ใต้เงาจันทราแห่งเผ่ามาร

    ตอนที่ 49 ตงฟางหลุดออกมา

    “นับจากข้าติดตามเขามาบำเพ็ญเพียร ข้าไม่เคยเห็นประมุขตงหยางแสดงท่าทางหนักใจเช่นนี้มาก่อน ต้องเกิดเรื่องใหญ่เป็นแน่” หมิงเยว่ทบทวนพร้อมมองเหล่าทหาร และผู้คนในเผ่าทยอยเดินเข้ามา ไม่นานนักเสียงอันเข้มแข็งของประมุขตงห­ยางก็พูดขึ้น


    “เวลานี้ ตงฟางได้หลุดออกจากพันธการของข้าแล้ว” สิ้นเสียงของตงหยาง ทุกคนในเผ่าต่างมองหน้ากันด้วยความตกใจรวมถึงหมิงเยว่และจางซินที่ยืนอยู่


    “ข้าขอให้พวกเจ้าทุกคนช่วยกันกั้นเขตอาคม คุ้มกันตำหนักต่าง ๆ ไว้ให้ดี ข้าจะรีบไปรายงานเรื่องนี้กับเผ่าเทพ เสร็จแล้วจะรีบมาคุ้มกัน” สิ้นคำพูดของประมุขตงหยาง ทั้งจางซินและหมิงเยว่หันมองหน้ากัน ก่อนจางซินจะรีบก้าวเท้าเข้าไปหาตงหยางด้วยความอยากรู้


    “เหตุใดตงฟางจึงหลุดมาได้ เท่าที่ประเมินสถานการณ์คราวก่อน ราชันจางเหว่ยคาดว่าตงฟางจะติดอยู่ในนั้นอีกหลายพันปี มีเวลามากพอที่หมิงเยว่จะฝึกพลังวิญญาณ” จางซิ­นถามด้วยความกังวล ก่อนตงหยางจะเลื่อนสายตาไปยังหมิงเยว่ พลันพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ


    “ตอนนี้เจ้าฝึกพลังวิญญาณไม่ทันแล้ว ข้าจะให้คนพาเจ้ากลับเผ่าวิหค อยู่ที่นั่นบิดาของเจ้าจะคุ้มครองเจ้าอย่างดี หากเจ้าอยู่ในเผ่ามาร เจ้าจะไม่ปลอดภัย” พูดจบ ตงหยางก็ใช้พลังวิญญาณหายลับไป ท่ามกลางเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่กำลังเกิดขึ้น


    หมิงเยว่หันมองไปยังเบื้องหน้า จากแสงสีส้มแปรเปลี่ยนเป็นมวลเมฆสีดำทมิฬ ล่องลอยอยู่เหนือภูเขาลูกใหญ่ และนั่นทำให้คนในเผ่าร่วมใจกันใช้พลังวิญญาณปกป้องตำหนักต่าง ๆ ไว้ หมิงเยว่และจางซินเห็นดังนั้น จึงตัดสินใจใช้พลังวิญญาณช่วยเผ่ามารอีกแรง


    “ธิดาหมิงเยว่ขอรับ ข้ารับมอบหมายจากประมุขตงหยางให้พาท่านกลับเผ่าวิหค เวลานี้ยังหนีทัน ทว่าหากช้ากว่านี้ข้าเกรงว่าจะพวกท่านออกจากเผ่ามารมิได้” ชายหนุ่มเข้ามาน้อมกายเชิญให้หญิงสาวทั้งสองออกจากเผ่ามารตามคำสั่ง ก่อนหมิงเยว่จะส่ายศีรษะปฏิเสธ


    “ข้าจะหนีเอาตัวรอดได้อย่างไร ข้ามีฐานะเป็นถึงธิดาเผ่าวิหค บิดาของข้าเป็นผู้กล้าที่ใคร ๆ ต่างพากันเคารพ ด้วยตำแหน่งของข้า จะไม่มีวันหนีเอาตัวรอดอย่างเด็ดขาด” นางพูดพลางหันไปใช้พลังวิญญาณอันน้อยนิดช่วยคนในเผ่าสร้างเขตอาคม ขวางกั้นตงฟางไว้ไม่ให้เข้ามาทำลายได้ ทว่าไม่นานนักพลังวิญญาณมหาศาลจากด้านนอกก็ซัดเข้าใส่แดนอาคม


    เสียงหัวเราะของตงฟาง ฝ่าแดนอาคมเข้ามายังตำหนักไท่จูอย่างง่ายดาย พร้อมพลังวิญญาณอันมหาศาลของเขาทำให้ทุกคนในที่นั้นกระเด็นออกไปคนละทิศละทาง รวมถึงหมิงเยว่และจางซินด้วยเช่นกัน


    “เทพธิดาจางซินท่านเป็นอะไรหรือไม่” หมิงเยว่รีบลุกขึ้นแล้วเข้าไปประคองจางซินด้วยความเป็นห่วง ท่ามกลางสายตาของหมิงเยว่ทอดมองไปยังชายหนุ่ม ที่มีหน้าตาเหมือนกับตงห­ยางไม่ผิด เขาค่อย ๆ ก้าวเดินไปยังบัลลังก์แล้วหัวเราะลั่นออกมา พร้อมกวาดสายตามองมายังทุกคนในบริเวณนั้น


    “ข้าเป็นอิสระแล้ว ข้าจะทวงทุกอย่างคืน ทุกสรรพชีวิตต้องอยู่ในเงื้อมมือของข้า ตอนนี้พวกเจ้ายังมีเวลาคิดใหม่ หากพวกเจ้าร่วมมือกับข้า ข้าจะทำให้เผ่ามารของเราอยู่เหนือทุกเผ่าในใต้หล้า” ก่อนศาสตราวุธจากเหล่าทหารพุ่งตรงเข้าใส่ตงฟาง ทว่าพลังวิญญาณอันกล้าแข็งทำให้ศาสตราวุธเหล่านั้นแหลกสลายกลายเป็นผงในพริบตา สร้างความตกตะลึงให้กับเหล่าทหารกล้าที่ทำได้เพียงยืนนิ่ง มองดูฝุ่นผงลอยไปในอากาศ

    ก่อนแสงวูบจากพลังวิญญาณของตงหยางจะพุ่งเข้าใส่ ทำให้ทั้งสองเข้าต่อสู้กันอย่างไม่มีใครยอม หมิงเยว่ยืนมองการต่อสู้ด้วยพลังมหาศาลอย่างความกังวลใจ หลายครั้งที่ตงหยางพลาดพลั้งโดนพลังวิญญาณของตงฟางพุ่งใส่ สลับสับเปลี่ยนแพ้ชนะ ทว่าชั่วอึดใจเสียงอันคุ้นหูก็ดังขึ้นเป็นคำสั่ง


    “ตงฟางหยุดเดี๋ยวนี้” เสียงของไป่เอ๋อตะโกนบอก ทำให้ตงฟางเสียสมาธิเผลอมองกลับมา แล้วพลาดโดนพลังวิญญาณของตงหยางเข้าเล่นงาน ทำให้เขาทั้งสองตกลงกระทบพื้นอย่างแรง เป็นจังหวะให้หมิงเยว่วิ่งเข้าไปประคองร่างของตงหยางออกมาพร้อมกับอาการบาดเจ็บสาหัสไม่ต่างกัน


    “หมิงเยว่ เหตุใดเจ้ายังไม่กลับเผ่าวิหค ที่นี่อันตรายเกินไป” เขาพูดอย่างคนอ่อนแรง พร้อมน้ำตาของหมิงเยว่ไหลพรากพลางส่ายศีรษะไปมาปฏิเสธ ภาพของประมุขตงหยางที่เคยงดงามสง่า เวลานี้ทั่วทั้งร่างกายเต็มไปด้วยบาดแผล หมิงเยว่ปาดน้ำตาแล้วพูดขึ้น


    “ในขณะที่ท่านแลกชีวิตเพื่อปกป้องสรรพสัตว์ ข้าจะหนีเอาตัวรอดได้อย่างไร”


    “เจ้าเด็กโง่ รู้หรือไม่ว่าเวลานี้ตงฟางมีพลังวิญญาณมากมายเพียงใด ข้ามิอาจต่อกรเพื่อปกป้องเจ้าได้ รีบหนีไปจากที่นี่ซะ” เขาพูดพร้อมกระอักเลือดออกมา หญิงสาวรีบเช็ดเลือดที่ขอบปากของเขา แล้วยืนยันด้วยน้ำเสียงหนักแน่น


    “ข้าไม่ไป” หลังจากนางปฏิเสธ จึงเบี่ยงตัวออกเตรียมใช้พลังวิญญาณของตัวเองเข้าปกป้องเขา ก่อนนางจะชะงักนิ่ง เมื่อเห็นไป่เอ๋อเดินเข้าไปหาตงฟางแล้วพูดขึ้น


    “ที่แท้พลังวิญญาณขั้นเจ็ดของท่าน ยังหลอมรวมไม่สมบูรณ์หรอกเหรอ” สิ้นเสียงของไป่เอ๋อ ราชันจางเหว่ย ประมุขเผ่าต่าง ๆ ก็วูบเข้ามาตั้งท่าพร้อมรับมือ


    “เช่นนั้น หากพวกเราทั้งหมดร่วมมือกัน เจ้าก็แพ้ราบคาบเช่นเดิม” เมื่อเห็นดังนั้น ตงฟางจึงรีบใช้พลังวิญญาณหอบเอาร่างของไป่เอ๋อหายลับไปในทันที ท่ามกลางสายตาทุกคนที่ตกตะลึงอยู่


    “มันหนีไปแล้ว” ราชันจางเหว่ยพูดขึ้น ก่อนจะรีบหันมาช่วยกันประคองร่างของประมุขตงหยาง พากันไปยังเผ่าเทพทันทีเพื่อทำการรักษา

    บนเผ่าเทพอันกว้างใหญ่ เวลานี้ประมุขตงหยางพักรักษาตัวในตำหนักของราชันจางเหว่ย พร้อมเทพโอสถให้การรักษาอย่างเร่งรีบ ท่ามกลางความเป็นห่วงของหมิงเยว่ที่เดินวนไปมาอยู่ด้านนอก ก่อนเสียงฝีเท้าของเทพฉางจือจะก้าวเข้ามาแล้วพูดขึ้น


    “หลังจากข้าได้ข่าวว่าจอมมารตงฟางหลุดออกจากพันธนาการแล้ว ข้ารู้สึกกังวลใจอย่างมาก เมื่อเห็นว่าท่านปลอดภัยดีข้าก็คลายความกังวลได้บ้าง” หมิงเยว่หันไปยังเทพฉางจือ แล้วโผเข้ากอดเขาด้วยความรู้สึกสับสนอย่างถึงที่สุด เทพฉางจือที่หวั่นไหวต่อนางอยู่ก่อนแล้ว ได้แต่นิ่งอึ้งปล่อยให้อีกฝ่ายโอบกอดโดยไม่ขัดขืน


    “ข้าไม่ดีเอง ข้าไม่เอาไหนเอง ที่ใช้เวลาฝึกพลังวิญญาณนานแค่ไหน ก็ไม่ก้าวหน้า ข้าไม่สามารถช่วยประมุขตงหยางได้เลย ทุกอย่างเป็นความผิดของข้าเอง” หมิงเยว่ร้องไห้ออกมาด้วยความอัดอั้น ก่อนฉางจือจะค่อย ๆ ยกมือลูบศีรษะนางอย่างถนอม แล้วพูดปลอบ


    “ไม่ใช่ความผิดของท่านหรอก พวกเราทำเต็มที่แล้วต่างหาก” หมิงเยว่ส่ายศีรษะ


    “แม้ตอนนี้พลังวิญญาณของตงฟางจะหลอมรวมไม่สมบูรณ์ แต่ข้าเชื่อว่าอีกไม่นาน เขาจะสำเร็จพลังวิญญาณขั้นเจ็ด ถึงตอนนั้น เขาต้องกลับมาเอาชีวิตประมุขตงหยางเป็นแน่” เทพฉางจือรับรู้ถึงความเป็นห่วงที่หมิงเยว่มีให้กับประมุขตงหยาง เขาจึงปล่อยยิ้มอ่อน

    คล้ายกับเรื่องใต้เงาจันทราแห่งเผ่ามาร ที่คุณอ่าน