" หยุนซี ฮือ ฮือ หากไม่ใช้เพราะข้าบุกเข้ามา เจ้าก็คงไม่ตาย ฮือ ฮือ เป็นข้า เป็นข้า ที่ทำร้ายเจ้า ฮือ ฮือ " เฟยหลงร้องคร่ำครวญออกมา
.... หยางฉ่วง ได้ยินเช่นนั้น. ก็รีบพูดขึ้น " ใช่..! มันเป็นเพราะเจ้า หากเจ้าตายไปซะตั้งแต่ตอนนั้น หยุนซีก็คงไม่ตาย ที่นางต้องเป็นแบบนี้ก็เพราะเจ้า. หลี่เฟยหลง เพราะเจ้าคนเดียว "
.... เฟยหลง ที่ตอนนี้เสียใจสุดจะทน ไหนเลยจะทนคำพูดของ หยางฉ่วงได้ เขาค่อยๆวางร่างของนางลงช้าๆ พร้อมกับพึมพัมขึ้น " หยุนซี เจ้ารอข้าก่อนนะ หลังจากที่ข้าสังหารเจ้าสารเลวนี่แล้ว ข้าจะตามไปอยู่กับเจ้า "
.... พูดจบ เฟยหลง ก็กำกระบี่ในมือ ก่อนจะพุ่งทะยาน เข้าใส่ หยางฉ่วง. ตอนนี้เขาบ้าคลั้งจนขาดสติ แม้แต่ความเจ็บปวดเขาก็ไม่อาจจะรับรู้ได้ บาดแผลในกายที่ว่าสาหัสแล้ว แต่ถึงกระนั้นก็ไม่อาจเทียบได้กับบาดแผลในใจ เขาขูคำรามก้องฟ้า " หยางฉ่วง ข้าจะฆ่าเจ้า "
.... แต่ทว่า. ในขนาดที่เขา กำลังพุ่งออกไปอยู่นั่นเอง เสียวเหยา ก็โดดเข้ามาขวางเอาไว้ แล้วพูดขึ้น " ท่านขุนพล ท่านลืมสิ่งที่ องค์หญิงพูดเเล้วหรือ หากท่านต้องมาตายที่นี้ ไม่เท่ากับว่าการเสียสระขององค์หญิงสูญเปล่าหรอกหรือ ท่านอย่าลืมสิท่านต้องมีชีวิตต่อไป "
.... เฟยหลง ได้ยินเช่นนั้น. ก็หยุดชะงักลง ในใจหวนคิดถึงคำพูดของ. หยุนซี " ไม่ว่ายังไงท่านจะต้องรักษาชีวิตเอาไว้ "
.... คำพูดนี้ยังสะเทือนอยู่ในใจเขาไม่เสื่อมคลาย เฟยหลง เดินเข้ามาอุ้มร่างของ หยุนซีขึ้นมาช้าๆ ใบหน้าของเขาเหม่อลอย หยดน้ำตาของเขาใหลรินไม่ขาดสาย. ความเสียใจถลาโถมจนทำลายจิตใจที่แข็งแกร่งของเขาจนหมดสิ้น บัดนี้ไม่เหลือเคล้าโครงของ เทพสงครามแคว้นเหลียงอีกต่อไป ภายในใจเขาต่างก็คิดว่า หากไม่ใช่เพราะเขานำทัพขึ้นไปบน เทือกเขาซงซาน มีหรือที่ พี่น้องของเขาจะตาย หากไม่ใช่เขาบุกเข้าวังค์หลวงมา ซุนหยุนซีก็คงไม่ตาย เขาในตอนนี้ต่างคิดโทษตัวเองว่า เรื่องที่เกิดขึ้นทุกอย่าง เป็นเพราะเขาถือดีว่าตัวเองเก่งกาจ ไม่มีใครสู้เขาได้ แต่วันนี้ผลที่เกิดขึ้น กับเป็นตัวเขาเองที่พ่ายแพ้ย่อยยับ ทำให้คนที่เขารักมากมายต้องตายไป นับว่าเป็นบทเรียนราคาแพงที่เขาจะต้องจดจำมันไปจนชั่วชีวิต
" เป็นเพราะข้า. เป็นเพราะข้า ทะนงตนว่าเก่งกาจเหนือผู้ใด จึงทำให้พี่น้องของข้าต้องตาย ทำให้คนที่ข้ารักต้องตาย เป็นเพราะข้าคนเดียว " เฟยหลงพึมพัมออกมา พร้อมๆกับอุ้มร่างไร้วิญญาณของ หยุนซีเดินออกไปทางประตูพระราชวังค์
.... ขุนพลจวง เห็นเช่นนั้น ก็ยิงธนูเข้าใส่ เฟยหลง. ลูกธนูพุ่งตรงออกไป. เสียวเหยารีบตระโกนขึ้น " ขุนพลหลี่ ระวัง... "
.... เฟยหลง ในตอนนี้เขาไม่สนใจอะไรอีกแล้ว เขาเพียงแต่อุ้มร่างของ หยุนซีแล้วเดินต่อไป ลูกธนูพุ่งปักเข้าที่ด้านหลังของเค้าอย่างจัง. ไม่มีแม้เสียงร้องของความเจ็บปวด เขายังคงก้าวเดินต่อไปโดยไม่สนใจว่า จะมีใครคิดทำร้ายเขาอีกหรือไม่
.... ขุนพลจวง หยิบลูกธนูดอกที่สองขึ้นมา หมายจะยิงซ้ำออกไป แต่จู่ๆ ก็มีเสียงของ ขุนพลเย่ดังขึ้น " ช้าก่อน ขุนพลจวง การฆ่าเขาแบบนี้จะเป็นการทำลายพระเกียรติของ องค์รัชทายาทได้ "
" หือ ท่านหมายความว่ายังไง? " ขุนพลจวงเอ่ยขึ้น
.... หยางฉ่วงเองก็ไม่เข้าใจ จึงเอ่ยถามขึ้น "นั่นสิ ขุนพลเย่ เหตุใดท่านถึงบอกว่าจะเป็นการ ทำลายเกียรติของข้ากันหละ "
" ทูลองค์รัชทายาท ท่านลองมองดูสิ บัดนี้ หลี่เฟยหลงผู้นี้ ไม่เหลือเคล้าโครงของ เทพสงครามอีกต่อไปแล้ว ตอนนี้เขาก็ไม่ต่างอะไรจากคนตาย หม่อมฉันเห็นควรว่า พระองค์ควรจะปล่อยเขาไปเถอะ " ขุนพลเย่เอ่ยออกมา
" อะไรนะ ท่านจะให้ข้าปล่อยมันไปอย่างนั้นหรือ ?" หยางฉ่วงอุทานออกมา
.... ขุนพลเย่ ได้ยินเช่นนั้นรีบพูดต่อ " ตอนนี้ประชาชน ต่างก็รู้ว่า. หลี่เฟยหลงนั้นสร้างผลงานให้แก่แคว้นเหลียงมากมาย หากพระองค์สังหารเขา ก็เท่ากับว่า สังหารผู้มีคุณต่อแผ่นดิน ประชาชนจะคิดอย่างไร ไม่ใช่ว่าประชาชนจะพูดกันหรือว่า พระองค์สังหารได้แม้แต่ผู้ที่ทำความชอบมากมาย และต่อไป ผู้มีความสามารถที่ไหนจะอยากมารับใช้แคว้นเหลียงของเรา แต่กลับกันหากพระองค์ ปล่อยเขาไป เหล่าผู้มีความสามารถจะสรรเสริญพระองค์ว่า เป็นผู้มีเมตาต่อข้าราชบริพาน มีหรือยอดคนเหล่านั้นจะไม่อยากจะมารับใช้พระองค์ "
.... หยางฉ่วง ได้ฟังดังนั้น ก็พยักหน้า ก่อนจะเอ่ยขึ้น " แล้วท่านคิดยังไงกับเรื่องนี้ "
" เรื่องนี้ไม่ยาก พระองค์เพียงประกาศออกไปว่า หลี่เฟยหลง บุกเข้าวังค์หลวงเป็นเหตุให้ องค์หญิงหยุนซีต้องตาย แต่ด้วยคุณงามความดีที่ได้สร้างไว้ จึงให้ปลดจากทุกตำแหน่งที่มี และห้ามย่างกายเข้าเมืองหลวงอีกเป็นอันขาด "
.... ขุนพลอินจู. ได้ยินเช่นนั้นก็รีบพูดขึ้น " ใช่แล้วพะยะค่ะ หม่อมฉันเห็นด้วยกับ ขุนพลเย่ หากพระองค์ทำตามนี้จะทำให้ชื่อเสียงของพระค์ เป็นที่นับหน้าถือตายิ่งขึ้นพะยะค่ะ "
.... หยางฉ่วง ได้ฟังดังนั้น. ในใจก็เริ่มคล้อยตาม ก่อนจะพูดขึ้น " อืม... เอาตามที่ท่านว่ามาก็ได้. ทหารเปิดทางให้เขาออกไป "
" ไม่ได้นะพะยะค่ะ หากปล่อย หลี่เฟยหลงไป ไม่เท่ากับว่าพระองค์ปล่อยเสือเข้าป่าหรือ วันนี้หากไม่ฆ่าเขา จะเป็นภัยใหญ่หลวงนะพะยะค่ะ " ขุนพลจวงรีบพูดทัดทาน
.... หยางฉ่วง ได้ยินเช่นนั้น ก็หันไปทาง ขุนพลจวง ก่อนจะเอ่ยขึ้น " หากการฆ่าเขา จะต้องทำให้ข้าเสื่อมเสียเกรียติแล้วหละก็. มิสู้ปล่อยเขาไปไม่ดีกว่าหรือ อีกอย่างตอนนี้เขาก็ไม่มีอำนาจทางทหารอะไรแล้ว ถึงเขาอยากจะฆ่าข้า ก็คงเป็นได้แต่เพียงความฝันเท่านั้น. ท่านอย่าวิตกเลย "
" แต่ว่า หากพระองค์..." ยังไม่ทันที่ ขุนพลจวง จะพูดจบ หยางฉ่วง ก็รีบพูดขึ้น " เอาหละ ข้าตัดสินใจแล้ว ท่านไม่เห็นหรือว่าสภาพเขาในตอนนี้ ไม่ต่างอะไรจากคนตาย " พูดจบ หยางฉ่วง ก็หันไปทาง. ขุนพลเย่ พร้อมกับเอ่ยขึ้น " ขุนพลเย่ จัดการตามที่เจ้าว่าก็แล้วกัน เดี๋ยวข้าจะไปชี้แจงเรื่องนี้ให้เสด็จพ่อ กับเหล่าราชทูตทั้งหกแคว้นฟัง "
" หม่อมฉันรับบัญชา พะยะค่ะ " ขุนพลเย่เอ่ยออกมา ก่อนจะคิดขึ้นในใจว่า ( ความสูญเสียและความพ่ายแพ้ในครั้งนี้ เจ้าจงเรียนรู้ด้วยตัวมันเองเถอะ และเมื่อถึงเวลานั้นข้าเชื่อว่า เทพสงครามที่แท้จริงจะปรากฎตัวขึ้น )
.... เฟยหลง ยังคง อุ้มร่างของ หยุนซี เดินออกมานอกพระราชวังค์ และเขาก็ยังคงเดินต่อไปเรื่อยๆโดยไม่สนใจสายตาของผู้คนจะมองเขายังไง เสียวเหยาเองก็เดินตามออกมาไม่ห่างมากนัก นางเองก็เสียใจไม่น้อย
.... เมื่อ เฟยหลง เดินมาถึง ประตูเมือง ด้านหน้ามี สตรีนางนึงยืนขวางเขาเอาไว้ ใช่แล้วนางก็คือ หลานอิง เมื่อนางเห็นสภาพ เฟยหลง นางก็เดาออกทันทีว่า มันเกิดอะไรขึ้น นางมองไปที่ ร่างกายของเฟยหลง ทั้งบาดแผลเก่าบาดแผลใหม่ต่างก็มีมากจนนับไม่ถ้วน แต่นางก็รู้ดีว่า บาดแผลเหล่านี้ไหนเลย จะเทียบได้กับ บาดแผลในใจของเขา นางไม่เอ่ยอะไรออกไป เพราะว่าต่อให้นางอยากจะพูดอะไรก็ตาม เฟยหลงในตอนนี้ก็ไม่ได้ยินทั้งสิ้น นางเพียงแค่เดินตาม เฟยหลงไปห่างๆพร้อมๆกับ. เสียวเหยา.......