อันเยว่ยอดฮูหยิน

    ตอนที่ 31 หนึ่งร้อยตำลึงเงินต่อหนึ่งหลัง

    “เคลิ้มอะไร เย็นนี้เจ้าอยากกินอะไร? สั่งได้ตามสบาย เจ้าอยากกินอะไรข้าจะทำให้” 


    รอยยิ้มของอันเยว่เจิดจรัสอย่างยิ่ง นางจับมือซูจือฉือแล้วบีบเบา ๆ ยามนี้ระหว่างพวกเขาถือได้ว่ามีความคืบหน้าพอสมควร


    โชคดีที่ซูจือฉือไม่หลบ และเป็นฝ่ายมองอันเยว่อยู่อย่างนั้น “หม้อไฟเมื่อคราวก่อนรสชาติไม่เลว” 


    เมื่อคราวก่อนเพื่อจะได้กินหม้อไฟ กล่าวได้ว่าอันเยว่ใช้เวลาเตรียมวัตถุดิบทั้งหมดกว่าสองชั่วยาม เหล้าขาวจับคู่กับหม้อไฟเป็นอะไรที่ถึงอกถึงใจยิ่งนัก 


    “ได้ จือฉือของเราอยากกินอะไรก็จะได้กินสิ่งนั้น”


    แม้อันเยว่จะขมขื่นในใจ เกรงว่าคราวนี้ต้องใช้เวลาตระเตรียมของพอสมควรอีกครั้ง แต่เพื่อเอาใจซูจือฉือ แม้ต้องใช้เวลานานแล้วจะอย่างไรเล่า


    โชคดีที่ยังมีซอสน้ำมันงาที่เหลือจากคราวก่อน แค่ตระเตรียมพวกเนื้อกับผักก็ได้แล้ว


    ตอนเย็น สมาชิกทั้งห้ามานั่งล้อมหม้อ อันเยว่มองรอยยิ้มบนใบหน้าของบรรดาบุรุษแล้วรู้สึกราวกับว่าพวกเขามีแผนการบางอย่างในใจ


    นี่ก็คือแผนการร้าย!


    “ข้าเห็นว่าทุกคนอาศัยอยู่ที่บ้านหลังนี้อย่างสบายใจ เช่นนั้นเราจะไม่ย้ายบ้านชั่วคราว และพอดีว่าบ้านหลังนี้มีแปลงปลูกดอกไม้ ซึ่งเหมาะแก่การเพาะปลูกพืชบางอย่าง”


    อันเยว่พูดขณะใส่เนื้อลงหม้อ นางไม่ได้เงยหน้ามองพวกผู้ชาย ยิ่งกว่านั้นคือนางไม่กล้ามองพวกเขา


    สภาพความเป็นอยู่ของที่นี่แย่จริง ๆ หากอยู่ต่อไปก็จะขัดต่อคำพูดที่นางเคยลั่นวาจาไว้ในตอนแรก


    เพียงแต่ก่อนหน้านี้อันเยว่เคยรับปากซูจือฉือว่าจะทำให้เขามีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ยามนี้กลับพูดอีกอย่าง มันช่างน่าอายยิ่งนัก


    “ตราบใดที่เจ้าไม่รังเกียจที่จะอยู่ในกระท่อมโทรม ๆ นั่น เราก็ไม่รู้สึกอะไร”


    เซียวสิงเยี่ยนไม่ไว้หน้าอันเยว่เลยสักนิด เขากลับเอ่ยออกมาอย่างสบาย ๆ เสียด้วยซ้ำ


    ในบ้านปัจจุบันของตระกูลอัน มีกำแพงทรุดโทรมกับเรือนที่ดูยังพอใช้ได้สองสามหลัง และกระท่อมที่ใช้ไม่ได้อีกสองสามหลัง 


    อันเยว่ถอนหายใจอย่างจนปัญญา หากอาศัยอยู่ในบ้านโทรม ๆ เช่นนี้ไปตลอด ก็เห็นจะลำบากใจมากจริง ๆ


    “เราคุยกันไม่ได้เลยหรือ เช่น เหลือให้ข้าหนึ่งหลัง จากนั้นเราก็จัดเก็บกระท่อมและซ่อมแซมมันใหม่?”


    “เหลือให้เจ้าหนึ่งหลัง? เจ้าอยากได้หลังไหนล่ะ?”


    ไม่สนใจว่าใครเป็นคนเอ่ย อันเยว่แค่หัวเราะคิกคักแล้วมองไปยังหยูยวน “อันที่จริงก็ไม่เลวหากจะย้ายห้องยาของเจ้าไปไว้ที่ห้องปีก ข้าจะได้ช่วยทำความสะอาดให้เจ้าด้วย แบบนี้ข้าก็สามารถพักผ่อนได้เต็มที่เช่นกัน ทั้งยัง…”


    “ดูเหมือนว่าเจ้าจะไม่รู้สถานะของตัวเองเท่าไร?”


    หยูยวนเอ่ยขึ้นช้า ๆ พร้อมเผยสีหน้ายิ้มแย้มให้เห็น จากนั้นเอ่ยต่อ “เจ้าคงไม่ลืมว่าเมื่อตอนที่เจ้าขโมยข้าวของในบ้านตระกูลอันไปจนหมด ข้าเป็นคนควักเงินออกมาซื้อบ้านหลังนี้ ข้าให้เจ้าอยู่ที่นี่และแบ่งห้องปีกให้เจ้าหนึ่งหลังก็ดีมากแล้ว หรือเจ้ายังได้คืบจะเอาศอก ต้องการแตะต้องห้องยาของข้าอีก?”


    อันเยว่หน้าแดงก่ำทันที แค่เรื่องในวันนี้ก็ทำให้คนมึนศีรษะแล้วจริง ๆ


    อันที่จริงบ้านหลังนี้ไม่ใช่ของอันเยว่ กล่าวว่าเป็นของตระกูลอัน แต่นั่นเป็นแค่เพราะเจ้าบ้านหลังนี้สกุลอัน


    เป็นเรื่องยากจริง ๆ ที่จะเอ่ยปากออกไป กับการที่ต้องการห้องสักหลัง แต่นางทนไม่ไหวแล้วจริง ๆ กับการอาศัยอยู่ที่ห้องปีก ห้องที่มืดและอับชื้นเช่นนั้นจะให้นางนอนหลับสบายได้อย่างไร


    “ถึงอย่างไรข้าก็เป็นภรรยาของพวกเจ้า การที่พวกเจ้าสามารถอาศัยอยู่ที่ฮวาตูได้อย่างปลอดภัยก็เป็นคุณงามความดีของข้าไม่มากก็น้อยถูกต้องไหม?”


    “ฉะนั้น เราถึงให้เจ้าอาศัยอยู่ที่นี่อย่างไรล่ะ”


    หยูยวนเอ่ยคำพูดนี้อย่างสงบ ดวงตาของเขาเบิกขึ้นเล็กน้อยและมองนางอย่างเย้าหยอก


    นางถอนหายใจเบา ๆ เหตุผลยังเหมือนเดิม แต่ในเมื่อเขาเอ่ยปากแล้วก็หมายความว่า การปรึกษาหารือในเรื่องนี้ยังมีโอกาส


    “เอาอย่างนี้ เจ้าบอกราคามา”


    “หนึ่งร้อยตำลึงเงิน”


    พออ้าปากได้ก็ต้องการหนึ่งร้อยตำลึงเงิน เขาคิดว่าเงินปลิวมากับสายลมหรืออย่างไร?


    หยูยวนผู้นี้เห็นทุกเรื่องเป็นเงินจริง ๆ ไม่รู้ว่าชั่วชีวิตนี้ของเขายังมีความสนใจอื่นอีกไหม


    “เช่นนั้นจ่ายหนึ่งร้อยตำลึงเงินสำหรับหม้อไฟมื้อนี้ของข้าด้วยได้ไหมล่ะ?” 


    อันเยว่ต้องการดิ้นรนสักหน่อย แต่ใครจะรู้ว่าหยูยวนกลับวางตะเกียบลงในยามนี้แล้วหัวเราะทั้งอย่างนั้น “ข้าไม่กินก็ได้ และแน่นอนว่าข้าสามารถไล่เจ้าออกไปเดี๋ยวนี้ได้เช่นกัน”


    “เจ้า…”


    อันเยว่หยุดคำว่าเจ้าแล้วถอนหายใจอย่างจนปัญญา “หนึ่งร้อยตำลึงก็หนึ่งร้อยตำลึง ข้าซื้อขาด!”


    “ตกลงซื้อขาย ไปเอาตั๋วเงินมาสิ”


    อันเยว่หยิบตั๋วเงินออกมาจากในแขนเสื้อด้วยใบหน้าดำทะมึน กว่าตั๋วเงินจะมาอยู่ในมือก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ยามนี้ยังต้องจ่ายออกไปอีกครั้ง ไม่ว่าคิดอย่างไรก็รู้สึกว่าตัวเองเสียเปรียบ แต่เพื่อให้ได้ใกล้ชิดกับซูจือฉือที่นี่มากขึ้น ก็ไม่เป็นไรหากต้องจ่าย


    กว่าจะสร้างความสัมพันธ์ได้เล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย หากความสัมพันธ์เย็นชาลงเพราะระยะห่าง เช่นนั้นนางก็ทำไปโดยเสียแรงเปล่า


    อันเยว่หยิบตั๋วเงินออกมาจากในแขนเสื้อด้วยความยากลำบากแล้วส่งไปตรงหน้าหยูยวน แต่ทันทีที่มือของเขาวางลงบนตั๋วเงิน อันเยว่ก็รู้สึกเสียดายเล็กน้อยอีกหน เงินหนึ่งร้อยตำลึงหายากแค่ไหนรู้บ้างไหม


    “ไม่อยากอยู่แล้วหรือ?”


    “อยากสิ”


    อันเยว่รีบปล่อยมือ ที่นางถูกใจห้องยาก็เพราะห้องหลังนี้อยู่ใกล้กับซูจือฉือที่สุด


    หากในวันหน้าความสัมพันธ์ก่อตัวขึ้นจริง ๆ ก็กล่าวได้ว่าน้ำตาลใกล้มด


    หลังจากรับประทานอาหารเย็นเสร็จ อันเยว่ก็อยากเข้าไปจัดเก็บห้องยา แต่นางยังไม่ทันได้เข้าใกล้ก็ถูกหยูยวนขวางไว้เสียก่อน


    “ข้าจะจัดเก็บห้องยาเอง เจ้ารอก่อน”


    “ได้”


    อันเยว่รู้ว่าหยูยวนไม่ไว้ใจนาง นางจึงทำได้เพียงรออยู่ในลานกว้างหน้าเรือน ในห้องยาสว่างไปด้วยแสงเทียน กลับไม่มีวี่แววว่าจะจัดเก็บเสร็จในเร็ว ๆ นี้


    “แม้ห้องยาจะจัดเก็บเสร็จแล้ว แต่ก็ไม่สามารถเข้าพักได้ทันที กลิ่นยาข้างในแรงมาก ทางที่ดีเจ้าควรพักในห้องเดิมก่อนสักสองสามวัน”


    เสียงของซูจือฉือนุ่มนวลยิ่งนัก หนำซ้ำทุกถ้อยคำของเขาล้วนแสดงความเป็นห่วงนางทั้งสิ้น เพียงเท่านี้ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้อันเยว่อารมณ์ดี นางจึงรีบหันกลับไปมองคนข้างกาย


    “เจ้ากำลังเป็นห่วงข้าหรือ?”


    “เจ้าเป็นภรรยาข้า”


    น้ำเย็นหนึ่งกะละมังถูกสาดลงมา อันเยว่ยิ้มน้อย ๆ ก็ถือเป็นการหลีกเลี่ยงความเก้อกระดากได้แล้ว จากนั้นนางพูดกับซูจือฉือ “ถ้าเช่นนั้น เจ้าพาข้าไปส่งที่ห้อง”


    เมื่อซูจือฉือเข็นอันเยว่เข้าไปในห้อง นางชะงักไปทันทีเมื่อเห็นว่าภายในห้องสะอาดสะอ้าน


    เพื่อทำกำไรในช่วงสองสามวันนี้ นางไม่มีเวลาทำความสะอาดห้องพักเลย ไฉนภายในห้องถึงสะอาดเช่นนี้ได้ล่ะ?


    “เจ้าช่วยทำความสะอาดห้องให้ข้าหรือ?”


    “แค่เอาที่สะดวก”


    น้ำเสียงของซูจือฉือเลียนแบบมาจากหยูยวนไม่มีผิดเพี้ยน เขามีน้ำใจเช่นนี้ก็เพียงพอที่จะพิสูจน์แล้วว่าหัวใจของคนเติบโตมาจากก้อนเนื้อ แค่เป็นเช่นนี้ต่อไป ซูจือฉือจะต้องใจเต้นแน่ ๆ


    “จือฉือ ยามนี้เจ้าคงเชื่อข้าแล้วใช่ไหม?”


    “เชื่อว่าเจ้าสามารถเปลี่ยนไปในทางที่ดีได้หรือ? อืม ข้าเชื่อ”


    “ข้าหวังว่าเจ้าจะเชื่อว่าข้าสามารถให้อนาคตที่ดีกับเจ้าได้ และข้าอยากดูแลอนาคตของเจ้า เจ้าดูข้าตอนนี้สิ กำลังพัฒนาไปในทิศทางที่ดีแล้วถูกต้องไหม?”


    “ฮูหยิน ดึกแล้ว พักผ่อนเถอะ”


    ซูจือฉือจากไปหลังจากจบบทสนทนา สุดท้ายเขายังคงหลีกเลี่ยงคำพูดของอันเยว่


    อันเยว่ออกแรงลุกขึ้นยืนแล้วนอนลงบนเตียงของตัวเอง กลิ่นอายของแสงแดดโชยมา ซูจือฉือ จะจัดการเจ้าก็ขึ้นกับเวลาเท่านั้น! 



     

    คล้ายกับเรื่องอันเยว่ยอดฮูหยิน ที่คุณอ่าน