ทะยานฟ้าท้าปฐพี

    บทที่8 นรกสามร้อยจั้ง

    ท้องฟ้าเริ่มมืดสลั่ว พลันเห็นประกายดาราสว่างไสวเต็มท้องฟ้า ขึ้นมาพ้นบันไดหนึ่งพันขั้นปรากฏให้เห็นลานกว้างขนาดใหญ่สีขาวกับประตูใหญ่หนึ่งบานที่ปิดสนิทอยู่ ผู้เเซ่เหวินย่างก้าวเหยียบอากาศธาตุทะยานร่างตามมาเบื้องบน เอ่ยหนึ่งประโยค

    “ยินดีกับผู้ผ่านการทดสอบด่านเเรกวันนี้พักผ่อนให้เต็มที่การสอบด่านที่สองจะเริ่มหลังประตูใหญ่บานนี้เปิด” พูดจบก็ย่างก้าวทะยานร่างหายไปราวกับเทพเซียน เเท้จริงคนผู้นี้ปิดบังฝีมือไว้เท่าไรกันไม่มีใครใคร่รู้

        ได้ยินเช่นนั้นผู้ผ่านด้านทั้งสี่สิบหกก็เเยกย้ายกันไปตามที่ต่างๆของลานกว้างสีขาว บ้างก็หมดเเรงนอนฟุบลงกับพื้นเพราะฝีนเดินลมปราณต้านทานกับไอปราณระหว่างขึ้นบัดไดจนหมดเเรงพวกที่ทำเช่นนี้อย่างตำ่ก็ขั้นรวบรวมชั้นสูงไปจนถึงหลอมรวมชั้นต้น ซีห่าวที่กระทำการวิธีการดั่งกล่าวของสหายชุดขาวรับรู้ได้ทันทีว่าไอปราณที่สั่งสมระหว่างที่ขึ้นมาจึงดูดซับเเละสลายมันออกไปหลายคร่าทุกๆสิบขั้นจนขึ้นมาถึงชั้นบนสุดเเต่ไม่ได้เเย่เสียทีเดียวยังคงมีไอปราณที่ดูดซับระหว่างสิบขั้นสุดท้ายเพื่อไม่ให้เสียป่าวจึงขัดสมาธินั่งปรับลมปราณ ความลับเเท้จริงของบันไดพันขั้นนี้หากผู้ได้จับความลับของมันได้ย่อมเป็๲ผลดีมากกว่าผลเสีย อดนึกไม่ได้ว่าสหายผู้นี้ไปรู้ความลับนี้มาจากที่ใด เด็กหนุ่มชายตามองไปที่สหายชุดขาวก่อนจะถูกสายตามองค้อนกลับ พลันสะดุ้งเฮือกหนึ่งกลับสายตาของสหายชุดขาวหันหน้ากลับมากลับมาตั้งใจเดินลมปราณต่อ

     

      รุ่งสร่างตะวันยังไม่ขึ้นจากขอบฟ้า ประตูบานใหญ่เปิดออกผู้ปรากฎตัวคือ หญิงสาวในชุดสีเขียวตัดขาว หน้าตาหมดจด รูปร่างบอบบาง  ย่างก้าวออกมาจากหลังประตู เอ่ยหนึ่งประโยค “รวมตัว”

    ได้ยินเช่นนั้นผู้ผ่านด่านในรอบเเรกทั้งหมดจึงลุกขึ้นมายืนเบื้องหน้าประตูทางเขา 

       หญิงสาวในชุดเขียวตัวขาวเอ่ยหนึ่งประโยค “ข้าเเซ่หยางนามว่าอิงผู้คุมสอบในด่านที่สอง พวกเ๽้าจงฟังเ๤ื้๵๹๮๣ั๹ประตูนี้ ภายในมีป่าไผ่มีเส้นทางไปถึงผานรถสามร้อยจั้งอยู่ ผู้ไปถึงยอดผาได้ก่อนเที่ยงวันนี้เท่านนั้นจึงจะสามารถเข้าเป็๲ศิษย์ของสำนักได้ ห้ามใช้ลมปราณเเละของวิเศษใดใดทั้งสิ้น” 

    สิ้นเสียงป่าวประกาศบรรยกาศโดยรอบพลันตึงเครียดขึ้นมาทันที!

    ซีห่าวหันมองรอบด้าน ด่านนี้ไม่ให้ใช้ลมปราณหรือของวิเศษใดใดช่วยให้ใช้เเต่เเรงกายของตนเองล้วนๆ ยังไม่วายหันไปฉีกยิ้มหนึ่งให้สหายชุดขาว 

    ผู้เเซ่หยางมองพระอาทิยต์ขึ้นเอ่ยว่า “ได้เวลาเเล้ว เริ่ม!!!” เอ่ยจบก็พลันทะยานร่างเหยียบอากาศธาตุอัตทานหายไป

    สิ้นเสียงเริ่มด่านที่สอง ทั้งสี่สิบหกคนมุ่งหน้าเข้าไปในป่าไผ่ ป่าไผ่นี้กว้างมากขนาดคนสี่สิบกว่าคนวิ่งเข้าไปยังก็เเตกกระจัดกระจายกันไปคนละทิศทาง 

    เหนือผาสามร้อยจั้ง

    เหวินจิงที่ตามมาที่หลังคาดว่าเพราะยังไม่สร่างเมาเอ่ยขึ้น “เริ่มเเล้วงั้นเหรอ”

    หยางอิงที่ล่วงหน้ามารอบนยอดผาคงสีหน้านิ่ง อืมกลับหนึ่งคำ

     ป่าไผ่ผืนนี้ดูเพินๆเหมือนป่าไผ่ทั่วไปเเต่ยิ่งเข้ามาลึกขาก็พลันหนักอึ้งขึ้น เด็กหนุ่มท่าร่างไม่มั่นคงต้องใช้เเขนดึงต้นไผ่เพื่อพยุงร่างของตน รับรู้ได้ทันทีว่าความรู้สึกเช่นเดียวกับตอนก้าวขาขึ้นบันไดหนึ่งพันขั้นเเต่กฏข้อห้ามบอกไว้ว่าห้ามใช้ลมปราณจึงได้เเต่ทนฝืนลากร่างที่เเสนหนักอึ่งผ่านป่าไผ่ไป ยิ่งเดินต่อไปเบื้องหน้าทางก็ลาดชันมากขึ้นเรื่อยๆ เบื้องหน้าปรากฏร่างของคนที่นำอยู่เบื้องหน้าบ้างก็นั่งพักบ้างก็ล้มลงไม่เว้นเเม้เเต่สหายในชุเขาวที่นั่งคุกเข้าข้างหนึ่งลงกลับพื้นเกรงว่าร่างกายกำลังรับภาระหนัก  เห็นเช่นนั้นจึงเดินเข้าไปประคองสหายชุดขาวขึ้น เห็นเด็กหนุ่มทำเช่นนี้ จึงเอ่ยวาจาออกมา “เ๽้าจะทำอันใด” เด็กหนุ่มเอ่ยตอบ “มาด้วยกันไปด้วยกัน” เมื่อถูกเด็กหนุ่ม๼ั๬๶ั๼ร่างก็ผุดความคิดขึ้นมา “เหตุใดเอวของบุรุษจึงเล็กบางคอดกิ้วเช่นนี้” 

    คนในชุดขาวสองเเก้มพลันเเดงซ่านขึ้นชั่วครู่ก็หลบหน้าหนี  

     เนินเขาเริ่มเอียงมากขึ้นเเรงของผู้เข้าสมัครทุกคนต่างลดลงทุกที่ ในที่สุดทั้งสองก็ถึงจุดสิ้นสุดของป่าไผ่เขียวชะอุ่มนี้ ถัดไปเบื้องหน้าคือหน้าผาสูงชันที่ต้องปีนป่ายไปให้ถึงยอดผานามมันคือ นรกสามร้อยจั้ง หน้าผาสูงชัน ราวสามร้อยจั้งตามชื่อของมัน หากใช้พลังลมปราณละก็เเค่พริบตาก็ถึงยอดผาเเล้ว เเต่ถูกห้ามใช้สิ่งที่ต้องพึ่งพามีเพียงกำลังของตนเองที่รอบๆผามีเชือกห้อยลงมามีเงื่อนขนาดเท่ากำมืออยู่หลายปม

    คนชุดขาวเมื่อถึงทางขึ้นผาเเล้วก็ประคองร่างของตนเองออกจากเด็กหนุ่มเอ่ยวาจา “ติดค้างเ๯้าหนึ่งครั้ง” 

    เด็กหนุ่มไม่เอ่ยวาจาเพียงยิ้มตอบรับ เพียงเเต่ไม่มีเวลาให้สนทนากันมากด้านหลังเริ่มมีคนตามมาทันเเล้วทั้งสองไม่รีรอรีบปีนหน้าผาหวังขึ้นไปถึงยอดผาเป็๲อันดับเเรกๆ ยิ่งขึ้นสูงยิ่งเหนื่อยล้ายิ่งหมดเเรงลงเรื่อยๆ เเต่ทุกคนก็ยังกัดฟันสู้ปีนหน้าผาที่ความสูง ผ่านมาหลายชั่วยามเเล้ว อีกไม่ถึงครึ่งชั่วยามพระอาทิตย์ก็จะอยุู่กึ่งกลางของท้องฟ้าเเล้วทั้งสองขึ้นสู่ยอดผา เป็๲คู่เเรกหลังจากนั้นก็ตามมาด้วยคนที่สองคนที่สาม 

    ขึ้นสู่ยอดผา มีบุคคลยืนรออยู่สองคน หนึ่งบุรุษหนึ่งสตรี 

    ผู้เเซ่หยางเอ่ยกล่าว “หมดเวลา” 

    ยามเที่ยงตรงพระอาทิตย์อยู่กึ่งกลางเป็๞สัญญาณบ่งบอกถึงการหมดเวลาผู้สอบผ่านมีสิทธฺ์เข้าสำนักทั้งสิ้น 

    ยี่สิบสองคน!!!