หวังเฮ่าเอ่ยอย่างสบายใจ“ข้าอยากเป็นทหารของทางการ”
นี่คือเป้าหมายในการเป็นทหารของเขาเขาไม่ได้บอกเรื่องนี้กับผู้ใดตอนอยู่ในกองทัพ
ในกองทัพยามไร้สงครามคนที่มาจากครอบครัวชาวนายากจนเช่นเขา ยากที่จะได้เป็นทหารของทางการ
แต่เขาจะไม่ยอมแพ้เขาต้องการสร้างชื่อเสียงในกองทัพ หากสามารถเป็นทหารของทางการจะเป็นผลดีต่อตนเองและครอบครัวเป็นอย่างยิ่ง
ด้วยเหตุนี้เขาจึงพยายามอย่างไม่ย่อท้อทุ่มเทหยาดเหงื่อมากกว่าผู้อื่นหลายเท่า
หลี่ชิงชิงเอ่ยให้กําลังใจ“ทหารที่ไม่อยากเป็นแม่ทัพไม่ใช่ทหารที่ดี!”
“กล่าวได้มีเหตุผล”หวังเฮ่าคิดอะไรบางอย่าง แล้วลุกจากเตียงไปค้นตู้พร้อมกล่าวว่า “คราวนี้ท่านอ๋องแห่งเมืองเซียงตกรางวัลแก่ข้าสิบสองตำลึงเงินบวกกับเงินเดือนของข้า รวมแล้วเป็นเงินสิบเอ็ดตำลึงกว่าๆระหว่างทางข้าใช้เงินไปเกือบหนึ่งตำลึง เจ้าใส่เงินเหล่านี้ลงในกล่องไม้เถิด”
หลี่ชิงชิงอาศัยแสงไฟสลัวมองไปที่เศษก้อนเงินหนึ่งกำมือที่หวังเฮ่าถือด้วยมือทั้งสองข้าง ก่อนเอ่ยถาม “ให้ข้าทั้งหมดเลยหรือ?”
แน่นอนว่าท่านอ๋องแห่งเมืองเซียงย่อมไม่ตกรางวัลเป็นเศษก้อนเงินเศษก้อนเงินนี้คงเป็นหวังเฮ่าแลกมาให้คนในครอบครัวใช้โดยเฉพาะ
หวังเฮ่ามองภรรยาตัวน้อยที่ลุกขึ้นมานั่งบนเตียงไม่ละสายตาพลางเอ่ย “เมื่อก่อนเงินที่ข้าหามาได้ล้วนมอบให้ท่านแม่ ยามนี้ข้าแต่งงานกับเจ้าแล้วควรมอบให้เจ้าบางส่วน ให้ท่านแม่อีกบางส่วน แต่ท่านแม่ไม่รับ เมื่อวานนางได้เอ่ยแล้วท่านพ่อก็บอกแล้วว่า ต่อไปเงินของข้าล้วนมอบให้เจ้าทั้งหมด”
หลี่ชิงชิงอดไม่ได้ที่จะเผยรอยยิ้มงดงามดั่งมวลผกาออกมา“ไม่ต้องให้ข้าทั้งหมด เจ้าอยู่ในกองทัพไม่ใช่เรื่องง่าย เจ้าเก็บไว้ใช้ยามฉุกเฉินยามปกติก็ซื้ออาหารอร่อยๆ บำรุงตนเองหรือซื้อของขวัญให้ผู้บังคับบัญชาและสหายร่วมรบ”
ชาติที่แล้วตอนที่นางอยู่ในกองทัพเครื่องนอนและเครื่องแบบล้วนเป็นกองทัพแจกจ่าย รวมถึงอาหารการกินในโรงอาหาร แต่เมื่อออกไปข้างนอกนางก็จะสวมชุดลําลองกินอาหารที่โรงแรม หากกลับมาจากท่องเที่ยวในที่ไกลๆ ยังนําผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นหรือสิ่งอื่นมาเป็นของฝากผู้บังคับบัญชาและเพื่อนในกองทัพด้วยสิ่งเหล่านี้ล้วนต้องใช้เงิน
หวังเฮ่ารู้สึกอบอุ่นในใจรีบร้อนเอ่ย “ข้าไม่ต้องเก็บเงินไว้ใช้”
“ไม่ใช่เจ้าอยากเป็นทหารของทางการหรือเจ้ามีความปรารถนานี้ ก็พยายามทําให้เป็นจริง เงินนี่ย่อมต้องได้ใช้อย่างแน่นอน”หลี่ชิงชิงหยิบมาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น “หากเจ้าสามารถเป็นทหารของทางการได้เงินเหล่านี้จะนับเป็นอันใด”
หวังเฮ่าเอ่ยถามอย่างตื่นเต้นว่า“เจ้าสนับสนุนให้ข้าเป็นทหารหรือ?”
“แน่นอน”หลี่ชิงชิงเอ่ยเสียงอ่อนโยน “หากเจ้ากลายเป็นนายทหารข้าก็กล้าที่จะเปิดร้านซาลาเปาในอําเภอ เจ้าก็เห็นแล้วว่ายามนี้ครอบครัวของเราค้าขายโดยไม่มีหลักแหล่งทำการค้าโดยไม่มีหน้าร้าน ไร้ซึ่งภูมิหลัง แม้แต่ตั้งแผงลอยก็ยังคอยหวาดระแวงกลัวจะไปล่วงเกินคนที่ไม่ควรข้องเกี่ยวด้วย”
การค้าซาลาเปาของตระกูลหวังทำเงินได้มากที่สุดในบรรดาร้านค้าแผงลอยในอําเภอหลายคนเกิดความอิจฉาตาร้อน บางคนถึงขนาดเกิดเจตนาร้ายเพียงแต่ตระกูลหวังมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับหลงจู๊ของเซียงเยวี่ยไจที่มีอิทธิพลมากมายคนเหล่านี้จึงไม่กล้าลงมือ
หวังเฮ่ารู้ดีว่าการเปิดร้านค้าขายต้องมีภูมิหลังระดับหนึ่งแม้ว่าครอบครัวของพวกเขาจะมีคนทั้งวงศ์ตระกูลสนับสนุนอยู่เบื้องหลังแต่ภรรยาของเขาก็ไม่กล้าไปเปิดร้านเล็กๆ ที่อําเภอ เฮ้อ ภรรยาของเขาเพิ่งจะอายุสิบกว่าปีแต่ต้องนำครอบครัวในการหาเงินและต้องไตร่ตรองหลายสิ่งหลายอย่าง ทั้งหมดนี้ล้วนเกิดจากความไร้ความสามารถของเขา
เขาอดเผยสีหน้ารู้สึกผิดไม่ได้และยิ่งมุ่งมั่นที่จะโดดเด่นและได้เป็นทหารของทางการให้ได้
“เจ้าอย่าได้คิดมากไปเลยความจริงแล้วรายได้ต่อวันของครอบครัวเราอยู่อันดับหนึ่งของทั้งหมู่บ้าน อย่างวันนี้ซาลาเปาเจ็ดร้อยลูกก็สามารถทำเงินได้หนึ่งตำลึงกว่า”หลี่ชิงชิงยืนกรานให้หวังเฮ่าเก็บเงินเอาไว้ให้ดี และเอ่ยอีกว่า “พวกเราทำการค้าเล็กๆน้อยๆ ที่บ้านนั้นยากลำบากทว่าปลอดภัย ไม่มีอันตราย แต่เจ้าอยู่ในกองทัพ แม้แต่การฝึกก็ยังอันตรายหากไปตามจับผู้ร้ายก็ยิ่งอันตรายมากขึ้น”
หวังเฮ่ารู้สึกประหลาดใจเล็กน้อยที่ภรรยารอบรู้ถึงเพียงนี้หรือว่าภรรยาเคยอยู่ในกองทัพมาก่อน?
หลี่ชิงชิงเอ่ยกําชับว่า“เจ้าอยากเป็นทหาร ข้าย่อมสนับสนุนเจ้า เพียงแต่มีสิ่งเดียวคือเจ้าต้องระวังตัวให้มากข้าอยากให้เจ้ากลับมาอย่างปลอดภัย”
“ได้”หวังเฮ่าพยักหน้า และจดจําคําพูดของภรรยาไว้ในใจ เขานำเศษก้อนเงินวางกลับลงกล่องไม้ในตู้และหันไปมองภรรยาที่เอนกายนอนลงไปอีกครั้ง ก่อนเอ่ยเสียงนุ่ม “เจ้ารีบนอนเถิด”
“ไม่นอนแล้วปกติยามนี้ข้ากำลังทํางานอยู่ ยามนี้ข้าตื่นเต้นเล็กน้อยจึงนอนไม่หลับ”หลี่ชิงชิงเอ่ยออกมาเช่นนี้ แต่ก็อดหาวออกมาไม่ได้ นางเอ่ยถาม “กองทัพฝึกสิ่งใดบ้างหรือ?”
นางอยากรู้เรื่องของกองทัพในสมัยโบราณมาโดยตลอดยามนี้แคว้นต้าถังยังเป็นยุคอาวุธเย็น [1] ทหารใช้อาวุธอะไรสวมชุดเกราะที่ทําจากวัสดุอะไร?
หวังเฮ่ารู้สึกงุนงงอยู่ภายในใจไม่เคยได้ยินสหายร่วมรบบอกว่าภรรยาของพวกเขาชอบถามเรื่องในกองทัพมาก่อน เหตุใดภรรยาตัวน้อยถึงได้ชื่นชอบขนาดนี้หรือว่าเป็นเพราะภรรยาชอบเขา ชอบทุกอย่างเกี่ยวกับตัวเขา จึงอยากเข้าใจสถานการณ์ของกองทัพ?
เขานั่งลงที่ขอบเตียงเอ่ยเสียงอ่อนโยนว่า “พวกข้าวิ่งทุกวัน วิ่งรอบค่ายสามรอบใหญ่ในยามเช้าหรือบ่ายประมาณเจ็ดถึงแปดลี้ บางครั้งต้องวิ่งขึ้นภูเขา”
“ถ่วงน้ำหนักหรือไม่ได้แบกของบนหลังหรือไม่?”
“อาวุธนับหรือไม่?”
“อาวุธอันใดหนักหรือไม่ เหล็กอย่างนั้นหรือ?”
“หอกไม้ด้ามหอกทําจากไม้ มีเพียงหัวหอกที่ทําจากเหล็ก หอกหนึ่งด้ามไม่ถึงห้าจินน้ำหนักไม่มาก” หวังเฮ่าเอ่ยอย่างไม่คิดอะไรมาก “อากาศชื้นทำให้หัวหอกขึ้นสนิมง่ายหอกหนึ่งด้ามใช้ได้เพียงไม่กี่ปี”
เรื่องเหล่านี้ผู้ใดก็รู้ไม่ถือเป็นความลับของกองทัพ หวังเฮ่าเอ่ยออกมาก็ไม่เป็นไร แต่หากหลี่ชิงชิงถามเกี่ยวกับเรื่องแผนการต่างๆตีให้ตายหวังเฮ่าก็ไม่มีทางพูด หวังเฮ่าเป็นคนมีเหตุผลยิ่ง
“เหล็กราคาแพง ข้าไปซื้อมีดสองสามเล่มและที่คีบถ่านกับลุงเจ้าของร้านเหล็กที่ตำบลชิงอวี๋ จ่ายไปหลายร้อยเหรียญทองแดง”หลี่ชิงชิงแอบกล่าวในใจว่าที่แท้ก้อนเหล็กส่วนใหญ่ถูกนำมาใช้ตีเป็นอาวุธให้กับกองทัพหมดแล้ว ไม่แปลกใจที่ชาวบ้านทั่วไปต้องซื้อเหล็กในราคาสูงและยังต้องลงบันทึกเอาไว้
“เจ้าซื้อมีดทําครัวมากมายขนาดนั้นมาทำสิ่งใด?”
“อ้อเดิมทีข้าจะทําพริกสับดองขาย เฮ้อ เป็นข้าที่ใคร่ครวญไม่รอบคอบไม่คิดว่าใช้มีดสับพริกจะเปลืองแรงเพียงนี้ ต่อมาข้าจึงไม่ทำการค้านี้แล้วเปลี่ยนมาขายซาลาเปาแทน”
“พริกสับดองคือสิ่งใด?” คราวนี้เป็นหวังเฮ่าที่ตั้งคําถามแล้วเขาสนใจอาหารใหม่ๆ ที่ภรรยาตัวน้อยทำออกมายิ่งนัก
หลี่ชิงชิงอธิบายถึงพริกสับดอง“เมื่อวานข้าน่าจะให้เจ้ากินจินอวี๋หม่านถังและพริกสับดองที่ข้าทำ”
“จินอวี๋หม่านถังคือสิ่งใด?”
“มันคือไข่เค็มนายท่านหม่าแห่งเซียงเยวี่ยไจตั้งชื่อมงคลเช่นนี้เพื่อให้ไข่เค็มขายดี”
หวังเฮ่าอดหัวเราะออกมาไม่ได้“วันนี้ข้าต้องลองชิมดูเสียแล้ว”
ขณะที่ทั้งสองกำลังสนทนากันอยู่ก็ได้ยินเสียงฟ้าร้องครืนๆ ดังมาจากข้างนอก ตามมาด้วยฟ้าแลบวาบผ่านไป ไม่นานฝนก็ตกลงมาอย่างหนัก
เสียงฝนจากนอกหน้าต่างดังซ่าซ่าหวังเฮ่าเอ่ยถาม “อากาศเช่นนี้พวกเจ้าก็ต้องไปขายซาลาเปาที่อำเภอหรือ?”
เมืองเซียงฝนตกบ่อยตอนพวกเขาฝึกอยู่ในกองทัพ วันที่สภาพอากาศเช่นนี้ก็ยังคงต้องฝึกซ้อม
หลี่ชิงชิงไม่คิดว่าการทำเช่นนี้จะถูกต้อง“ย่อมเป็นเช่นนั้น ครอบครัวเราลงนามสัญญากับหอเพียวเซียงแล้วต่อให้สถานการณ์เลวร้ายกว่านี้บ้านพวกเราก็ยังต้องไปที่อําเภอ”
“ฟ้าผ่าอันตรายอย่างยิ่ง”หวังเฮ่าจําได้อย่างแม่นว่า ทุกปีจะมีสหายร่วมรบถูกฟ้าผ่าตายในการฝึกท่ามกลางสายฝนจึงอดมีสีหน้ากังวลไม่ได้
“ข้ากําชับพวกเขาแล้วว่าอย่ายืนอยู่ใต้ต้นไม้ยามฝนตกร่างกายห้ามสัมผัสเหล็ก พวกเขาล้วนทราบกันดี ระหว่างทางย่อมระมัดระวัง”หลี่ชิงชิงไม่ได้ยินหวังเฮ่าพูด นางจึงเอื้อมมือไปดึงแขนเสื้อของหวังเฮ่า “เจ้าก็จําสิ่งเหล่านี้เอาไว้ด้วย”
“เจ้ากล่าวว่าร่างกายไม่อาจสัมผัสเหล็กอย่างนั้นหรือ?”
---------------------------------------------------
เชิงอรรถ
[1] ยุคอาวุธเย็น(冷兵器时代) หมายถึงยุคของสงครามที่ไม่มีการใช้ระเบิดหรือดินปืนในการต่อสู้กัน