ตอนที่ ๓ : สุริยันเหนือมหาา
◆ ◇ ◆
ราคาของชัยชนะ
หลังาผ่านไปหนึ่งวัน เวียงสัตบรรณไม่ได้ฉลอง
ผู้คนยุ่งกับการนับว่าใครหายไปบ้าง ซ่อมบ้านที่พัง ดูแลผู้าเ็
ชัยชนะในาไม่เคยดูเหมือนในเพลงขับที่นักดนตรีร้องในงานเทศกาล มันดูเหมือนความเหนื่อยล้าที่ไม่รู้จะพักที่ไหน
และชื่อของ โอรสแห่งสุริยัน ก็เริ่มแพร่สะพัด
บางคนยกย่อง บางคนหวาดกลัว เพราะสายเืครึ่งเทพในตำนานนั้นไม่เคยจบลงด้วยดี
อัคนินทร์รู้เื่นี้ เพราะเขาได้ยินคนซุบซิบเมื่อเดินผ่าน
เขาปล่อยให้พวกเขาพูด เพราะไม่มีอะไรที่เขาพูดจะเปลี่ยนใจคนที่ตัดสินใจไปแล้ว
◆ ◇ ◆
าแที่มองไม่เห็น
กระท่อมของมาลินีเงียบขรึมในยามเย็น
อัคนินทร์นั่งอยู่ข้างหน้าต่าง มองออกไปยังป่าที่มืดลงทีละน้อย
แขนทั้งสองเต็มไปด้วยรอยไหม้ที่ไม่ได้มาจากไฟจากภายนอก มันมาจากข้างใน
เขากำมือ แล้วก็คลาย เจ็บทุกครั้ง
"ถ้าพลังมันแข็งแกร่งนัก..."
เขาพูดกับตัวเอง
"ทำไมมันถึงกินข้าไปด้วย"
เปลวเทียนไหว มีเสียงเคาะประตู
บุษบารินก้าวเข้ามาพร้อมชามสมุนไพรที่ยังร้อน นางวางลงบนโต๊ะแล้วนั่งลงข้าง ๆ เขาโดยไม่ถาม
ไม่มีใครพูดก่อนอยู่นาน
แล้วบุษบารินก็พูด
"ท่านฤๅษีบอกว่าถ้ายังใช้พลังนั้นต่อไป ร่างกายจะพัง"
อัคนินทร์มองฝ่ามือ
"รู้"
"แต่ถ้าไม่ใช้ คนก็ตาย"
บุษบารินนิ่ง ใช้ผ้าชุบสมุนไพรประคบแผล ัันั้นแ่เบา
"แล้วถ้าต้องเลือก"
อัคนินทร์มองนาง
"ก็คงเลือกเหมือนเดิม"
บุษบารินไม่ได้บอกว่าเขาโง่หรือกล้าหาญ เธอเพียงพยักหน้าและประคบแผลต่อไป
และอัคนินทร์รู้สึกว่านั่นคือสิ่งที่เขา้ามากกว่าคำปลอบใจ
◆ ◇ ◆
แสงจันทร์เหนือสายน้ำ
คืนนั้นทั้งสองออกมานั่งริมธาราโดยไม่ได้นัดหมาย
น้ำไหล แสงจันทร์สะท้อน ไม่มีใครพูดเป็เวลานาน
แล้วบุษบารินก็พูดขึ้นเบา ๆ
"ตอนเด็ก... เราคิดว่าโลกงดงามมาก"
"แต่พอโตขึ้น ก็รู้ว่าใต้แสงจันทร์ทุกดวงมีเงามืดซ่อนอยู่"
อัคนินทร์มองสายน้ำ
"แล้วตอนนี้ล่ะ เ้ายังคิดว่างดงามอยู่ไหม"
บุษบารินยิ้มเล็กน้อย สายลมพัดผมของนางไหว
"ยังงดงามอยู่"
"ตราบใดที่ยังมีคนที่ยอมปกป้องกัน"
ถ้อยคำนั้นทำให้อัคนินทร์เงียบไปนาน
แล้วก็เงยหน้ามองจันทร์
เป็ครั้งแรกในชีวิต เขารู้สึกว่าหัวใจตนเองอบอุ่นขึ้นจริง ๆ
◆ ◇ ◆
ความจริงของกาฬหิรัญ
รุ่งเช้า ฤๅษีวชิรญาณเรียกทุกคนมา
คัมภีร์โบราณกองอยู่เต็มอาศรม บางเล่มเก่าจนกระดาษแทบผุ
ฤๅษีเปิดคัมภีร์เล่มหนึ่ง ภาพร่างอสูรขนาดมหึมาปรากฏขึ้น
"นี่คือกาฬหิรัญ"
ชื่อนั้นทำให้อากาศในห้องหนักลง
"เมื่อพันปีก่อน กาฬหิรัญไม่ใช่อสูร"
ทุกคนชะงัก
"มันคือเทพนักรบ ผู้ปกป้องมนุษย์มากกว่าผู้ใด"
ฤๅษีหลับตา
"แต่เมื่อเกิดมหาา เหล่าเทพชั้นสูงตัดสินใจทอดทิ้งมนุษย์เพื่อรักษาสมดุลของตน"
"กาฬหิรัญปกป้องต่อคนเดียว จนเห็นว่าไม่มี์ไหนที่สมควรจงรักภักดี"
"ท้ายที่สุดมันจึงตกสู่ความมืด"
อัคนินทร์นั่งนิ่งฟัง
เขาเข้าใจความรู้สึกนั้นได้มากกว่าที่อยากจะยอมรับ
และนั่นทำให้เขากลัวตัวเองนิดหนึ่ง
◆ ◇ ◆
เสียงเรียกจากสรวงฟ้า
คืนนั้น จี้สุริยันร้อนขึ้นอย่างกะทันหัน
เปลวทองอ่อนลอยขึ้นรอบตัวอัคนินทร์ และมีเสียงหนึ่งดังขึ้นในส่วนลึกของหัวใจ
"อัคนินทร์..."
เขาตื่นเต้นจนหยุดหายใจ
เพราะเขารู้จักเสียงนั้น แม้ไม่เคยได้ยินนอกความฝัน
"พ่อ...?"
แสงทองรวมตัวเป็รูปร่าง พร่าเลือนราวหมอก แต่ดวงตานั้นอ่อนโยนอย่างที่เขาจำได้จากภาพที่แม่เคยวาด
อัคนินทร์กำมือแน่น
"แม่รอท่านอยู่นานมาก"
แสงทองสั่นไหว
ไม่ใช่เสียงโกรธ แต่มันเป็สิ่งที่สำคัญที่สุดที่เขา้าพูด
สุริยเทพพูดเบาจนแทบได้ยิน
"พ่อรู้... พ่อเห็นทุกอย่างตลอดมา แต่ทำได้เพียงเห็น"
อัคนินทร์หัวใจแน่น
"นั่นมันไม่พอ"
"มันไม่เคยพอ"
แสงทองสั่นอีกครั้ง ราวกับคนสะอึก
"พ่อรู้"
"และพ่อขอโทษไม่ได้ เพราะมันไม่ทำให้อะไรดีขึ้น"
ครั้งแรกในชีวิตที่อัคนินทร์ร้องไห้เพราะพ่อ
ไม่ใช่ร้องเพราะโกรธ แต่ร้องเพราะรู้ว่าพ่อก็ทำไม่ได้จริง ๆ
สุริยเทพพูดสุดท้ายก่อนที่แสงจะจางหาย
"จงเดินต่อไป อัคนินทร์"
"ชะตาของเ้าไม่ได้หยุดอยู่แค่หิมพานต์"
แสงดับลง
อัคนินทร์นั่งนิ่งอยู่ในความมืดอยู่นาน
แล้วก็ลุกขึ้น เช็ดตา แล้วก้าวออกไปข้างนอก
ฟ้ายังมีดาว
เขามองขึ้นไป
ที่นั่น เมฆสีดำกำลังก่อตัวเหนือดินแดนที่เขาไม่รู้จัก
และในสายลม เสียงหัวเราะต่ำของกาฬหิรัญดังก้องมาเหมือนคำสัญญาที่ไม่มีใครขอ
"แล้วเราจักพบกันอีก... โอรสแห่งสุริยัน"
อัคนินทร์หายใจลึก
แล้วก็เงยหน้ามองขอบฟ้าอันไกลโพ้น
เขาไม่ได้พร้อม แต่เขาจะไป
เพราะนั่นคือสิ่งที่ทำได้ตอนนี้