ระหว่างทางกลับบ้าน นักรบนั่งเหม่อมองสองข้างทางพร้อมกับครุ่นคิดถึงคำพูดของปารมีที่เอ่ยขึ้นตอนสุดท้าย
‘ถ้าไม่พูดออกมา เขาก็ไม่มีวันเข้าใจหรอกค่ะ’
เตชินเหลือบมองเ้านายของตัวเองอย่างเป็ห่วง เพราะั้แ่ออกจากโรงเรียนมานักรบได้แต่เงียบและเอาแต่มองออกนอกหน้าต่าง ซึ่งมันเป็เื่ที่ผิดปกติสำหรับเขาที่ทำงานกับนักรบมานาน
เมื่อถึงบ้านนักรบก็เดินออกไปเงียบ ๆ ไม่พูดไม่จา ทำให้เขาและคนขับรถถึงกับงง แต่ทว่าเตชินเองนั้นก็พอจะเข้าใจเ้านายเขาอยู่บ้างว่าตอนนี้เ้านายของเขานั้นกำลังสับสนอย่างหนักเลยทีเดียว
‘ปารมี ปักษากร งั้นเหรอ...’
เมื่อเตชินนึกถึงตอนที่เ้านายเขายืนอึ้งกับคำพูดของปารมี ก็ยิ้มออกมาทันที เพราะเขารู้สึกว่าเ้านายของเขานั้นเริ่มจะรู้จักการแสดงความรู้สึกออกมาบ้างแล้ว
‘ฝากด้วยนะครับ’
---------------
ปารมีทิ้งตัวลงบนเตียงอย่างเหนื่อยล้า เธอรู้สึกว่าวันนี้เป็วันที่เธอนั้นใช้พลังงานของเธออย่างมหาศาลในการเผชิญหน้ากับผู้ปกครองของจอมทัพอย่างนักรบ มนุษย์หน้านิ่งคนนั้น
เธอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูเบอร์ล่าสุดที่เธอเพิ่งบันทึก
‘นักรบ’
ปารมีมองเบอร์นั้นอย่างไม่เชื่อสายตา ที่เบอร์โทรส่วนตัวของพ่อนักธุรกิจหมื่นล้าน ผู้ที่เพียบพร้อมไปในทุก ๆ ด้าน ทั้งรูปร่างหน้าตา ทรัพย์สินเงินทอง แถมยังเป็หนุ่มในฝันของสาว ๆ หลาย ๆ คนนั้น มาอยู่ในโทรศัพท์ของเธอ
“มันเป็เื่ปกติปารมี ครูจะมีเบอร์ผู้ปกครองของนักเรียนก็ไม่ได้แปลกอะไร”
เมื่อนึกดังนั้น ปารมีก็กดแก้ไขชื่อที่บันทึกเบอร์ของนักรบใหม่
‘นักรบ ผู้ปกครองจอมทัพ’
ปารมียิ้มให้กับไอเดียการตั้งชื่อเบอร์โทรศัพท์ของเธอ ก่อนจะวางโทรศัพท์แล้วลุกไปหยิบผ้าเช็ดตัว แล้วฮัมเพลงเดินเข้าห้องน้ำไป
-----------------
นักรบนั่งมองเบอร์มือถือเบอร์ใหม่ที่เขาเพิ่งจะบันทึกลงไปเมื่อตอนบ่ายนี้ด้วยแววตาที่อ่านยาก เขารู้สึกแปลกใจพอสมควรที่ท่าทีของอาจารย์สาวคนนั้นผิดกับที่คาดเอาไว้ เมื่อเขาไปถึงและเห็นว่าอาจารย์แนะแนวนั้นเป็ผู้หญิง นักรบก็รู้สึกไม่ค่อยพอใจนิด ๆ เนื่องจากเขานั้นไม่ค่อยถูกโรคกับผู้หญิงสักเท่าไหร่
สาเหตุที่ทำให้เขานั้นไม่ชอบผู้หญิงนั้น มันเกิดขึ้นเมื่อหลายปีก่อนหน้านี้ที่เขานั้นลองเปิดใจคบหาดูใจกับผู้หญิงคนหนึ่งที่กวินแนะนำมาให้ ในตอนนั้นมันเป็เื่ช่วยไม่ได้เขาจึงลองคบกับเธอคนนั้นดู
ตอนแรก ๆ ผู้หญิงคนนั้นก็เรียบร้อย รู้จักวางตัว คำพูดคำจาอ่อนหวาน อ่อนน้อมถ่อมตนดี แถมยังมีโปรไฟล์ดี เป็เด็กนักเรียนนอก ครอบครัวก็ดูมีฐานะ เขาเห็นว่าก็ไม่ได้เสียหายอะไรจึงคบกับเธอคนนั้นไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งเขาเริ่มรู้สึกว่าผู้หญิงคนนี้เริ่มมีพฤติกรรมและท่าทีที่แปลกไปจากเดิม จึงให้เตชินไปสืบดู
และสิ่งที่เขารับรู้จากเตชินนั้นมันเป็คนละเื่กับที่เขาเคยรู้มาก่อนหน้านี้ เตชินได้ไปสืบประวัติผู้หญิงคนนี้อย่างละเอียดแล้วก็พบว่า ผู้หญิงคนนี้มาจากตระกูลที่มีฐานะจริง แต่ตอนนี้ฐานะทางการเงินที่บ้านนั้นกำลังจะล้มละลาย อีกทั้งที่บอกว่าเธอจบจากเมืองนอกก็เป็เื่โกหกทั้งเพ ปริญญาตรีนั้นก็เรียนไม่จบ
แถมพฤติกรรมของเธอลับหลังเขาที่เตชินไปสืบมานั้น มันก็คนละเื่กับตอนที่อยู่กับเขาลิบลับ ต่อหน้าเขาเธอนั้นแต่งตัวเรียบร้อย อ่อนหวาน อ่อนน้อมถ่อมตน แต่ลับหลังเธอนั้นชอบแต่งตัวเซ็กซี่ ชอบปาร์ตี้ และชอบอ่อยผู้ชายไปเรื่อย ที่มาคบกับเขานั้นทำเพื่อเงินและ้าจะยกฐานะของตัวเองก็เท่านั้น
หลังจากที่นักรบรู้เื่ เขาก็ไม่ได้มีความรู้สึกเสียใจเลยแม้แต่น้อย เพราะเขานั้นไม่ได้สนใจเธอั้แ่แรกอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าเขานั้นกลับรู้สึกสมเพชเสียมากกว่า และจากนั้นเขาก็ไม่ยอมให้ผู้หญิงคนไหนเข้าใกล้เขาเลยแม้แต่น้อย
เมื่อเขาเจอกับปารมีครั้งแรก เขาคิดว่าปารมีนั้นก็คงเหมือนกับผู้หญิงทั่วไป เพราะเขาเห็นปารมีมองเขาด้วยแววตาที่ผู้หญิงคนอื่น ๆ ชอบมองเขาเวลาที่เขาออกไปข้างนอก แถมเธอยังทำท่าทีเหมือนกับพยายามจะเรียบร้อยในสายตาเขา เขาจึงไม่อยากจะคุยด้วยจึงรีบตัดบทและออกมา
ทว่าสิ่งที่เขาได้พบคือ ปารมีผู้หญิงคนนั้นกล้าที่จะต่อว่าเขาแถมสายตาที่เธอมองมาที่เขามันคือสายตาแห่งความโกรธจริง ๆ ไม่โกหก ซึ่งไม่มีผู้หญิงคนไหนกล้าทำแบบนี้กับเขาเลยแม้แต่นิดเดียว
แถมสิ่งที่ทำให้เธอคนนั้นโกรธ ก็คือเื่ของจอมทัพ นั่นคือสิ่งที่ทำให้เขานั้นแปลกใจ และรู้สึกว่าอาจารย์แนะแนวคนนี้ไม่เหมือนคนอื่น
‘คงต้องดูไปอีกหน่อย...’
เขาคิดจากนั้นก็เก็บโทรศัพท์และหยิบเอกสารงานขึ้นมาอ่านเพื่อรอจอมทัพกลับ แต่ทว่าอ่านไปไม่กี่แผ่น ก็มีอีเมลฉบับหนึ่งส่งมาหาเขา เมื่อเขาเปิดอ่านเขาก็ขมวดคิ้วเคร่งเครียดทันที ก่อนจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาและโทรออกหาใครบางคน
“ฮัลโหล— นายเก็บของเดี๋ยวนี้”
[ฮะ— เฮ้— อะไรของนายน่ะ เ้าบ้า เก็บของทำไม]
นักรบถอนหายใจก่อนจะอธิบายด้วยน้ำเสียบเรียบ แต่ทว่าหัวคิ้วนั้นขมวดเคร่งเครียด
“ดูเหมือนว่าสาขาเซี่ยงไฮ้จะมีปัญหา นายกับฉันต้องบินกันเดี๋ยวนี้!”
เมื่ออธิบายเสร็จนักรบก็กดตัดสายอีกฝ่ายทันที พร้อมกับเดินขึ้นไปบนห้องเขาเพื่อหยิบกระเป๋าสัมภาระและโทรหาเตชินให้ส่งคนมารับเขา
ใช้เวลาไม่ถึงสิบนาที นักรบก็เตรียมตัวเสร็จ เนื่องจากเขานั้นมักจะมีกระเป๋าสัมภาระที่จัดเอาไว้เรียบร้อยเผื่อสถานการณ์ที่ต้องเดินทางฉุกเฉิน อย่างเช่นตอนนี้ แต่ก่อนที่เขาจะออกไปเขาก็ชะงักพร้อมกับสีหน้าครุ่นคิด
‘ถ้าไม่พูดออกมา เขาก็ไม่มีวันเข้าใจหรอกค่ะ’
อยู่ ๆ เขาก็นึกถึงคำพูดของปารมีขึ้นมา เขาถอนหายใจก่อนที่จะเดินไปหยิบกระดาษและปากกาแล้วเขียนอะไรบางอย่าง เมื่อเขียนเสร็จเขาก็เอาวางไว้บนโต๊ะรับแขกตรงโซฟาที่ห้องโถง ก่อนที่จะเดินออกไปอย่างเร่งรีบ
ทันทีที่จอมทัพกลับมาถึงบ้าน เขาก็ไม่เจอใครเลยแม้แต่น้อย ซึ่งมันก็เป็เื่ปกติสำหรับเขาอยู่แล้ว และก่อนที่เขาจะเดินขึ้นไปยังห้องนอนของเขาอย่างทุกที เขาก็สะดุดกับกระดาษแผ่นหนึ่งที่วางอยู่บนโต๊ะรับแขก
เมื่อเขาเดินไปหยิบมาดู เขาก็พบกับข้อความหนึ่งที่เขียนด้วยลายมือของคนที่เป็น้าของเขาสั้น ๆ ว่า
‘ไปดูงานเซี่ยงไฮ้ อีกหนึ่งอาทิตย์กลับ’
จอมทัพยิ้มเยาะ ก่อนที่เขาจะขยำกระดาษแล้วเอาซุกกระเป๋ากางเกง เดินขึ้นห้องไป
โปรดติดตามตอนต่อไป