคัดแยกตัวยาได้ ข้าจะขอให้เขาไปรับยาที่บ้านของท่าน”
เฝิงเจิ้งชู?
หมอเฝิงผู้กวาดล้างตระกูลเวินจนสิ้นซาก
จ้าวผิงแอบประหวั่นพรั่นพรึงในใจ
นี่คือการได้พบกับชายผู้กินคนโดยไม่คายกระดูกตัวจริง
ชายหนุ่มคนนั้นคงจะเป็ลูกของเขาจริง ๆ
เขาไม่ได้ทำให้อีกฝ่ายขุ่นเคือง แล้วเหตุใดลูกชายของอีกฝ่ายถึงเกลียดเขานัก?
เป็ไปได้หรือไม่ที่การรับเลี้ยงเหวินฮุ่ยบุญธรรมของอีกฝ่ายจะถูกเปิดเผยแล้ว?
แต่ไม่น่าจะเป็เช่นนั้น!
เพราะถ้าถูกเปิดเผยแล้วจริง ๆ เขาจะยังยืนอยู่ที่นี่ด้วยความสงบได้หรือ?
อีกฝ่ายคงจับเขาไปยังที่ว่าการอำเภอ และเขาจะโดนตัดสินปะาชีวิตในวันถัดไป
จึงดูเหมือนว่าจะมีความลับอื่นที่เขายังไม่รู้ซ่อนอยู่
จ้าวผิงหยุดความคิดเหล่านี้ แล้วยกมือคารวะไปทางเฝิงเจิ้งชูพลางเอ่ยว่า “ที่แท้ก็คือหมอเฝิงนี่เอง ข้านึกชื่นชมท่านมานานแล้ว โชคดีจริง ๆ ที่วันนี้ได้พบท่าน”
“ยินดี ยินดี”
เฝิงเจิ้งชูก็ยกมือคารวะและพูดตอบรับ
เขายังคงนึกขอบคุณเถียนฟู่ไห่ เพราะการขอให้เขาไปจัดยา ก็เหมือนเป็การมอบใบสั่งยาไว้ในมือเขาไม่ใช่หรือ?
ทว่าหลังจากนั้นจ้าวผิงได้ชี้แจงโดยตรงและชัดเจนว่า “หมอเฝิง ประการแรกคือท่านไม่ใช่ลูกของข้า ประการที่สองคือท่านไม่ใช่ลูกศิษย์ของข้า ดังนั้นการไปจัดยาแทนข้า เกรงว่าจะไม่เหมาะสมนัก"
“เช่นนั้นท่านก็จดจำข้าในฐานะพ่อบุญธรรม หรือจะกราบไหว้ข้าเป็อาจารย์ดีหรือไม่?”