เยว่ชิงเลี่ยงการพบเจอกับพุทธองค์หลี่จิ้งหยาง หลังจากพลังิญญาาเ็เข้าขั้นปางตาย ทำให้ต้องหลบไปพักรักษาตัวอยู่พักใหญ่ ข่าวที่ว่าบิดาของเสวี่ยฉินจะเดินทางมาเยี่ยมพุทธองค์ แพร่กระจายไวยิ่งกว่าสายฝน ในยุทธภพต่างก็ลือกันไปต่างๆนาๆ บ้างก็ว่าพุทธองค์เปลี่ยนวิถีการดำเนินของวิหารระฟ้าให้เป็หนึ่งเดียวกับยุทธภพ บ้างก็ว่าพุทธองค์นั้นคงคิดขยายอำนาจของตนที่มีอยู่ให้กว้างมากขึ้น
เหล่าอารามน้อยใหญ่ต่างไม่เห็นด้วยกับการเข้ายุทธภพ สาวกขององค์พระสัมมาเพียง้าแสวงหาหนทางดับทุกข์ ไม่มีความจำเป็อื่นใดที่ต้องเข้า่ชิงกับจอมยุทธ์
“ใจคอจะไม่ออกไปยลโฉมของพุทธองค์บ้างเลยหรือ?”
“...”
“เสวี่ยซางมาถึงวิหารระฟ้า แบบนั้นเรียกว่าหยั่งเชิงพุทธองค์ได้หรือเปล่า? คิดว่าอย่างไรเยว่ชิง”
เ้าของชื่อยังคงใจลอยไม่รับรู้ถึงคำถามของจื่อหลิง ั์ตาสีชาทอดมองนกที่บินโฉบเฉี่ยวอยู่บนฟ้า “ไป๋เยว่ชิง!!”
“หา!”
เยว่ชิงสะดุ้งเล็กน้อย ตอบกลับด้วยความใ นี่เขาไม่ได้ยินแม้แต่เสียงเรียกของสหายด้วยซ้ำ
“บิดาของเสวี่ยฉินมาถึงวิหารระฟ้าด้วยตนเอง ข้าว่าสนุกแน่นอน”
“...” เยว่ชิงขมวดคิ้วมองจื่อหลิง สหายเขาดูแปลกตาไปเล็กน้อย จื่อหลิงในตอนนี้ดูกระหายใคร่รู้ในเื่ของสำนักเทียนฉีมาก
“นี่จื่อหลิง”
“หือ?”
“เ้าไม่ได้กำลังปกปิดอะไรอยู่ใช่ไหม?” จื่อหลิงชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะส่ายหน้าของตนเอง ใบหน้านั้นฉงนใจในคำถามของเยว่ชิงอย่างเห็นได้ชัด
“อะไรกันเยว่ชิง นี่เ้าคิดว่าข้าลอบทำเื่ไม่ดีลับหลังเ้าอย่างนั้นรึ!”
“ข้าไม่ได้พูดเช่นนั้นสักนิด”
“เหอะ! ข้าน่ะเป็ศิษย์ของวิหารระฟ้า อยู่ดูแลเ้ามาโดยตลอด ยังกล้ามาสงสัยข้าอีก” จื่อหลิงแสร้งเอ่ยคำพูดน้อยเนื้อต่ำใจออกมา เยว่ชิงส่ายหน้าพลางโบกมือให้พอ
“ออกไปเรียนได้แล้วเ้าทึ่ม”
อากาศด้านนอกไม่มีท่าทีว่าจะอุ่นขึ้นมา เยว่ชิงชอบมายืนให้ลมหนาวัักาย ใจก็เอาแต่ครุ่นคิดเื่ที่เสวี่ยซางจะมาเยือนวิหารระฟ้า สองพ่อลูกนั้นลองได้กัดแล้วก็คงไม่ปล่อย เยว่ชิงไม่อาจเข้าใจความเป็ไปของยุทธภพได้ทั้งหมด แต่เขาก็ไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่สำนักเทียนฉีกระทำ
เคล็ดวิชานั้นเป็อย่างไร? เหตุใดจึงต้องแก่งแย่งเพื่อให้ได้มันมา
“เยว่ชิง...”
“...”
“เื่วันก่อนนั้น –”
หลี่จิ้งหยางไม่มีสมาธิกับการสวดภาวนา จากที่เคยมีจิตตั้งมั่นก็กลายเป็กระวนกระวายใจ เยว่ชิงไม่รอฟังคำพูดที่กำลังเอ่ย สองเท้าก้าวออกไปในทันที ความเ็าของเยว่ชิงนั้นเรียกได้ว่าอยู่ในจุดสูงสุดของูเาน้ำแข็ง
พุทธองค์มองตามแผ่นหลังที่กำลังเดินจากไป เยว่ชิงาเ็จากการดูดกลืนพลังิญญาของซื่ออิง ทว่าวันนั้นเขากลับไม่ได้ใส่ใจเพราะเกรงว่าซื่ออิงจะไม่ยอมหยุด และมันกลายเป็การละเลยโดยไม่ได้ตั้งใจ
แม้ว่าจะเป็ฤดูหนาวเย็นจนจับขั้วหัวใจ ทว่าสายธารที่กำลังไหลลงจากหน้าผาสู่เบื้องล่างไม่เคยแข็งตัวหรือเหือดแห้ง มันเหมือนภาพวาดชั้นยอดโดยปรมาจารย์ผู้เชี่ยวชาญ เยว่ชิงยืนมองทิวทัศน์ที่งดงามนี้ เพื่อข่มความเ็ปที่อยู่ในจิต
เยว่ชิงก้าวไปยืนอยู่ริมหุบเหว สูงเสียดฟ้าเช่นนี้ตกลงไปคงไม่เหลือแม้แต่ร่างให้ฝัง
แต่ิญญาเช่นเขาก็อยากลองดูสักครั้ง อยากััความรู้สึกเมื่อร่วงหล่นลงไปด้านล่าง
เขาอยากหลีกหนีชะตากรรมน่าสังเวช เยว่ชิงไม่อยากติดอยู่กับความรู้สึกพวกนี้ บางครั้งเขาก็ดีใจที่ตัวเองตายไป แต่บางครั้งมันก็น่าแค้นใจที่เขาตายด้วยน้ำมือของคนที่ภักดี
เยว่ชิงรอวันที่์ลงทัณฑ์ตนเอง บาปมหันต์นั้นอีกไม่นานคงลากเขาลงอเวจี
ความสงสัยนั้นก่อตัวขึ้นไม่เว้นวัน ความจริงที่อยากรู้เหมือนโดนเก็บซ่อน เยว่ชิงที่คิดว่าตนเองนั้นสืบสาวเื่ราวมาเป็อย่างดี สุดท้ายก็กลับพบว่าเื่พวกนั้นมันก็แค่เศษเสี้ยว พุทธองค์หลี่จิ้งหยางนั้นซ่อนตัวตนหลังคำว่าสมณะ เป็นักบวชที่มีพลังอำนาจจนน่าหวั่นเกรง ภูมิหลังของเขาไม่อาจมีผู้ใดรู้ มีเพียงตำนานที่บอกว่าหลี่จิ้งหยางเปรียบดังเทพเลื่องชื่อ
“โอ๊ะ! ข้าไม่เคยเห็นวิวที่สวยเช่นนี้มาก่อนเลย”
“...!”
คนพูดเดินมายืนเคียงเยว่ชิงอยู่ริมปากเหว ดวงตาสีชาเบิกขึ้นด้วยความใ จนเขาเกือบพลัดตกลงไปด้านล่าง โชคยังดีที่คนผู้นั้นคว้าแขนเขาไว้เสียก่อน
“...ส..เสวี่ยฉิน!”
“ข้าจำเ้าได้แล้ว เ้านี่เองที่เคยไปนั่งโรงเตี๊ยมกับบัณฑิตที่คลั่งตำราผู้นั้น ใช่ไหม?” รอยยิ้มของเสวี่ยฉินถูกส่งให้เยว่ชิง มันเปรียบเหมือนน้ำหวานที่ปนเปื้อนยาพิษ
“...”
“ไม่เอาน่า เ้าอย่าทำเหมือนข้าเป็พวกความจำสั้นนักเลย”
“ท่านมาที่นี่ได้อย่างไร?”
เยว่ชิงปรับความตื่นใให้กายเป็ปกติ พลังดาราดับนั้นเยว่ชิงต้องกดมันเอาไว้สุดฤทธิ์ ป้องกันไม่ให้มันออกมาทักทายเสวี่ยฉินเหมือนเช่นคราวก่อน น่าเสียดายที่เขาดันทำลายแสงทองจากกายวัชระของพุทธองค์ไปเสียแล้ว
เสวี่ยฉินเองก็รับรู้ได้ถึงบางอย่างในตัวของคนผู้นี้ เขาเลิกคิ้วมองใบหน้าเนียนผ่องได้รูป ริมฝีปากเล็กจิ้มลิ้มอมชมพู บุรุษเพศที่อยู่เบื้องหน้าเขานั้นนับได้ว่างดงามไม่ต่างจากภาพวาด
“ข้าก็เดินมาเรื่อย พบเจอที่นี่โดยบังเอิญ”
สิ่งที่น่าเป็กังวลคือเนตรจักรดาราของเสวี่ยฉิน เยว่ชิงเกรงว่าความลับที่ซ่อนไว้จะแตกเสียก่อน
“เช่นนั้นก็ตามสบาย”
“เดี๋ยว!”
สมกับเป็จอมยุทธ์เบอร์หนึ่ง เมื่อสงสัยแล้วก็จะไม่ยอมปล่อยผ่าน เสวี่ยฉินเอ่ยรั้งคนที่กำลังจะเดินจากไป อย่างไรวันนี้เขาก็ต้องทำความรู้จักและถามเื่บัณฑิตผู้นั้น เขาคว้าข้อมือของเยว่ชิงเอาไว้แน่น เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ยอมหยุดตามที่เขาเรียก
“ปล่อยข้านะ!”
“เ้า! เ้ามีมนต์ดำอย่างนั้นหรือ?”
เพราะความใทำให้ห้วงจิตมืดเผลอปล่อยกลิ่นไอออกมา เสวี่ยฉินคาดคั้นอีกฝ่ายอย่างไม่ลดละ เหตุใดในตัวของคนผู้นี้จึงเต็มไปด้วยมนต์ดำ ร่างกายหรือก็แปลกประหลาดมาก ทั้งที่ใช่เนตรจักรดาราตรวจสอบแล้วก็ไม่พบสิ่งใดผิดปกติ
“มนต์ดำอะไรของท่าน! ปล่อยข้านะเสวี่ยฉิน ท่านเป็ถึงเ้าสำนักเทียนฉี เหตุใดจึงมาฉุดกระชากลากถูกันเช่นนี้”
“เ้าอย่าเฉไฉ! บอกความจริงกับข้า มิเช่นนั้นข้าจะเปิดปากเ้าด้วยวิธีของข้าเอง” แววตาของเสวี่ยฉินวาวโรจน์ เขาไม่ได้ล้อเล่นในคำพูดนั้น กายิญญานี้จะให้ผู้ใดล่วงรู้ไม่ได้เด็ดขาด เยว่ชิงสบสายตาของเสวี่ยฉิน เขายกยิ้มมุมปากเป็เชิงท้าทายคำพูด
“เอาเลยสิ! เ้าสำนักป่าเถื่อนเช่นนี้ อยากทำอะไรก็ทำ”
“เ้า!!”
“เหมือนว่าเ้าสำนักเทียนฉีจะว่างมาก ถึงได้มายุ่งอยู่กับศิษย์ของอาตมา” พุทธองค์หลี่จิ้งหยางปรากฏตัวขึ้นท่ามกลางทั้งสองที่ยื้อยุดฉุดกันอยู่ ั์ตาสีอำพันเย็นเยือก ถ้อยคำที่เอ่ยมานั้นแฝงไปด้วยอารมณ์บางอย่าง
“คนผู้นี้น่ะหรือ ศิษย์ของพุทธองค์?” เสวี่ยฉินเอ่ยถามเสียงแข็ง
“อืม”
“เช่นนั้นท่านก็ต้องตอบข้า ว่าเหตุใดศิษย์ของท่านถึงมีมนต์ดำ” หลี่จิ้งหยางไม่ได้มีท่าทีหวั่นเกรงแต่อย่างใด ส่วนเยว่ชิงนั้นได้แต่กรอกตามองบนอย่างเบื่อหน่าย เขาเบื่อเสวี่ยฉินนี่จนจะเป็บ้าอยู่แล้ว
“มนต์ดำแบบไหนกัน? อาตมาคิดว่าเ้าสำนักคงกำลังเข้าใจผิด”
“หือ!”
“เนตรจักรดาราของเ้าสำนักนั้น ตรวจสอบไม่พบหรืออย่างไร? จึงกล่าวอ้างว่าศิษย์ของอาตมามีมนต์ดำ”
“อย่าบอกว่าเป็ลูกเล่นของพุทธองค์! ท่านจงใจปกปิดตัวตนของคนผู้นี้อยู่สินะ”
“อาตมาไม่ใช่ผู้วิเศษ เนตรจักรดาราก็เป็พลัง์ อย่างอาตมาจะไปเหนือกว่า์ได้อย่างไรกัน เ้าสำนักควรกลับไปได้แล้ว ที่นี่หนาวเย็นและอันตรายนัก” หลี่จิ้งหยางปรายสายตามาทางเยว่ชิงก่อนจะเดินกลับวิหารระฟ้า ทิ้งเสวี่ยฉินที่ยืนสะกดอารมณ์อยู่ตรงนั้นเพียงลำพัง
สดับเพียรหมื่นภพชาติ