พวกเจินเจินๆ เดินกลับไปได้ครึ่งทางก็บังเอิญเจอกับพวกผู้ใหญ่ที่มีคนวิ่งไปตามมาเนื่องจากชาวบ้านมีนิสัยชอบซุบซิบนินทาเป็นทุนเดิม เรื่องนี้จึงรู้กันไปทั่วหมู่บ้านภายในเวลาไม่นาน
ชาวบ้านที่รู้เรื่องนี้แล้วต่างพูดเพียงคำเดียวว่า ‘สมน้ำหน้า’
ครั้นผู้ใหญ่บ้านรู้เรื่องนี้สีหน้าพลันเปลี่ยนเป็นถมึงทึงมีเรื่องเกิดขึ้นในวันส่งท้ายปี คนบ้านใหญ่สกุลหยวนนี้ช่าง…เขาไม่รู้จะพูดคำใดดีแล้ว
ผู้ใหญ่บ้านถูกชาวบ้านเร่งเร้าให้ไปที่บ้านใหญ่สกุลหยวนเจินเจินกับพวกเด็กๆ หมดความสนใจเรื่องนี้แล้วจึงพากันไปเล่นหิมะ
เดิมทีผู้เฒ่าหยวนคิดจะไปหาผู้ใหญ่บ้าน แต่ไม่คิดเลยว่าผู้ใหญ่บ้านจะเป็นฝ่ายมาหาถึงที่เสียก่อนเขาจึงรีบฟ้องเรื่องนี้ต่อผู้ที่มา อีกทั้งยังขอให้ผู้ใหญ่บ้านให้ความยุติธรรม ช่วยออกหน้าพูดให้หยวนเหล่าเอ้อร์จ่ายค่ารักษาให้แก่บุตรชายคนที่สามและสี่
“และต้องชดใช้ค่าเสียหายในวันนี้ด้วย”หวางซื่อกล่าวด้วยน้ำเสียงเหี้ยมเกรียม “ทำเช่นนี้ใช้ได้ที่ใดกันต่อให้แยกบ้านออกไปแล้ว ถึงอย่างไรข้าก็เป็นมารดา มันถึงกับยุยงให้บุตรสาวมาอาละวาดที่บ้านเดิมในวันส่งท้ายปีเช่นนี้หากไม่ชดใช้เงิน ข้าไม่ยอมง่ายๆ แน่ จะนำเรื่องนี้ไปฟ้องที่ว่าการในอำเภอ!”
ยังไม่ทันที่ผู้ใหญ่บ้านจะได้กล่าวคำใด หยวนเหล่าเอ้อร์เดินเข้ามาพลางเอามือไพล่หลังเขายืนพิงอยู่ตรงประตูใหญ่ด้วยสีหน้าไม่อินังขังขอบ “เชิญท่านไปฟ้องเลย หนังสือแยกบ้านและหนังสือขับไล่ออกจากสกุลมีรอยนิ้วมือของทั้งข้าและพวกท่านประทับอยู่อีกทั้งผู้ใหญ่บ้านและชาวบ้านทุกคนยังสามารถเป็นพยานให้ได้”
“เจ้า…” หวางซื่อโกรธจนตัวสั่น ยกมือขึ้นชี้หน้าหยวนเหล่าเอ้อร์“ต่อให้เป็นเช่นนั้นจริง อย่างไรข้าก็คลอดเจ้าออกมา!”
หยวนเหล่าเอ้อร์หลุดหัวเราะ “แล้วอย่างไรท่านจะให้ข้ามุดกลับเข้าไปในท้องของท่านหรือ ท่านอาสะใภ้ท่านอายุเยอะแล้วอย่าได้กล่าววาจาล้อเล่นเช่นนี้ ข้าตัวโตออกป่านนี้ต่อให้อยากมุดกลับเข้าไปจริงก็ไม่สามารถทำได้อยู่ดีหรือหากท่านอยากจะคลอดเด็กอีกสักคน เช่นนั้นคงต้องพึ่งท่านอาแล้วละทุกคนว่าใช่หรือไม่”
ชาวบ้านที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างหัวเราะออกมา มิได้ตอบคำถาม แต่ก็มีบางคนเอ่ยถามผู้เฒ่าหยวนเชิงหยอกเย้าว่ายังเตะปี๊บดังอยู่หรือไม่ทำให้ผู้เฒ่าหยวนโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ หวางซื่อผู้นี้รู้ทั้งรู้ว่าเจ้ารองปากคอเราะรายไม่มีทางที่จะเถียงชนะได้ แล้วยังจะไปต่อล้อต่อเถียงด้วย เขาจึงหันไปตวาดใส่ภรรยา“พูดไม่เป็นก็ไม่ต้องพูด!”
หวางซื่อที่ถูกสามีตวาดใส่จำต้องสงบปากสงบคำ จากเดิมที่คิดว่าจะใส่ร้ายหยวนเหล่าเอ้อร์บัดนี้จึงไม่อาจทำตามแผนเดิมได้แล้ว
ผู้เฒ่าหยวนไม่ต่อปากต่อคำกับหยวนเหล่าเอ้อร์ แต่กลับชี้ไปยังบุตรชายสองคนที่ยังนอนร้องโอดโอยอย่างเจ็บปวดอยู่บนพื้นจากนั้นกล่าวกับผู้ใหญ่บ้านว่า “ผู้ใหญ่บ้าน ท่านเห็นแล้วใช่หรือไม่บุตรชายของข้าสองคน คนหนึ่งขาหัก อีกคนแขนหัก อย่างไรก็ต้อง…”
ยังไม่ทันที่ผู้เฒ่าหยวนได้พูดจบ ผู้ใหญ่บ้านก็ตัดบทขึ้นมาเสียก่อน“บุตรชายของเจ้าเป็นเช่นนี้หาใช่ฝีมือของเจินเจินไม่ เป็นเพราะพวกเขาตีกันเองต่างหากอย่าได้คิดว่าทุกคนในหมู่บ้านจะโง่ให้เจ้าหลอกได้”
ผู้เฒ่าหยวนได้ยินดังนั้นก็รู้สึกไม่พอใจยิ่งกว่าเดิม จึงเอ่ยอย่างมีโทสะ“หากไม่ใช่เพราะเจ้าหกทำร้ายต้าเป่ากับเสียวเป่าก่อน และถ้าไม่ใช่เพราะเจ้าหกมาอาละวาดทำลายกลอนคู่ที่บ้านข้าในวันส่งท้ายปีเช่นนี้เจ้าสามกับเจ้าสี่มีหรือจะลงไม้ลงมือกับนางทั้งหมดนี้เกิดขึ้นเพราะเจ้าหกเป็นต้นเหตุ อย่างไรหยวนเหล่าเอ้อร์ก็ต้องรับผิดชอบ!”
“เจินเจินเพิ่งจะอายุแค่สี่ขวบ ทว่าท่านอาทั้งสองของนาง คนหนึ่งถือจอบ อีกคนถือไม้เมื่อดูจากสภาพของทั้งคู่แล้ว คาดว่าแรงที่ใช้คงไม่ใช่น้อยๆ หากเจินเจินหลบไม่ทันโดนคนทั้งสองทำร้ายขึ้นจริงๆ นางต้องตายเป็นแน่!”
“พูดเช่นนี้หมายความว่าเจินเจินไม่ควรหลบหรือ นางสมควรถูกตีจนตายเช่นนั้นหรือ”
“ชิ นี่มันเหตุผลใดกัน”
ผู้เฒ่าหยวนถูกประโยคเหล่านี้ของชาวบ้านทำจนหน้าแดงจัดด้วยความโมโหตะคอกกลับไป “นั่นเพราะเจ้าหกลงมือทำร้ายย่าของตัวเองก่อน ทั้งยังทำร้ายลุงของตัวเองอีกต่างหากเจ้าสามเจ้าสี่ถึงได้…”
ผู้ใหญ่บ้านยกมือตัดบทอีกครา “เจินเจินอายุแค่สี่ขวบเท่านั้นทั้งยังไม่มีอาวุธ แต่พวกเจ้าที่เป็นผู้ใหญ่มีอาวุธเป็นทั้งจอบและไม้ทำเช่นนี้เห็นได้ชัดว่าต้องการจะเอาชีวิตนาง! แล้วเรื่องกลอนคู่ การที่เจินเจินมาฉีกทำลายกลอนคู่ที่บ้านพวกเจ้าไม่ใช่เรื่องถูกหรือกู้ซิ่วไฉเคยบอกแล้วว่านอกจากสกุลหยวนแล้วชาวบ้านทุกคนในหมู่บ้านสามารถไปหยิบกลอนคู่ที่บ้านสกุลกู้ได้หลานสองคนของพวกเจ้าไปแย่งกลอนคู่มาจากบ้านสกุลกู้จนเจินเจินจับได้ เหตุนี้ไม่สมควรถูกจัดการหรอกหรือแย่งก็ถือว่าขโมย แม้จับได้แต่ไม่ถูกเล่นงานจนตายนับว่าหลานสองคนของพวกเจ้าดวงดีมากแล้ว!”
จบประโยคนี้ของผู้ใหญ่บ้าน ชาวบ้านต่างชี้หน้าสกุลหยวนพร้อมกับวิพากษ์วิจารณ์ถึงเรื่องนี้กันอย่างเซ็งแซ่ต่างพากันหัวเราะและกล่าวว่า ‘ไม่รู้บ้านใหญ่สกุลหยวนคิดเช่นไรถึงได้กล้าก่อเรื่องในวันส่งท้ายปีทำให้ทั้งหมู่บ้านพากันวุ่นวายไปหมด อีกทั้งว่าที่ลูกเขยก็เป็นถึงซิ่วไฉไม่ใช่หรือไฉนถึงไม่ให้ซิ่วไฉผู้นั้นเขียนกลอนคู่ให้เล่า อ๋อ ลืมไปเสียสนิทว่าที่ลูกเขยผู้นี้ย้ายบ้านเข้าไปในอำเภอแล้วนี่ไม่แน่ว่าอาจจะไม่ชมชอบสตรีจากหมู่บ้านเล็กๆ แล้วก็เป็นได้’
“พวกเจ้าพูดจาเหลวไหล เหวินไฉดีต่อเจ้าใหญ่ของพวกเราที่สุดยังให้เงินมาใช้…”เจียงซื่อถูกวาจาเหล่านี้ทำให้เดือดดาลยิ่งจึงพลั้งปากเผลอพูดเรื่องเงินออกมา
เจ้าใหญ่ที่เดิมทีซ่อนตัวอยู่ในห้องรีบวิ่งออกมาห้ามมารดาโดยพลัน “ท่านแม่ท่านพูดจาเหลวไหลอันใด ข้ากับพี่เหวินไฉยังไม่ได้แต่งงานกัน แล้วเขาจะให้เงินข้าใช้ได้อย่างไรเคยได้รับก็แต่เครื่องประดับเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น
“ผู้ใหญ่บ้าน ชาวบ้านทุกท่าน ข้าต้องขออภัยด้วยท่านปู่ท่านย่าของข้ารู้สึกเศร้าเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นอย่างมากอย่างไรเสียเจ้าหกก็เป็นหลานสาวของพวกท่าน แต่เมื่อมาถึงก็กลับลงไม้ลงมือ ไม่ยอมพูดจากันดีๆหากนางบอกว่ากลอนคู่เป็นของสกุลกู้ พวกเราก็จะเอาลงให้ ท่านปู่ท่านย่าไม่ทราบจริงๆว่ากลอนคู่เหล่านี้มาจากสกุลกู้ ตอนเช้าท่านย่าให้เงินท่านอาสะใภ้สี่ไป บอกให้นางไปซื้อกลอนคู่ที่หมู่บ้านข้างๆส่วนต้าเป่าและเสียวเป่ายังเด็กไม่รู้ความเห็นคนในหมู่บ้านไปหยิบกลอนคู่ที่บ้านสกุลกู้จึงนึกว่าสามารถหยิบได้ ก็เลยหยิบกลับมาความจริงเจ้าหกสามารถพูดจากันดีๆ ได้ หากนางไม่เป็นฝ่ายลงมือก่อนเรื่องคงไม่เข้าใจผิดกันไปใหญ่โตถึงเพียงนี้”
เจ้าใหญ่ช่างมีวาจาเป็นเลิศนัก กล่าวแค่สี่ห้าประโยคก็สามารถผลักความผิดทั้งหมดนี้ให้หลี่ซื่อได้แล้ว
หวางซื่อได้ยินเช่นนี้เอ่ยว่า “ใช่ ตอนเช้าข้าให้เงินหลี่ซื่อไปหลายอีแปะคิดไม่ถึงว่านางจะแอบเก็บเงินนั้นเอาไว้ แล้วกลับไปหยิบกลอนคู่ที่บ้านสกุลกู้มา”
หลี่ซื่อซึ่งหลบอยู่ในห้องได้ยินแม่สามีพูดจาสาดโคลนใส่มีหรือจะอยากแบกรับความผิดนี้หากรับไว้ไม่เพียงชื่อเสียงของนางที่จะถูกทำลาย แต่ยังหมายรวมไปถึงชื่อเสียงของน้องชายน้องสาวที่อยู่บ้านเดิมก็จะถูกทำลายไปด้วยต่อไปภายภาคหน้าหากมีบุตร ทุกคนก็จะชี้มาที่บุตรของนางแล้วกล่าวว่า ‘นั่นไงคือบุตรของหัวขโมย!’
“ข้าเปล่า ข้าไม่ได้แอบเก็บเงินเอาไว้เองหากไม่เชื่อลองมาค้นตัวข้าดูก็ได้!” หลี่ซื่อรีบวิ่งออกมาจากห้องครั้นชาวบ้านทุกคนได้เห็นหน้าตาที่บวมปูดก็พากันส่งเสียงร้องอย่างตกใจ
หญิงชาวบ้านผู้หนึ่งเอ่ยถาม “นี่เจ้าไปโดนอะไรมา”
เพื่อไม่ต้องแบกรับชื่อเสียงว่าเป็นขโมย หลี่ซื่อจึงร้องห่มร้องไห้พลางกล่าวว่า“ท่านแม่บอกให้ข้าไปหยิบกลอนคู่ที่บ้านสกุลกู้ พอนำกลับมาปรากฏว่าไม่พอติด จึงโดนท่านแม่บิดหูข้าเจ็บมากจนร้องไห้ออกมา ท่านพี่เลยตบตีข้า…”
ชาวบ้านทุกคนเพ่งมองที่หูของหลี่ซื่อ เห็นรอยช้ำเลือดอยู่จริงๆ
“นางหญิงสารเลว กล้าโกหกหรือ ข้าจะตีเจ้า!”แลเห็นหลี่ซื่อไม่ยอมรับความผิดนี้ไป หวางซื่อเลยมีน้ำโหขึ้นมาในพลัน รีบพุ่งเข้าไปชูมือขึ้นหมายจะตบตีสะใภ้
หลี่ซื่อยังคงร่ำไห้เอ่ยว่า “ท่านแม่ ท่านตีข้าให้ตายเถิดแต่อย่างไรข้าก็ไม่มีทางยอมรับ ข้าไม่ได้แอบเก็บเงินเอาไว้เอง เพราะท่านไม่ได้ให้เงินข้ามา!”
“ท่านอาสะใภ้สี่ พวกเราต่างเห็นว่าท่านย่าให้เงินท่านท่านอาสะใภ้สามก็เห็น ใช่หรือไม่เจ้าค่ะ” เจ้าใหญ่หันไปกล่าวถามจางซื่อ