วันนี้ก็เป็นอีกวันหนึ่งที่น่าเบื่อหน่ายสำหรับผม หลังจากเรียนพิเศษเสร็จผมจึงมุ่งหน้าไปยังสวนสาธารณะที่นัดเจอน้องคนหนึ่งไว้ทุกวัน ถึงแม้จะเหนื่อยสักเพียงใดเขาก็ไม่เคยผิดนัดกับหนูน้อยคนนี้เลย
เด็กสาวตัวจ้ำม่ำในชุดประถมพร้อมคอซองค์และถักผมเปียสองข้างน่ารัก กำลังนั่งทำการบ้านอยู่ที่โต๊ะม้าหินอ่อน หน้าผากเธอขมวดมุ่นด้วยความตั้งใจ เมื่อเธอรู้สึกถึงการมาของผมจึงเงยหน้าขึ้นมองด้วยสายตาคาดหวัง ก่อนจะวิ่งเข้ามาหาผม
“พี่คิณณ์ขา มาแล้วหรือคะ?”
“โทษที พี่มาช้าไปหน่อย” ผมกล่าวพร้อมกับลูบศีรษะเล็กๆ อย่างเอ็นดู
“ไม่เป็นไรค่ะ หนูก็พึ่งมา” เด็กน้อยยิ้มตาปิดส่งให้เขาอย่างไร้เดียงสา นับถือพี่ชายที่คอยมาสอนหนังสือในทุกๆวัน ตั้งแต่เธออยู่ป.1 แล้ว จนตอนนี้เธอป.3 พี่ชายก็คอยสอนหนังสือเธอมาอย่างสม่ำเสมอจนก่อเกิดความรักขึ้นในหัวใจของเด็กน้อย
ท่าทางของเด็กน้อยทำให้ผมรู้ทันทีว่าเธอกำลังรู้สึกพิเศษอะไรบางอย่างกับผม รู้สึกมากเกินกว่าที่ควรจะเป็นระหว่างพี่น้อง แต่ผมก็ไม่ได้ถอยห่างไปไหน คิดว่าเธออาจจะยังแยกไม่ออกระหว่างความรักแบบพี่น้องที่มีความเคารพนับถือ ไม่ใช่ความรู้สึกในทางชู้สาว
“อืม วันนี้การบ้านวิชาอะไรครับ?”
“มีคณิตศาสตร์และก็ภาษาอังกฤษค่ะ”
“แล้วทำถึงไหนแล้ว”
“หนูทำคณิตเสร็จแล้วค่ะ เพราะพี่สอนหนูแล้ว แต่ภาษาอังกฤษออกจะยากไปสำหรับหนู”
“อืมแกรมมางั้นเหรอ?”
ผมนั่งสอนหนูน้อยคนนี้ไปดังเช่นทุกวัน เธอก็ตั้งใจที่ผมสอนเป็นอย่างดีไม่มีไขว้เขว อายุเพียงเท่านี้แต่มีความมุ่งมั่นเสียน่าดู จนเมื่อท้องฟ้ากลายเป็นสีส้มเป็นสัญญาณเตือนว่าคนทั้งสองควรแยกย้ายกลับบ้านไปพักผ่อนได้แล้ว
“เย้ การบ้านเสร็จแล้ว ขอบคุณมากนะคะพี่คิณณ์” หนูน้อยร้องอย่างดีใจที่การบ้านแสนยากนี้เสร็จเร็วเกินคาด
“เย็นแล้วกลับบ้านได้แล้ว เดี๋ยวแม่เป็นห่วงนะ”
“ค่ะ พรุ่งนี้พี่ก็จะมาหาหนูใช่ไหมคะ”
เมื่อผมเจอคำถามของเด็กน้อยคนนั้นทำเอาผมยืนอึ้งอยู่กับที่ เพราะผมไม่ได้บอกเธอว่าผมจะย้ายบ้านแล้ว เพราะพ่อแม่เห็นสมควรแก่เวลาเมื่อเขาต้องไปเรียนมหาวิทยาลัยแล้ว ผมก็ไม่อยากบอกเธอว่าผมคงไม่ได้มาอีก แต่สายตาที่มองผมด้วยความคาดหวังทำให้ผมตัดสินใจไม่บอกความจริงเธอไป
“ไม่รู้สิ พี่ก็ไม่รู้เหมือนกัน” ผมได้เพียงแต่แบ่งรับแบ่งสู้หนูน้อยคนนี้เท่านั้นเพราะไม่อยากทำให้เธอรู้สึกแย่ สายตาที่มองมาของเธอดูหม่นแสงลงไปชั่วขณะ ก่อนที่มันจะกลับมาสดใสอีกครั้งและเสียงหวานๆ ก็ดังขึ้นมา
“ไม่เป็นไรค่ะ หนูจะรอพี่นะคะ”
“แล้วถ้าพี่ไม่ว่างมาเลยล่ะ”
“ไม่เป็นไรค่ะ หนูรอพี่เก่งนะคะ”
“ไม่ใช่โตมาเจอหนุ่มหล่อๆแล้วลืมพี่ล่ะ” ผมแกล้งแซวไปเพื่อเบี่ยงเบนความคิดของเธอ
“งั้นหนูจองพี่ไว้แล้วนะ พี่ต้องเป็นแฟนหนูในอนาคตนะคะ” เด็กน้อยกล่าวพร้อมสวมแหวนดอกหญ้าให้ผมอย่างบรรจง
“แก่แดดนะเรา”
หนูน้อยหน้ามุ่ยใส่ผมเมื่อถูกขัดใจ ผมยืนมองเด็กน้อยอยู่อย่างนั้นไม่เอ่ยง้ออะไรออกไป เห็นน้ำตาคลอหน่วยตาเด็กน้อยจึงอดสงสารไม่ได้ คุกเข่าลงอยู่ในระดับสายทั้งสองสบตากันได้
“พี่คงไม่ได้มาหาเราสักพักใหญ่นะ”
“ไม่เป็นไรค่ะ หนูจะเป็นเด็กดีรอพี่นะคะ”
“อื้อ กลับบ้านได้แล้ว แม่มารับแล้วน่ะ”
“ค่า ขอบคุณพี่คิณณ์มากเลยนะคะ” หนูน้อยพนมมือไหว้ขอบคุณผมอย่างสวยงามก่อนจะสะพายกระเป๋าวิ่งไปหาแม่ของเธอเอง
ผมมองหนูน้อยจนเธอลับสายตา ตอนนี้เธออาจจะชอบผมแต่ก็ยังเป็นแค่ความรักในแบบของเด็กๆ เมื่อเธอโตขึ้นเธอจะเข้าใจคำว่า "รัก" มากกว่าที่เธอรู้ตอนนี้ ผมที่เรียนจบม.6 แล้ว จะให้ชอบเด็กน้อยอายุแค่แปดขวบคงจะไม่ใช่เรื่องที่สมควรนัก ผมมองเธอแค่เป็นน้องสาวเท่านั้น
“ลาก่อนนะลัลน์ ขอให้หนูเติบโตมาเป็นอย่างดีนะ”
หลังจากวันนั้น ผมก็ไม่ได้กลับไปหาหนูน้อยคนนั้นอีกเลย แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ยังติดตามข่าวคราวของเธออยู่บ้าง ในช่วงเดือนแรกที่เธอยังนั่งรอผมอยู่ที่โต๊ะม้าหินอ่อนตัวเดิมทุกวัน ผมรู้สึกสงสารเธอมาก แต่หลังจากนั้นไม่นาน ผมก็ได้รับข่าวว่า ลัลน์ย้ายไปอยู่ที่บ้านต่างจังหวัดแล้ว จึงทำให้ผมไม่สามารถติดตามข่าวของเธอได้อีกเลย
เมื่อผมได้เรียนมหาวิทยาลัยผมจึงเลือกเรียนนิติศาสตร์ขัดกับความต้องการของพ่อผม แต่ในเมื่อผมอยากเรียนสายนี้ผมก็ไม่ยอมให้พ่อมาบังคับชีวิตผม กรรมทุกอย่างจึงไปตกอยู่ที่เจ้าติณณ์น้องชายฝาแฝดผมอย่างช่วยไม่ได้ที่จำต้องเรียนบริหารแต่ถึงอย่างนั้นมันก็ชอบในสายนี้อยู่แล้ว
จนกระทั่งผมได้คบกับเม็ดทรายเพื่อนร่วมคณะผม ในตอนแรกผมก็ไม่ได้ชอบเธอแต่เธอตามจีบรุกผมมาตลอดหนึ่งปี จนสุดท้ายผมคบกับเธอได้เข้าปีที่สี่ผมจึงตั้งใจที่อยากจะแต่งงานกับเธอไม่ว่าฐานะ นิสัยล้วนเหมาะสมกับผมทั้งสิ้น แต่สุดท้ายก็ต้องเกิดเรื่องเสียก่อน สิ่งที่ผมเสียใจมากที่สุดไม่ใช่การเสียคนรัก หากแต่เป็นการหักหลังของคณาภัทรเพื่อนสนิทของผมตั้งแต่สมัยมัธยม ผมไม่อาจเข้าใจได้ทำไมมันถึงเลือกจะทำแบบนั้น
แต่เมื่อเรื่องผ่านมาผมถึงได้รู้ว่าเหตุผลของเรื่องทั้งหมดคืออะไร แต่คณาภัทรก็ไม่กลับมาหาผมอีกเลย ผมเข้าใจว่ามันคงรู้สึกผิดที่ทำกับผมแบบนี้ ใช่ผมก็คิดว่ามันทำไม่ถูกรักแล้วไงสุดท้ายคนที่ประกาศคบอย่างออกหน้าออกตาคือผม แต่มันกับเลือกทำผมแบบนี้
แต่ก็อาจเป็นเพราะเวลาได้ผ่านมานานความคิดของผมเริ่มเป็นผู้ใหญ่ขึ้น ทิฐิที่เคยถือตลอดมาผมก็เริ่มปล่อยวางได้ ผมให้อภัยในสิ่งที่มันทำเพราะสุดท้ายแล้วเรื่องนี้ก็ไม่มีใครมีความสุขสักคนแล้วผมจะถือความโกรธแค้นนี้ไปทำไม รอเพียงมันกลับมาหาผมๆก็พร้อมที่จะกลับมาเป็นเพื่อนมันอีกครั้ง เมื่อผมสอบได้เป็นผู้พิพากษากลับต้องพบกับมันเป็นอัยการในเขตรับผิดชอบผม ห้องพิจารณาคดีมีเป็นสิบแต่ส่วนใหญ่มันได้ลงบัลลังก์ของผมตลอดสี่ปีจนผมเอือมใจ
แต่เหมือนเคราะห์ซ้ำกรรมซัดเมื่อผมไปคอนโดแถวสยามของเจษฎามีเด็กสาวในชุดนักศึกษาพร้อมแว่นตาสุดเฉิ่มเดินร้องไห้เหม่อลอยชนผม สายตาอันแสนว่างเปล่าของเธอทำให้ผมใจกระตุกภาพความเจ็บปวดของเธอสะท้อนภาพอดีตของผม แต่สุดท้ายแล้วเธอก็เดินจากผมไปได้แต่ทิ้งความสงสัยไว้ในใจราวกับคุ้นเคยเธอยิ่งนัก
สุดท้ายคนคู่กันแล้วย่อมไม่แคล้วกันเมื่อผมไปเจอเธอที่ผับถึงแม้เธอจะผอมลงและแต่งตัวเป็นแม่เสือสาวล่าเหยื่อแต่เธอก็ยังไม่อาจสลัดคราบความใสซื่อนั้นทำให้ผมจำเธอได้ แต่ผมต้องตกตะลึงเมื่อจู่ๆเธอกระชากคอผมเข้ามาจูบ พร้อมเยาะเย้ยชายหนุ่มหน้าปลาหมึกที่นั่งอยู่ตรงหน้า ตอนนั้นไม่รู้ว่าเพราะอะไร แต่สิ่งที่ผมรู้สึกคือแค่ต้องการทำความรู้จักกับเธอเท่านั้น
หลังจากนั้นเราสานต่อความสัมพันธ์กันจริงจัง แต่สุดท้ายความรักในอดีตที่ฝังอยู่ในใจลึกๆกับเผยบาดแผลออกมาในตอนนี้ ผมรักเธอมากถึงแม้จะผ่านมาไม่นานก็ตาม สิ่งที่ฝังใจในใจคนมากที่สุดมันก้าวผ่านยากยิ่งผมเป็นคนไม่เปิดรับใครเข้ามาในชีวิต แต่เมื่อยอมเปิดใจกลับต้องเจอผลลัพธ์ที่ทำให้ผมไม่กล้าจะเปิดใจให้ใครอีก
เมื่อเจษฎาส่งรูปที่ผมกับลัลน์ถ่ายคู่กันในอดีตมาให้ ผมก็เหมือนมีแสงสว่างส่องเข้ามาในหัวใจ น้องน้อยคนนั้นสุดท้ายก็ยังคงรักเขา แต่เขานี่สิไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะชอบเธอได้หลังจากไม่ได้พบเธอมาสิบสามปี ทำให้ผมเปิดใจรับน้องน้องของเขาเข้ามาในชีวิต และผมก็คิดไม่เคยผิดสุดท้ายคนที่ผมรักและเลือกทำให้ผมมีความสุขเหลือเกิน
ความรักและความเชื่อมั่นการละทิ้งเป้าหมายที่เธอเคยตั้งไว้มันช่างยากเหลือเกิน ถึงแม้จะไม่ใช่ความฝันที่เธออยากเป็น แต่ในเมื่อวางแผนตลอดมาย่อมทำให้ตัดสินใจยากเป็นธรรมดาสุดท้ายแล้วเธอก็เลือกผม เหมือนที่ผมเลือกเธอ ถึงเธอจะไม่ใช่รักแรกของผมแต่ผมพูดได้เต็มปากเลยว่าเธอจะเป็นคนสุดท้ายในชีวิตของเขาตลอดไป