ตอนที่ 6 มโนธรรมของการค้าขาย
เมื่อรู้ว่าซาลาเปาทั้งหมด120 ลูกที่ขายได้ในวันนี้ทำเงินได้เท่าไหร่ ? จางกว่างฝูและเช่าหวาก็ถึงกับมึนงงขึ้นมาในทันที!และไม่มีทางที่พวกเขาทั้งสองคนจะปล่อยผ่านเื่นี้ไปได้อย่างแน่นอน
จางฉุ้ยเหลียนฉีกกระดาษแผ่นหนึ่งออกมาและเริ่มคิดคำนวณอย่างง่าย ๆ : “แป้งขาว1 ชั่ง ทำซาลาเปาได้ทั้งหมด 12 ลูก ต้นทุนแป้งซาลาเปา 1 ลูกเท่ากับ 3 หลี ไข่ 1ฟองเท่ากับ 3 เฟิน แป้งซาลาเปา 1 ชั่ง ใช้กุยช่าย 1 ชั่ง และไข่ไก่ 6 ฟองต้นทุนของซาลาเปากุยช่าย 1 ชั่ง เท่ากับ 2.2 เหมา ส่วนต้นทุนของซาลาเปา 1 ลูกก็เกือบ2 เฟิน ขาย 2.5 เฟิน ซาลาเปา 1 ลูกจะได้กำไรลูกละ 5 หลี ! ”
เมื่อสองสามีภรรยาจางได้ยินดังนี้พวกเขาทั้งสองคนต่างก็พากันส่ายหน้าในทันที : “ไม่ได้สิ ได้เงินน้อยเกินไป ไม่คุ้มค่าเหนื่อยเลย!” เมื่อขายของเสร็จแล้วหางที่ซ่อนไว้ก็โผล่ออกมาทันที
เื่ที่จางฉุ้ยเหลียนเบื่อหน่ายมากที่สุดก็คือพฤติกรรมที่ไม่ชอบทำงานแต่หวังรายได้มหาศาลของพ่อกับแม่ของตัวเองเธอทอดถอนหายใจออกมา : “ซาลาเปากุยช่ายไข่เป็ดทำเงินได้น้อยจริง ๆซาลาเปา 1 ลูกทำเงินได้ 5 หลี ส่วน 10 ลูกได้ 5 เฟิน และซาลาเปา 80 ลูก ก็ได้ 4 เหมา”
เมื่อคำนวนได้แบบนี้แล้วซาลาเปาไส้หมู 40 ลูกทำเงินได้ 1 หยวน 4 เหมา ซาลาเปาไส้มังสวิรัติ80 ลูกทำเงินได้ 4 เหมา 8 เฟิน บวกกับซาลาเปาไส้ผักอีก 4 เหมาวันนี้พวกเขาขายซาลาเปาได้ทั้งหมด 2 หยวน 2 เหมา และอีก 8 เฟิน
แต่ในเวลานี้เช่าหวากลับไม่มีความรู้สึกพึงพอใจแต่อย่างใดหล่อนจึงแผดเสียงแหลมพูดออกไปว่า : “มันต้องไม่ใช่แบบนี้สิ! นังเด็กบ้านี่เมื่อวานแกใช้ไข่ของฉันไปตั้ง 40 ฟอง แล้วทำไมฉันต้องขาดทุนไปตั้ง 1.2 หยวนด้วยล่ะ!แกต้องเอาเงิน 1.2 หยวนนั่นมาให้ฉัน! ”
จางฉุ้ยเหลียนขมวดคิ้ว: “แม่จะคิดแบบนี้ไม่ได้นะถึงแม้ว่าเมื่อวานจะขายไปได้เยอะ แต่ซาลาเปาที่พ่อกับแม่กินมันก็เงินเหมือนกัน!”
เช่าหวาไม่ฟังคำอธิบายของจางฉุ้ยเหลียนแต่อย่างใดหล่อนพูดออกไปว่า : “นังลูกไม่รักดี!ฉันเป็แม่แกนะ แล้วยิ่งไปกว่านั้นฉันก็ให้แกกินข้าวที่บ้านนี้มาตั้งหลายปีฉันก็ไม่เห็นจะเก็บเงินจากแกเลย ”
เช่าหวาดึงเงินจำนวน2 หยวน 2.8 เหมา ออกมาจากกองเงิน ส่วนเงินที่เหลือก็ถูกเก็บเอาไว้ในกล่องเก็บเงินส่วนกลางของบ้านก่อนที่หล่อนจะคลี่ยิ้มจนตาหยีแล้วพูดว่า : “เงิน 2 หยวน 2.8 เหมา นี่เป็กำไร ต้นทุนฉันใส่กลับไปแล้วหลังจากนี้ก็ใช้เงินนี้ขายซาลาเปาแล้วกันนะ!”
จางฉุ้ยเหลียนพูดเตือนขึ้นมา: “แม่เนื้อหมูนั่นหนูเป็คนไปซื้อมาเมื่อวาน เนื้อทั้งหมดนั่นหนูใช้เงินซื้อไป 1.4 หยวนเลยนะแม่ต้องให้เงินหนูสิ ในทุนนั่นมันมีเงินของหนูรวมอยู่ด้วย!”
เช่าหวากลอกตาไปมา: “แกคิดให้ฉันชัดเจนดีแล้วไม่ใช่เหรอ? เมื่อวานก็พูดกันแล้วว่าแกจะใช้ไข่ของฉันในราคา1.2 หยวน ถือซะว่าคืนกำไรให้ฉันก็แล้วกัน ซาลาเปาวันนี้ก็ใช้เงินของฉันทำแล้วแกยังจะมีปัญหาอะไรอีกห๊ะ!”
จางฉุ้ยเหลียนถลึงตาใส่เช่าหวา: “หนูเหนื่อยมาั้แ่เมื่อวานจนมาถึงวันนี้แต่หนูได้เงินแค่ 2 เหมา ? แล้วยังต้องทำซาลาเปาให้พ่อกับแม่กินฟรี ๆตั้งมื้อหนึ่งอีกอย่างนั้นหรือ ? ”
ในที่สุดเช่าหวาก็ทนไม่ไหวหล่อนจึงยื่นมือออกไปตบหน้าของจางฉุ้ยเหลียน และพูดออกมาว่า : “ทำไมแกถึงพูดกับแม่ของแกแบบนี้ ? ไม่ละอายแก่ใจบ้างเลยรึไงฉันให้ข้าวให้น้ำแกกินแล้วยังดูแลตอนที่แกป่วยอีก แกยังไม่รู้จักสำนึกอีกหรือ ? ”
จางฉุ้ยเหลียนจับหน้าตัวเองจากนั้นก็คลี่ยิ้มเศร้า ๆ ออกมาแล้วพูดว่า : “แม่นี่เหมือนดั่งคำที่ว่า เสร็จงานฆ่าโคถึก เสร็จศึกฆ่าขุนพลเลยนะ ? ”
เมื่อจางกว่างฝูเห็นสองแม่ลูกกำลังทะเลาะกันใหญ่โตเขาก็เริ่มพูดโน้มน้าวใจเช่าหวาออกไปว่า : “พอได้แล้วถ้าไม่ใช่เพราะฉุ้ยเหลียนเอ๋อ ก็ไม่รู้ว่าพวกเราจะขายซาลาเปาได้เงินมากมายขนาดนี้ไหมเธอก็คืนเงินให้ลูกไปเถอะ !”
เช่าหวาถลึงตาพร้อมกับกัดฟันกรอดก่อนจะพูดว่า : “จะเอาให้มันทำไม! ไฟก็ของฉัน ฟืนก็ของฉันแล้วยังใช้เกลือของฉันอีก ทำไมไม่ให้เงินฉันล่ะ !คุณช่วยหยุดทำตัวเป็คนดีหน่อยได้ไหม ไสหัวออกไปเลยไป !”
จางฉุ้ยเหลียนไม่ได้ทำอาหารเย็นแต่อย่างใดเธอกลับห้องไปนอนร้องไห้อยู่บนเตียง เธอไม่เข้าใจเลยจริง ๆ ว่าทำไมหลายปีที่ผ่านมานี้เธอถึงได้โง่ขนาดนี้ ทำไมเธอจะไม่เห็นล่ะว่า พวกเขาทำกับเธอเหมือนกับเธอไม่ใช่คนในครอบครัวแบบนี้มาโดยตลอด
่เวลาอาหารเย็นจางกว่างฝูได้พูดกับภรรยาตัวเองด้วยน้ำเสียงเบา ๆ ว่า : “เธอเหลือข้าวไว้ในครัวแล้วใช่ไหม ? ”
เช่าหวารู้อยู่แก่ใจดีกว่าสามีของหล่อนนั้นกำลัง้าที่จะพูดอะไรหล่อนจึงตั้งใจพูดเสียงดังออกไปว่า : “ไม่มีข้าวเหลืออยู่ในครัวแล้วคุณจะเหลือไว้ให้ใครกินล่ะ? ฉันทำงานมาทั้งวันเหนื่อยแทบขาดใจยังต้องมานั่งปรนนิบัติรับใช้ทำกับข้าวให้คนในบ้านอีกอย่างนั้นหรือ”
จางกว่างฝูพูดออกมาเบาๆ ด้วยความร้อนใจ : “ทำไมเธอถึงพูดแบบนี้ล่ะจางฉุ้ยเหลียนจะไม่อึดอัดใจแย่เหรอ เธอเป็แม่ของหล่อนก็จริง แต่เธอก็ไม่มีสิทธิ์ไปรังแกหล่อนแบบนี้นะ! ”
เช่าหวาโยนตะเกียบลงไปบนโต๊ะจากนั้นก็หันหน้ากลับไปะโใส่อีกฝ่ายเสียงดังจนะเืลั่นห้อง : “ทำไมฉันถึงได้ซวยซ้ำซวยซ้อนทุกวันแบบนี้นะทำเงินได้เท่าเศษขี้เล็บก็คิดว่าตัวเองเก่งมากนักรึไงเอาไข่ของฉันไปแล้วไม่ให้เงิน คุณยังคิดว่าสมเหตุสมผลอยู่อีกหรือ ประสาท! งั้นหลังจากนี้บ้านที่คุณอยู่ ข้าวที่คุณกินก็ต้องให้เงินฉันหมดเลยสิฉันไม่สนหรอกนะว่าคุณจะเป็จะตายยังไง ตอนนั้นฉันน่าจะเอาโถฉี่กรอกปากคุณให้มันรู้แล้วรู้รอดไปเลยจริงๆ !”
จางฉุ้ยเหลียนได้ยินประโยคเหล่านี้มาั้แ่เด็กจนโตเธอต้องแอบมานอนร้องไห้ทุกครั้งเมื่อไม่ได้รับความเป็ธรรม เธอไม่เข้าใจว่าทำไมพ่อกับแม่ถึงไม่ชอบเธอ แต่ถ้าพวกเขาไม่ชอบเธอจริง ๆ แล้วทำไมพวกเขาถึงต้องพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อไปรับตัวเธอกลับมาจากพ่อแม่บุญธรรมด้วยล่ะ
เมื่อก่อนเธออยากกลับไปหาพ่อแม่บุญธรรมมากแต่เมื่อตัวเองกลับมาอยู่ที่บ้านแล้ว จะกลับไปอีกได้ยังไงถ้าพ่อบุญธรรมไม่้าเธอ และแม่ผู้ให้กำเนิดไม่้าเธออีกแล้วล่ะ เธอจะไปอยู่ที่ไหน
เพราะเช่าหวาเข้าใจจิตใจของเธอดีดังนั้นหล่อนจึงได้รังแกและทรมานเธอซ้ำแล้วซ้ำเล่าอยู่แบบนี้
ตอนนี้จางฉุ้ยเหลียนทำได้เพียงแค่ทำยังไงก็ได้ให้ตัวเองรอดภายใน1 เดือนนี้ หลังจากที่ได้รับหนังสือแจ้งจากทางมหาวิทยาลัยแล้วเธอจะไปจากบ้านหลังนี้ อาศัยเงินที่ตัวเองตรากตรำทำงานมาเลี้ยงดูตัวเองเมื่อเรียนจบเธอก็จะไปอยู่ที่อื่นคนเดียว จากนั้นก็ค่อยแต่งงานกับกู้จื้อเฉิงทุกอย่างก็จะเป็เหมือนดั่งคำที่ว่าน้ำมาค่อยเกิดเมื่อมีเงื่อนไขที่ดีทุกอย่างก็จะบรรลุผลสำเร็จ ทุกอย่างก็จะดำเนินไปตามเหตุผลอันสมควรของมัน
กลางดึกจางฉุ้ยเหลียนรู้สึกหิวจนต้องลุกขึ้นมาจากเตียงเธอแอบย่องเข้าไปในห้องครัว ซึ่งก็เป็อย่างที่เช่าหวาพูดไว้จริง ๆ หล่อนไม่ได้เหลือข้าวไว้ให้เธอแม้แต่มันฝรั่งที่เธอนึ่งไว้ก่อนหน้านั้นก็กินจนหมดไม่มีเหลือ
จางฉุ้ยเหลียนกลับไปบนเตียงจากนั้นก็นั่งทอดมองออกไปข้างนอกหน้าต่างภายใต้แสงจันทร์สีนวล เธอรู้สึกคิดถึงกู้จื้อเฉิงที่ไม่รู้ว่าชีวิตของเขาตอนนี้เป็อย่างไรบ้างอีกทั้งยังคิดถึงพ่อและแม่บุญธรรมของเธอด้วยเช่นกัน
เช้าตรู่วันที่สองเช่าหวาลุกขึ้นจากที่นอนตอนเวลาประมาณ 04.00 น. หล่อนออกไปเก็บผักกาดขาวสองสามต้นมาจากแปลงผักครั้งนี้ไม่มีทั้งกุยช่าย ไม่มีทั้งไข่เป็ด หล่อนจึงนึ่งได้แค่ซาลาเปาไส้มังสวิรัติเพียงเท่านั้น
แต่เพราะหล่อนทะเลาะกับจางฉุ้ยเหลียนเมื่อคืนตอนที่หล่อนออกไปซื้อเนื้อ หล่อนจึงได้รู้ว่าเนื้อหมูนั้นมีราคาแพงมาก หล่อนจึงซื้อเนื้อหมูมาแค่1 ชั่งเท่านั้น
หลังจากที่ใส่ไส้ซาลาเปาเสร็จแล้วเช่าหวาที่พบว่าจางฉุ้ยเหลียนยังไม่ตื่น หล่อนจึงะโเสียงดังลั่นบ้าน : “ยังไม่ตื่นอีกรึไง แค่ฉันไม่ให้เงินแกแค่นี้ถึงกับไม่ลุกขึ้นมาทำมาหากินเลยหรือ? ”
ในเวลานี้จางฉุ้ยเหลียนก็ได้แหวกม่านออกมาจากห้องของเธอพอดีเธอเดินตรงเข้ามาในครัว เธอพับแขนเสื้อขึ้น และพูดออกไปว่า : “หนูช่วยนึ่งซาลาเปาให้ก็ได้แต่หนูไม่ไปขายกับแม่แล้วนะ วันนี้หนูจะไปทำงานที่บ้านคุณน้าเฉิน !”
เช่าหวาส่งเสียงเหอะออกมาอย่างเ็า: “แกไม่ไปก็เื่ของแกสิคิดว่าไม่มีแกแล้วฉันจะขายไม่ได้รึไง ? ”
หลังจากนั้นสองแม่ลูกไม่พูดไม่จาอะไรกันอีกจางฉุ้ยเหลียนเพิ่งสังเกตเห็นว่าไส้ที่ยัดในซาลาเปานั้นมันน้อยลงมาก เธอจึงถามออกไปว่า: “แม่แม่ซื้อเนื้อมาเท่าไหร่? ทำไมมันถึงได้แต่มีต้นหอมแล้วไม่เห็นเนื้อแบบนี้ล่ะ?”
เช่าหวาเบะปาก :“ก็ซื้อมาแค่ 1 ชั่งน่ะสิ ซื้อมาเยอะขาดทุนจะตาย!” จางฉุ้ยเหลียนเงยหน้ามองแม่จางด้วยสีหน้าตื่นใ: “ซาลาเปาเนื้อ1 ลูก ทำเงินได้ตั้ง 3.5 เฟิน แม่ยังบอกว่าขาดทุนอีกเหรอ!””
เช่าหวาแสยะยิ้มแล้วพูดว่า: “ฉันว่าแกเรียนหนังสือไปก็ไม่มีประโยชน์หรอกต้นทุนซาลาเปา 1 ลูก ทำเงินได้แค่ 4 เฟิน มันจะพอกินรึไง ? ฉันทำซาลาเปา 1 ลูก ทำเงินได้ตั้ง5 เฟิน แกเชื่อฉันไหมล่ะ ?
จางฉุ้ยเหลียนกำลังจะบอกว่าลูกค้าเขากัดแค่คำแรกเขาก็รู้แล้วว่าข้างในมันเป็ยังไง จะขายได้ทีละสิบ ๆ ลูกได้ยังไงกันแต่เื่แบบนี้ต้องให้แม่ของเธอเจอเองกับตัวถึงจะจำได้ขึ้นใจ
หลังจากที่นึ่งซาลาเปาเสร็จแล้วจางฉุ้ยเหลียนก็กินอาหารเช้า จากนั้นเธอก็ตรงไปทำงานที่บ้านคุณน้าเฉินทันทีส่วนจางกว่างฝูและเช่าหวาก็ออกไปขายซาลาเปาที่ริมถนนด้วยกัน
เมื่อมาถึงบ้านตระกูลเฉินจางฉุ้ยเหลียนก็เริ่มทำงานโดยไม่พูดไม่จาทันที ผ่านไปประมาณ 1 ชั่วโมงกว่า ๆ ก็เริ่มมีหญิงสาวต่างทยอยกันเข้ามาเรื่อยๆ พวกหล่อนเห็นจางฉุ้ยเหลียนนั่งอยู่ที่มุมห้องจึงได้กวักมือเรียกเธอมาสอบถาม : “ฉุ้ยเหลียนเอ๋อน้าเห็นว่าเธอออกไปขายซาลาเปาที่ริมถนนมาเมื่อวันก่อน ? เป็อย่างไรบ้าง ขายดีไหม ?”
จางฉุ้ยเหลียนคลี่ยิ้มออกมาแล้วพูดว่า: “ค่ะหนูไปขายซาลาเปาที่ริมถนนมาจริง ๆ และยังขายดีมากอีกด้วย แต่ทำเงินไม่ได้เยอะเท่าไหร่หรอกค่ะเสียแรงเสียเวลาซะเปล่า ๆ !”
หญิงสาวคนนั้นไม่อยากจะเชื่อหล่อนจึงได้เบะปากและพูดออกไปว่า : “ถ้ามันทำเงินได้น้อยแล้วทำไมวันนี้แม่เธอถึงยังออกไปขายซาลาเปาอยู่อีกล่ะ?”
จางฉุ้ยเหลียนรู้ถ้ากระแสความนิยมเพิ่มขึ้น พ่อกับแม่ของเธอก็คงจะไม่อยากออกไปขายซาลาเปาแล้ว และถ้าไม่มีเงินเช่าหวาก็คงไม่ยอมให้เธอเรียนมหาวิทยาลัยอย่างแน่นอน
เธอจึงพูดขึ้นมาด้วยสีหน้าลำบากใจว่า: “วันแรกที่หนูออกไปขายเองมันก็ทำเงินได้นิดหน่อย เมื่อวานหนูออกไปขายซาลาเปากับแม่ของหนูทั้งวันแต่แม่เอาเงินที่ขายได้ทั้งหมดไป แล้วยังบอกหนูอีกว่าถึงไม่มีหนูพวกเขาก็ขายได้ ให้หนูมาทำงานที่บ้านของคุณน้าเฉินแทนค่ะ เฮ้อ!”
เมื่อคุณน้าเฉินได้ยินจึงถามขึ้นด้วยความเป็ห่วงว่า: “อ่า? แม่ของเธอเอาเงินที่ขายซาลาเปาได้ไปหมดเลยหรือ? ”
จางฉุ้ยเหลียนพยักหน้า: “เดิมทีก็ไม่เท่าไหร่หรอกค่ะเงินที่หนูหามาได้ก็เอาไปซื้อแป้ง ซื้อเนื้อ ซื้อไข่จนหมดแล้ว ตอนนี้หนูไม่เหลือเงินเลยแม้แต่เฟินเดียวเลยทำได้แค่มาทำงานที่บ้านของคุณน้าเฉินนี่แหละค่ะ !”
เมื่อทุกคนได้ยินดังนั้นพวกหล่อนต่างก็พากันคิดคำนวณ คิดเงินต้นทุนต่าง ๆรายจ่ายที่จำเป็รวมทั้งกำไรที่ได้ในขั้นตอนสุดท้ายไม่นานทุกคนต่างก็ล้มเลิกความคิดที่จะออกไปขายของ แล้วก็คิดว่ามันไม่คุ้มกับจางฉุ้ยเหลียนเอาเสียเลย!
“เธอบอกว่าเธอเป็แค่นักเรียนมัธยมคนหนึ่ง หาเงินก็เพื่อที่จะเอาไปเรียนมหาวิทยาลัยทำไมแม่เธอถึงได้ใจไม้ไส้ระกำกับเธอแบบนี้ล่ะ !” หญิงสาวคนหนึ่งพูดขึ้นพร้อมกับอดไม่ได้ที่จะเดินเข้ามากอดปลอบจางฉุ้ยเหลียน
คุณน้าเฉินได้แต่ยืนมองพิจารณาจางฉุ้ยเหลียนอย่างถี่ถ้วนด้วยความรู้สึกอนิจจังอยู่ในใจ ถ้าเธอเป็แม่ของหล่อน เธอก็คงจะยอมทำทุกวิถีทางเพื่อให้หล่อนได้เรียนต่อต่อให้ต้องทุบหม้อขายเหล็กหล่อเธอก็จะทำ เพื่อให้หล่อนได้เรียนหนังสือเพียงเท่านี้เธอก็พอใจแล้ว
แต่น่าเสียดายที่ไม่ใช่พ่อแม่ทุกคนจะคิดแบบนี้ในฐานะที่จางฉุ้ยเหลียนเป็ลูกสาว ถ้าบอกว่านั่นไม่ใช่แม่ของเธอ ก็คงจะไม่ใช่เื่ดีเท่าไหร่นัก
จางฉุ้ยเหลียนทำได้เพียงแค่ยิ้มอย่างไร้เดียงสาออกมา: “ไม่เป็ไรค่ะแม่หนูชื่นชมที่หนูหาเงินได้ก็พอแล้วค่ะ”
ผู้ที่รู้เื่ราวที่เกิดขึ้นต่างก็พากันบุ้ยปากมองหน้ากับไปมาแล้วพากันทอดถอนใจ ไม่มีใครเปิดเผยความจริงออกมา ถึงแม้ว่าทุกคนจะเคยเห็นพ่อและแม่บุญธรรมของจางฉุ้ยเหลียนที่หอบกระเป๋ามาเยี่ยมเธอฝากเงินฝากของต่าง ๆ ไว้ให้ แต่ของและเงินเ่าั้กลับถูกแม่ผู้ให้กำเนิดของจางฉุ้ยเหลียนยึดเอาไปหมด
“ฉุ้ยเหลียน!ถ้าเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้ เธอจะทำยังไงต่อไปล่ะ!” คุณน้าเฉินมองไปทางจางฉุ้ยเหลียน และหล่อนก็อดที่จะถามขึ้นมาไม่ได้
“อ่า ? หนูจะทำยังไงได้ล่ะคะก็ต้องออกไปหาเงินอีกตามเคย แม่หนูบอกว่าบ้านของเราดูทรุดโทรมมากแล้วอยากให้หนูออกไปทำงานหาเงินกลับมาซ่อมบ้าน !” คำพูดของจางฉุ้ยเหลียนดูเหมือนจะ“ไม่มีอะไร” แต่กลับสร้างความไม่พอใจให้แก่ผู้ฟังไม่น้อยได้ไม่น้อยเลยทีเดียว
ทุกคนต่างพากันโกรธขึ้นมาในทันทีทันใด: “หล่อนมีเงินก็สร้างเองสิ!”
“ใช่!หล่อนยังมีลูกชายที่โตจนหมาจะเลียก้นไม่ถึงอยู่แล้วทั้งคนทำไมจะต้องให้ผู้หญิงควักเงินจ่ายเงินด้วยล่ะ!”
“ฉันเห็นด้วย เอาเงินจากเหล่าเซี่ยไปแล้ว ยังจะมาเอาเงินจากเธออีกหรือ? ” ในขณะที่หญิงสาวคนนั้นกำลังพูดอยู่ ก็ถูกผู้หญิงที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ผลักเพื่อเป็การเตือนหล่อนจึงได้ปิดปากในทันที ผู้หญิงคนนั้นจึงพูดด้วยเสียงเบา ๆ ว่า ‘ปากไม่มีหูรูด’
จางฉุ้ยเหลียนไม่ได้ยินจึงได้แต่หัวเราะออกมาแล้วพูดว่า : “พวกเขาคือพ่อแม่ผู้ให้กำเนิดของหนูยังไงก็ต้องกตัญญูค่ะ!”
คุณน้าเฉินขมวดคิ้วเล็กน้อยจากนั้นก็พูดโน้มน้าวออกไปว่า : “กตัญญูก็เป็สิ่งที่ควรทำแต่ก็ต้องคิดเพื่อตัวเองด้วย เงินที่เธอหามาได้ด้วยตัวเองก็ต้องเก็บเอาไว้บ้างไว้เป็สินเดิมของตัวเองในอนาคต!” สองสามีภรรยาที่แสนเืเย็นนั่น จะให้ลูกสาวออกสินเดิมเองได้ยังไงกัน
เมื่อพูดถึงสินเดิมทุกคนต่างก็พากันสนใจขึ้นมาทันทีทันใดและต่างทยอยเข้ามาถามจางฉุ้ยเหลียนว่าจะหาเงินยังไงหลังจากนี้
จางฉุ้ยเหลียนนึกถึงกู้จื้อเฉิงในอดีตเมื่อชาติที่แล้วจากนั้นก็ก้มหน้าลงด้วยความเขินอาย ก่อนจะพูดว่า : “ขอแค่ผู้ชายคนนั้นที่มีสติปัญญาและความสามารถขอแค่เขาเข้าใจหนูก็พอแล้วล่ะค่ะ!”
ประโยคนี้ทำให้คุณน้าเฉินอิจฉาไม่น้อย: ขอแค่เขาเข้าใจหนูก็พอแล้วแต่ถึงยังไงเธอก็ยังต้องอึดอัดอยู่ในบ้านของตัวเอง น่าเสียดายผู้หญิงดี ๆ แบบนี้จริงๆ
ทันใดนั้นเธอก็นึกถึงหลานชายของเธอขึ้นมาและก็ยังนึกถึงนิสัยเ้าอารมณ์ของพี่สาวของตัวเองด้วย จากนั้นเธอก็ค่อย ๆ หันไปมองจางฉุ้ยเหลียนและเริ่มมีความคิดที่จะจับคู่ขึ้นมาในใจ ผู้หญิงดี ๆ แบบนี้ไม่พากลับบ้านด้วยคงจะเสียดายแย่