หลังจากที่เหลียงเฉินกำลังพูดอยู่นั้น
เขาก็นำแก่นปราณจิติญญาธาตุชิ้นที่สองออกมา ปรากฏขึ้นบนฝ่ามือของเขาอีกครั้งและมันยิ่งทำให้ฝ่ายตรงข้าม โกรธแค้นเกรี้ยวกราดมากยิ่งขึ้นเท่าทวีคุณเพราะแก่นปราณจิติญญาธาตุพวกนี้ ล้วนเป็แก่นปราณจิติญญาธาตุของเหล่าลูกศิษย์ของเขาเสียส่วนมากที่ต้องมาตกตายลงด้วยน้ำมือของเหลียงเฉิน เมื่อหลายปีก่อนหน้านั้นแล้ว
เอ่อตงเว่ยได้แต่ขบฟันแน่นเสียงดังกรอด กล้ามเนื้อใบหน้าพลันกระตุกถี่และขอบตาก็แดงก่ำยิ่งขึ้นไปอีก ด้วยความโมโหเคียงแค้นอย่างสุดขีดแน่นอนว่าระดับพลังปราณิญญาของเขาในตอนนี้มันเหนือล้ำกว่าเหลียงเฉินอยู่หนึ่งชั้นก็จริง
แต่ทว่า...บุรุษผู้อยู่ตรงหน้าเขาในตอนนี้ดูเหมือนว่าจะแข็งแกร่งด้วยพลังธาตุเวทเช่นเดียวกันซึ่งตัวเขาเองก็ไม่อาจแน่ใจถึงชัยชนะในตอนนี้ได้ มิน่าเล่า? ศิษย์ทั้งหมดของเขาหลายสิบคนต้องมาตกตายลงอย่างไม่น่าเชื่อ ทำให้เขาเองก็ประเมินฝีมือเหลียงเฉินต่ำไปจริงๆ
“เหลียงเฉิน!!!...เ้าบัดซบ!!!” เอ่อตงเว่ยถลึงตาเบิกกว้างควันแทบลอยออกจากหูทั้งสองข้าง
เขาแผดเสียงแหลมลั่นน้ำตาแทบไหลพราก แยกเขี้ยวยิงฟันคำรามออกมาเส้นโลหิตสีเข้มจำนวนมากปูดโปนขึ้นเต็มบนใบหน้า กระทั่งเจ็บจุกไปทั่วทั้งหน้าอกก่อนใช้นิ้ววาดอักขระเวทไปที่เบื้องหน้าตนอีกครั้งหนึ่งแล้วใช้ฝ่ามือกระแทกอักขระเวทนั้น ให้พุ่งไปประทับที่ไม้เท้า ซึ่งยังลอยอยู่ในอากาศเบื้องบน
เหลียงเฉินยังคงใช้วิธีการเช่นเดิมก่อนหน้า
ด้วยวิธีการเหนี่ยวนำใช้พลัง จากแก่นปราณจิติญญาธาตุซึ่งตัวเขาเองได้มาจากศพของลูกศิษย์เอ่อตงเว่ยที่เขาสังหารเพื่อนำมาเสริมสร้างพลังปราณิญญาของตน ที่ตอนนี้พลังปราณิญญาของเขามันยังคงหลงเหลืออยู่เพียงน้อยนิดเท่านั้น และเพื่อให้มีอานุภาพในการปลดปล่อยพลังธาตุเวทขยายขอบเขตความรุนแรงให้มากยิ่งขึ้นอีกหลายเท่าตัว เขาเองก็ขมขื่นเช่นกันที่จำเป็ต้องใช้วิธีการต่ำช้าเช่นนี้ออกมา
ในที่สุดกระบี่สีเงินที่อยู่ตรงหน้า ที่ลอยเคว้งในอากาศก็พุ่งกรีดหวีดหวือเข้าปะทะเส้นสายฟ้านั้นอีกคำรบหนึ่ง
แต่ทว่าในครั้งนี้...เส้นสายฟ้าขนาดเท่าแขน
มันกับสะบัดดีดพลังปราณิญญามากมายของเหลียงเฉินทิ้งไปแล้วพลิ้วไหวกลอกกลิ้ง เลื้อยทะลวงผ่านปราณิญญากระบี่มาได้อย่างง่ายดายทำให้เหลียงเฉินถึงกับใตาเบิกกว้าง ใบหน้าพลันเปลี่ยนเป็ซีดขาว
“ท่านลุง!!!” เฟยอวิ๋นเห็นเช่นนั้นถึงกับจิตใจร้อนรนเท้าทั้งสองกระแทกพื้นทะยานตัว พุ่งออกมาจากห้องของตัวเองในทันทีหวังที่จะเข้าไปช่วยสกัดกั้นอีกแรง
ในขณะเดียวกันที่เส้นลำแสงสายฟ้า กำลังพุ่งหมายสังหาร และก่อนที่มันจะเข้าถึงตัวของเหลียงเฉินในระยะแค่ไม่กี่จั้งเสียงะเิก็ดังสนั่นขึ้นอีกคำรบหนึ่ง จนมันสั่นะเืเลือนลั่นไปทั่วทั้งฟ้าดิน
แต่ทว่าดูแล้วลำแสงเส้นนั้น คล้ายกับกำลังปะทะกับวัตถุลึกลับบางอย่าง!
ด้วยอานุภาพของมันนั้น ช่างแตกต่างจากครั้งแรกโดยสิ้นเชิง ความเกรี้ยวกราดสุดขีดของพลังปราณิญญาจากเอ่อตงเว่ยและพลังปราณิญญามากมายของท่านลุงเอง ก็ถูกเหนี่ยวนำไปพร้อมอักขระเวททำให้การปะทะกันในครั้งนี้ เหลียงเฉินเองก็มิอาจทนรับไหวได้เช่นกัน คงมีแต่ต้องตายสถานเดียวเท่านั้นในเวลานี้!
แต่ทว่าการปะทะกันจนเกิดแรงสั่นกระเพื่อมอันมหาศาล
หากดูแล้วเหมือนพลังปราณไร้รูปจำนวนมากจะกระจายออกมาเหมือนครั้งก่อนหน้าและเหลียงเฉินก็ไม่คิดว่าตัวเขาเองจะรอดพ้นเงื้อมมือมัจจุราชไปได้แต่ทว่าพลังมหาศาลเ่าั้ มันกับหมุนม้วนแล้ววูบหายไปดื้อๆ ราวกับถูกดูดเข้าหลุมดำแล้วหายวับไปต่อหน้าต่อตาของพวกเขา
“กะ...เกิดอะไรขึ้น?!!!” ทุกคนได้แต่อ้าปากค้างอึ้งงัน มองดูพลังมากมายหายวับไปตาปริบๆ
พลังปราณิญญามากมาย มันกับวูบหายไปราวกับอากาศธาตุและดูเหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น กระทั่งทุกอย่างอยู่ในความนิ่งงันเงียบเชียบราวกับว่าที่ผ่านมา พวกเขาแทบไม่ได้ต่อสู้กัน
ในขณะที่สายลมพัดพาฝุ่นธุลีจางหาย
ตรงศูนย์กลางที่ปะทะ พลันปรากฏลูกแก้วที่มีขนาดประมาณห้าชุ่น กำลังลอยเคว้งอยู่เบื้องหน้าของเหลียงเฉินและเอ่อตงเว่ย
เฟยอวิ๋นยืนชะงักเท้าค้างอยู่ด้านหลังของเหลียงเฉินขมวดคิ้วเล็กน้อยส่วนเอ่อตงเว่ยเว่ยประกายั์ตาหดแคบลงทันที
ด้วยพลังปราณิญญาอันมากมายมหาศาล ที่ทั้งสองปะทะกันเมื่อสักครู่อย่างน้อยๆ ด้วยพลังขนาดนี้ รอบๆ ข้างของพวกเขาแทบจะพังพินาศมลายหายไปสิ้นและราบเรียบเป็หน้ากอง กระทั่งเหลียงเฉินเองก็ต้องสิ้นลม
แต่...? แต่ว่า?...
ใครกัน?หรือมีผู้ที่มีพลังมากมายมาหยุดเหตุการณ์เมื่อครู่นี้เอาไว้ได้
ในระหว่างที่พวกเขาทั้งหมดต่างตกอยู่ในห้วงภวังค์สงสัยในใจ
ไอหมอกสีขาวก็เริ่มก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว ก่อนจะควบแน่นกันอยู่ระหว่างจุดกึ่งกลางของพวกเขาทั้งสองคนพร้อมทั้งส่งกลิ่นอายของพลังปราณิญญาอันซับซ้อนเข้มข้น และลึกล้ำอย่างยิ่ง กระทั่งแฝงไปด้วยความสูงส่งจนดูเหนือล้ำจินตนาการยากคาดคิด แผ่กระจายไปทั่วทั้งบริเวณลานกว้าง
ขณะที่ยังหายใจเข้าไม่ถึงสามครั้ง พลันก็เริ่มมีเงาร่างเลือนรางของคนผู้หนึ่งเริ่มชัดเจนปรากฏให้เห็นมากขึ้นมาเรื่อยๆ
ชั่วไม่ถึงสิบลมหายใจ
เงาร่างเลือนรางที่ปกคลุมไปด้วยไอหมอกหนา ร่างของชายชราผู้หนึ่งยืนถือลูกแก้วที่ปรากฏก่อนหน้าอยู่ในมือ ชายผู้นี้สวมชุดคลุมสีดำเสื้อผ้าด้านในสวมชุดสีขาว พร้อมทั้งปักลวดลายคล้ายพระอาทิตย์สีแดงที่โผล่พ้นเมฆตรงชายผ้า
ขณะที่สายตาของเขา ไม่ได้สนใจแยแสชายลึกลับอย่างเอ่อตงเว่ยแม้แต่น้อยก่อนหมุนตัวไปมองเหลียงเฉินด้วยแววตาชื่นชม และแอบสงสาร กระทั่งปวดร้าวอยู่ในใจลึกๆกับศิษย์คนนี้ที่เขาเองก็รักยิ่งนัก
“เหลียงเฉินลำบากเ้าแล้ว...เ้าทำได้ดีมาก!ข้าเองก็เกือบจะมาช้าเกินไป” ชายชรากล่าวด้วยน้ำเสียงแ่เบาแต่แฝงไปด้วยความนุ่มนวลอบอุ่น ก่อนก้าวเท้าเยียบย่างเดินไปหาเหลียงเฉินพลางก้มตัวลงไปพยุงเขาให้ลุกขึ้นมาอย่างช้าๆ
“เ้าลุกขึ้นเถอะ...เดี๋ยวอาจารย์จะจัดการต่อทางนี้ให้เองอืมม...จะว่าไปแล้ววิชาเวทเพลิงอัสนีแผดเผาของมันเ้าเองก็สามารถรับมือได้ถึงสองครั้งสองคราด้วยกันในขณะที่พลังปราณิญญาของเ้านั้น กับต่ำกว่ามันมากมายนักนับว่าเ้าเองก็ใกล้ที่จะบรรลุพลังธาตุเวทในขั้นต่อไปแล้ว”
“และเ้าก็ต้องกลืนเม็ดโอสถนี้เสียก่อน แล้วหลังจากนั้นก็ไห้เฟยอวิ๋นพาเ้าไปพักผ่อนเสีย”
เม็ดโอสถที่ชายชรามอบให้กับเหลียงเฉินเอ่อตงเว่ยเห็นเช่นนั้นถึงกับประกายั์ตาลุกวาวขึ้นในทันที
‘นี้มัน!!!..โอสถระดับราชันย์ขั้นจิติญญาแห่งปราณ!’
ถึงแม้ตัวของเขาเองไม่ได้รับาเ็อะไร แต่ทว่าเม็ดโอสถนั้นมันกับโชยกลิ่นหอมแปลกประหลาดอย่างน่าเหลือเชื่อและเอ่อตงเว่ยก็ได้สูดกลิ่นอันเจือจางของมันไปเพียงเล็กน้อย แต่ถึงยังงั้นก็ถึงกับทำให้หัวใจของเขาเต้นถี่รัวกระทั่งโลหิตทุกหยดก็พลุ่งพล่านขึ้นในทันที ขณะเดียวกันความละโมบโลภมากก็ปรากฏอยู่บนใบหน้าชรา
แต่ทว่าเขาจะแย่งมันมาได้ยังไงกันนี่ต่างหากที่เป็เื่ใหญ่ให้ขบคิด
“ท่านอาจารย์ ขะ...ข้านึกว่า...” เหลียงเฉินกล่าวด้วยเสียงสั่นเครือ สีหน้าบิดเบี้ยวไอแหบแห้งออกมาหลายครั้ง
“เ้าไม่ต้องพูดอะไรในตอนนี้ เฟยอวิ๋นพาท่านลุงของเ้าไปพักผ่อนได้แล้ว”ชายชราพลางออกคำสั่งเสียงเข้มขึง
หลังจากที่เฟยอวิ๋นพาท่านลุงของเขา กลับเข้าไปยังเรือนที่พัก
“เอ่อตงเว่ย!...เ้าแบกสังขารมาไกลถึงที่นี่เลยเชียวรึ?”
ชายชราสูดหายใจเข้าลึก ก่อนจะหมุนกายกลับมามองเอ่อตงเว่ยแล้วกล่าวออกไปด้วยเสียงทุ้มต่ำพร้อมกับเดินสืบเท้าไปด้านหน้าสามก้าวอย่างไม่เกรงกลัวแม้แต่น้อย แล้วหยุดยืนมือไพล่หลังด้วยท่าทีที่สบายไม่แยแส
คำเรียกขานนั้น ทำให้ศัตรูผู้มาเยือนชะงักงันชั่วครู่และความสงสัยก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเขาอีกครั้ง
แสงจันทร์ของค่ำคืนนี้ส่องสว่างจ้ายิ่งนักหลังจากที่ชายชรายืนอยู่ในระยะที่ไม่ไกลมากทำให้เอ่อตงเว่ยมองเห็นใบหน้านั้นได้อย่างชัดเจนขึ้นมาเล็กน้อยและััได้ถึงกลิ่นอายของพลังปราณิญญา ที่มันลึกล้ำอย่างยิ่งคาดเดาของผู้ที่ยืนอยู่ตรงหน้าตน
แม้ว่าเขาจะไม่รู้ถึงระดับขั้นพลังที่แท้จริงของชายชราผู้อยู่ตรงหน้าในตอนนี้ แต่ทว่าความเย็นเยียบหนาวลึกกลับแผ่ซ่านไปทั่วแผ่นหลังอย่างรวดเร็ว และร่างกายก็เริ่มสั่นเทาอย่างแปลกประหลาดความหวาดกลัวเองเริ่มผุดขึ้นในจิตใจของเขาอย่างช้าๆจนกระทั่งผู้ที่ถูกเรียกว่าอาจารย์ เดินสืบเท้าเข้ามาใกล้ แล้วหยุดยืนอยู่ตรงเบื้องหน้าซึ่งห่างจากเขาเพียงแค่ไม่กี่ก้าวอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว
จนมันทำให้ใบหน้านั้น ได้ปรากฎให้เห็นชัดเจนมากยิ่งขึ้นกว่าเดิมจากแสงของดวงจันทร์ที่ส่องกระทบ ทำให้เอ่อตงเว่ยถึงกับใบหน้าซีดเผือดลงในทันทีแม้กระทั่งจิติญญาของเขาเองในตอนนี้ มันแทบจะหลุดลอยออกจากร่างไปก่อนล่วงหน้าแล้ว
“ทะ...ท่าน ท่าน ‘ปรมาจารย์หยางซุนจี้’!!!” ั์ตาของเขาเบิกกว้าง ก่อนร้องะโเสียงสั่นเครือออกมาอย่างใสีหน้าพลันแปรเปลี่ยนเป็ยุ่งยากมากขึ้นไปอีก เม็ดเหงื่อไหลซึมออกมาเต็มใบหน้า
“อืมม...ดีที่เ้ายังจำข้าได้ เอ่อตงเว่ย...เ้าเองมันมีหัวไว้กั้นหูจริงๆนี่ถึงขนาดแบกสังขารเดินทางมาหลายล้านลี้ และมาจากสุดขอบของดินแดนเขตทางใต้เพื่อที่จะตามหาสิ่งที่ข้าเอง ก็ไม่อาจที่จะเข้าใจมันได้ว่าของสิ่งนั้นมันมีอยู่จริงหรือไม่? เพราะข้าเองก็ยังไม่รู้เช่นกัน? หึหึข้าว่าเ้ามาหาผิดที่แล้วล่ะ”หยางซุนจี้ยืนมือไพล่หลังกล่าวด้วยเสียงราบเรียบเ็า ก่อนกล่าวสำทับต่อไปอีกว่า
“แต่ข้านั้นเสียดายพลังปราณิญญาของเ้ามากนักกว่าจะฝึกฝนบ่มเพาะมันมาได้ถึงขั้นนี้เฮ้อออ...เ้าคงลำบากไม่น้อยสินะ...แต่ทว่าเมื่อหากเ้ามาเยือนที่แห่งนี้แล้วเช่นนั้นข้าเอง ก็คงมิอาจให้เ้าได้กลับไปดินแดนเขตทางใต้ได้อีกตลอดการ!!!”หยางซุนจี้พลางส่ายศีรษะไปมา เขามองดูศัตรูที่อยู่ตรงหน้าแล้วรู้สึกเสียดายยิ่งนักเพราะที่เขากล่าวมา ก็ไม่ผิดไปเลยแม้แต่น้อย
เพราะกว่าที่แต่ละคน จะสามารถฝึกฝนบ่มเพาะมาได้ถึงขั้นนี้มันช่างลำบากยากเย็นแสนเข็นยิ่งนัก
เอ่อตงเว่ยเมื่อได้ยินเช่นนั้น ดวงตาของเขาดูลอกแลกและหรี่ลงเล็กน้อย จิตใจหวาดหวั่นสั่นไหวรุนแรงพลางพินิจดูคนตรงหน้า แต่ทว่าก็พลางถอยหลังออกไปอีกสามก้าวเช่นกันอย่างไม่รู้ตัวในมือกำไม้เท้าคู่กายเอาไว้แน่นหนึบจนเหงื่อซึมไหล ส่วนในหัวของเขาก็ขบคิดทางหนีทีไล่ขึ้นอย่างรวดเร็วและสิ่งที่เขาคิดได้ในตอนนี้ มันมีเพียงแค่หนทางเดียวที่เขาอาจจะมีชีวิตรอดออกไปได้
นั้นก็คือ ‘หนี’ ! อย่างเดียว
.
.
.
.
.
………………………………
“พลังปราณิญญาขั้นระดับสองดารา และอยู่ในแค่ชั้นกลาง นับว่าเ้าเองก็อดทนฝึกฝนมาเป็อย่างดีไม่น้อยเลยทีเดียว”แค่มองปราดเดียวหยางซุนจี้ก็รู้ลึกถึงระดับพลังของฝ่ายตรงข้ามพลางกล่าวเหยียดออกไปอีกว่า
“ส่วนเคล็ดวิชาธาตุเวทเพลิงอัสนีแผดเผาของเ้านั้น อยู่ใน ‘คัมภีร์วิถีเวทแห่งราชันย์’ก็จริง ทว่าเมื่อข้าพิจารณาดูแล้ว เ้าเองก็ยังฝึกฝนไปไม่ถึงไหนเลยหรือว่าเคล็ดวิชาในคัมภีร์ส่วนท้ายหายไปไม่สมบูรณ์ เหอะๆ”