ทั้งสองได้เดินเท้าเปล่าเป็เวลาสิบกว่าวันและการเดินทางอันยาวนานและเหนื่อยล้าของคนสองวัยสิ้นสุดลงที่เบื้องหน้ากำแพงธรรมชาติอันน่าเกรงขาม มันคือม่านน้ำตกขนาดมหึมาที่ไหลทะลักลงมาจากหน้าผาสูงชัน เสียงของมันดังสนั่นหวั่นไหวราวกับเสียงคำรามของพญาสัตว์ในตำนาน
ละอองน้ำที่เย็นเยียบสาดกระเซ็นไปทั่วบริเวณป่าจนชุ่มชื้น สร้างสายรุ้งเจ็ดสีทอดโค้งเป็ประกายเมื่อแสงแรกแห่งรุ่งอรุณสาดส่องลงมาทักทาย ในสายตาของเด็กชายคำอินทร์ มันคือน้ำตกที่สวยงาม เขาไม่เคยได้เห็นน้ำตกแบบนี้มาก่อน
แต่หลวงปู่แก้วกลับไม่ได้หยุดนิ่ง ท่านยังคงจูงมือของเขาเดินต่อไปอย่างมั่นคง ตรงเข้าไปหาม่านน้ำตกที่น่าพรั่นพรึงนั้น
คำอินทร์หลับตาปี๋ด้วยสัญชาตญาณ เตรียมพร้อมรับความหนาวเย็นจากสายน้ำมหาศาลที่จะโถมเข้าใส่ ทว่า...ความรู้สึกนั้นกลับไม่เคยเกิดขึ้น ร่างของพวกเขาก้าวทะลุผ่านม่านน้ำตกไปได้อย่างน่าอัศจรรย์ ราวกับกำลังเดินผ่านม่านหมอกที่บางเบาและนุ่มนวล
เมื่อคำอินทร์ลืมตาขึ้นอีกครั้ง โลกที่เขาเคยรู้จักก็ได้เปลี่ยนไปตลอดกาล เื้ัม่านวารีนั้นคือหุบเขาอันกว้างใหญ่ที่ซ่อนเร้นกายจากโลกภายนอกอย่างสมบูรณ์ อากาศ ณ ที่แห่งนี้บริสุทธิ์และสดชื่นจนเต็มปอด แสงแดดอ่อนๆ ยามเช้าส่องประกายสีทองอบอุ่นอาบไล้ไปทั่วสรรพสิ่ง
เบื้องล่างในหุบเขา ปรากฏภาพของหมู่บ้านเล็กๆ ที่งดงามราวกับดินแดนในความฝัน กระท่อมไม้หลายสิบหลังถูกสร้างขึ้นอย่างถ่อมตนและกลมกลืนไปกับธรรมชาติ บางหลังอิงแอบอยู่บนคาคบของพฤกษาโบราณอายุนับร้อยปี บางหลังก็ตั้งเรียงรายอย่างสงบเสงี่ยมอยู่ริมลำธารที่ใสดุจกระจกแก้ว วิถีชีวิตที่เรียบง่ายและเปี่ยมสุขดำเนินไปอย่างช้าๆ ที่นี่ไม่มีกลิ่นควันไฟแห่งา ไม่มีเสียงกรีดร้องด้วยความเ็ป...มีเพียงความสงบที่แท้จริง
ทันทีที่หลวงปู่แก้วและเด็กชายปรากฏตัวขึ้นที่ปากทางเข้าหมู่บ้าน ชาวบ้านที่กำลังทำกิจวัตรประจำวันต่างก็หยุดชะงัก ทุกคนหันมาแล้วยกมือไหว้ท่วมหัวด้วยกิริยาที่นอบน้อมและแววตาที่เปี่ยมด้วยความเคารพศรัทธาสูงสุด สายตาของพวกเขาเหลือบมองมาที่คำอินทร์ด้วยความประหลาดใจ แต่ไม่มีใครเอ่ยปากถามถึงที่มาที่ไปของเด็กชายแปลกหน้า สำหรับคนในหมู่บ้านลับแลแห่งนี้แล้ว การตัดสินใจของหลวงปู่แก้วถือเป็เื่เด็ดขาดและถูกต้องเสมอ
ชีวิตใหม่ของคำอินทร์ในฐานะเด็กชายชาวบ้านธรรมดาได้เริ่มต้นขึ้น เด็กชายได้อาศัยอยู่กับครอบครัวสามีภรรยาคู่หนึ่งที่ไม่มีลูกหลาน
ครอบครัวนี้ได้รับคำอินทร์มาดูแลตามคำสั่งของหลวงปู่แก้ว และทั้งสองก็รักและเอ็นดูคำอินทร์เหมือนลูกในไส้ เด็กชายก็รักและเคารพทั้งสองเหมือนพ่อแม่บุญธรรม
หลายปีแรกผ่านไปกับการเยียวยาร่างกายและจิตใจที่บอบช้ำของคำอินทร์ที่เจอภัยามา
หลวงปู่แก้วไม่ได้สอนวิชาอาคมใดๆ ให้เขาอย่างที่เคยคาดหวัง แต่ท่านสอนในสิ่งที่สำคัญกว่านั้น คือการใช้ชีวิต ท่านสอนให้เขาปลูกผัก รู้จักคุณค่าของแผ่นดิน สอนให้หาปลา รู้จักความเมตตาของสายน้ำ สอนความกตัญญูรักพวกพ้อง และที่สำคัญที่สุด ท่านสอนให้เขาทำสมาธิ
ทุกรุ่งเช้า คำอินทร์จะต้องไปนั่งขัดสมาธิใต้ต้นโพธิ์ใหญ่กลางหมู่บ้าน กำหนดลมหายใจเข้าออก ปล่อยวางความคิดที่ฟุ้งซ่าน เรียนรู้ที่จะนิ่งและเงียบ เพื่อเตรียมตัวให้พร้อมที่จะ "ฟัง" ในสิ่งที่คนธรรมดามิอาจได้ยิน
หลังจากนั้น 3 ปี หลวงปู่แก้วได้เริ่มสอนวิชาคาถาอาคมให้คำอินทร์ทีละนิด ่แรกเด็กหนุ่มยังไม่เข้าใจและเข้าถึงบริกรรมคาถาอย่างถ่องแท้ กว่าจะเริ่มเข้าใจก็ต้องใช้เวลาอีก 4 ปี
สิบปีผ่านไปในหมู่บ้านลับแลราวกับความฝัน เด็กชายขี้ขลาดตื่นกลัวในวันนั้น บัดนี้เติบใหญ่เป็ชายหนุ่มร่างสูงโปร่งในวัยยี่สิบปี หน้าตาหล่อเหลาคมคาย รูปร่างสมส่วน มีกล้ามเนื้อที่แน่นตึง
ชายหนุ่มผู้มีแววตาที่สงบนิ่งแต่แฝงไว้ด้วยความมุ่งมั่น และแล้ววันแห่งการรอคอยก็มาถึง ในเช้าวันหนึ่ง ขณะที่คำอินทร์กำลังนั่งสมาธิอยู่ริมลำธารเช่นเคย จิตใจของเขาก็พลันสงบนิ่งและว่างเปล่าอย่างสมบูรณ์ ทันใดนั้นเอง เขาก็ "รู้สึก" ถึงมัน...เขารู้สึกถึงกระแสของสายน้ำที่ไหลผ่านปลายนิ้ว, รู้สึกถึงพลังชีวิตของต้นหญ้าที่แทงยอดขึ้นมาจากพื้นดิน และลึกลงไปกว่านั้น...เขารู้สึกถึงเส้นพลังของแผ่นดินผืนใหญ่ที่กำลังเต้นเป็จังหวะเดียวกับหัวใจของเขา
คำอินทร์ลืมตาขึ้นช้าๆ แล้วหันไปมองหลวงปู่แก้วที่มายืนอยู่ข้างหลังเขาั้แ่เมื่อใดก็ไม่ทราบ พระภิกษุชรายิ้มออกมาอย่างพึงพอใจ
"ในที่สุด...เ้าก็ได้ยินเสียงของแผ่นดินแล้วสินะ"
มันคือรอยยิ้มที่บ่งบอกว่า บทเรียนขั้นพื้นฐานอันยาวนานได้สิ้นสุดลงแล้ว และบทเรียนที่แท้จริง...กำลังจะเริ่มต้นขึ้น
เช้าวันรุ่งขึ้น หลวงปู่แก้วพาคำอินทร์เดินลึกเข้าไปในป่าท้ายหมู่บ้านลึกยิ่งกว่าที่เขาเคยมา ที่แห่งนั้นเป็ลานกว้างเล็กๆ ที่ดูเก่าแก่และศักดิ์สิทธิ์อย่างน่าประหลาด มีต้นไม้ใหญ่โบราณหลายต้นแผ่กิ่งก้านสาขาราวกับเป็หลังคาของโลก และบนเปลือกของต้นไม้เ่าั้ มีมอสส์สีเขียวอมฟ้าเรืองแสงอ่อนๆ เติบโตอยู่ทั่วไป ทำให้บรรยากาศโดยรอบดูราวกับอยู่ในดินแดนแห่งเทพนิยาย
"บทเรียนแรกของเ้าจะเริ่มขึ้นที่นี่" หลวงปู่กล่าวขึ้น ทำลายความเงียบ "สิ่งที่เราจะเรียนกันในวันนี้ คือพื้นฐานที่สำคัญที่สุดของอาคมทุกแขนง...นั่นคือการ 'สื่อสาร'"
คำอินทร์มองไปรอบตัว "สื่อสารหรือขอรับ? แต่ที่นี่ไม่มีใครอื่นนอกจากเราสองคน."
"มีสิ" หลวงปู่แย้ง พลางชี้ไปยังมอสส์เรืองแสงบนต้นไม้ใหญ่ที่อยู่ใกล้ที่สุด "สิ่งมีชีวิตนับล้านชีวิตกำลังเฝ้ามองเราอยู่...เพียงแต่ภาษาของพวกเขานั้นไร้ซุ่มเสียง ไม่เหมือนภาษาของมนุษย์"
ท่านเดินเข้าไปใกล้ต้นไม้ต้นนั้น "เ้าจำที่ปู่เคยบอกได้หรือไม่ ว่าอาคมคือการ 'ร้องขอ' จากแผ่นดิน แต่ก่อนที่เราจะร้องขอสิ่งใดจากใคร เราย่อมต้องเข้าใจภาษากายและภาษาใจของเขาเสียก่อน เราจะขอสายลมให้พัดพา หากเราไม่เข้าใจว่าสายลม้าพัดพาไปที่ใดได้อย่างไร? เราจะขอสายน้ำให้ชำระล้าง หากเราไม่เข้าใจว่าสายน้ำปรารถนาจะไหลไปสู่ที่ใดกันเล่า?"
หลวงปู่หันมาสบตาคำอินทร์ "วันนี้ เ้าจงเลือกสิ่งมีชีวิตมาหนึ่งอย่าง...อะไรก็ได้ที่เ้าปรารถนา และจงลอง 'ฟัง' เสียงของมันดู"
คำอินทร์มองมอสส์เรืองแสงตรงหน้า มันดูสงบนิ่งและงดงาม เขาตัดสินใจเลือกมันเป็บทเรียนแรกของเขา เขาเดินเข้าไปใกล้ๆ นั่งขัดสมาธิลงบนพื้นหญ้าที่อ่อนนุ่ม แล้วหลับตาลงทำสมาธิอย่างที่เคยทำมาตลอดสิบปี เขาสงบจิตใจ กำหนดลมหายใจ แล้วพยายามส่งความรู้สึกของตนเองออกไป...พยายามที่จะ "ฟัง".
เวลาผ่านไปนานนับชั่วยาม สิ่งที่คำอินทร์ได้รับกลับมามีเพียงความว่างเปล่า
"ข้า...ข้าไม่รู้สึกอะไรเลยขอรับหลวงปู่" เขาลืมตาขึ้นแล้วพูดอย่างผิดหวัง "ข้าพยายามฟังแล้ว แต่มันก็เงียบสนิท"
"เพราะเ้ากำลังพยายาม 'ฟัง' ด้วยหู และพยายาม 'ล้วง' คำตอบจากมัน" หลวงปู่สอน
"จิตของเ้ายังคงเต็มไปด้วย 'ตัวตน' ของเ้าเอง เ้าคาดหวังว่าจะได้ยิน...เ้าปรารถนาที่จะสำเร็จ...ความปรารถนานั้นคือเสียงที่ดังที่สุดที่กำลังบดบังเสียงอื่นๆ ทั้งหมด จงลืมเสียว่าเ้าคือคำอินทร์ จงลืมความอยากรู้ของเ้า จงทำให้ตัวเองว่างเปล่า...แล้วเพียงแค่ 'เปิดรับ' ในสิ่งที่มันพร้อมจะมอบให้"
คำอินทร์พยักหน้ารับช้าๆ เขาหลับตาลงอีกครั้ง คราวนี้ เขาไม่พยายามส่งอะไรออกไปเขาไม่คาดหวังจะได้อะไรกลับมา เขาเพียงแค่ทำจิตให้นิ่ง ดำดิ่งลงไปในความสงบ และปล่อยให้ทุกอย่างเป็ไป เขาเป็เพียงส่วนหนึ่งของผืนป่า...เป็ก้อนหิน...เป็ใบไม้...
และแล้ว...เขาก็เริ่ม "รู้สึก" ถึงมัน
มันไม่ใช่เสียงพูด แต่มันเป็ความรู้สึกอุ่นๆ ที่แผ่ซ่านเข้ามาในใจ มันคือความรู้สึกของความสงบนิ่ง...ความพึงพอใจในชีวิตอันเรียบง่าย เขารู้สึกถึงความปรารถนาอันแ่เบาที่โหยหาแสงแดดยามเช้าและน้ำค้างที่ชุ่มฉ่ำ ภาพของฤดูกาลที่ผันเปลี่ยนนับครั้งไม่ถ้วนฉายวาบเข้ามาในหัว...ภาพของสรรพสัตว์ที่เคยมาอาศัยอยู่บนต้นไม้ต้นนี้ มันคือความทรงจำของชีวิตที่ยืนยาวและสันโดษ
คำอินทร์ค่อยๆ ลืมตาขึ้น แววตาของเขาเต็มไปด้วยความอัศจรรย์ใจ
"มัน...มันมีความสุขดีขอรับ" เขาพูดเสียงสั่นเล็กน้อย "มันกำลังรอคอยน้ำค้างในคืนนี้ และแสงตะวันของวันพรุ่งนี้ มันไม่ได้้าอะไรมากไปกว่านั้น"
หลวงปู่แก้วยิ้มกว้างที่สุดในรอบหลายปี. ท่านพยักหน้าช้าๆ "ดีมาก...ดีมาก คำอินทร์ เ้าได้ก้าวข้ามกำแพงที่สำคัญที่สุดแล้ว ก่อนที่เราจะเรียนรู้ที่จะ 'บัญชา' เราต้องเรียนรู้ที่จะ 'เข้าใจ' เสียก่อน และวันนี้...เ้าได้เข้าใจแล้ว"
หลังจากความสำเร็จในบทเรียนแรก หลวงปู่แก้วไม่ได้ปล่อยให้คำอินทร์ได้หยุดพักเพื่อชื่นชมกับความสามารถใหม่ของตนนานนัก ในวันต่อมา ท่านได้พาเขาไปยังริมลำธารสายเดิม จุดที่เขาเคยนั่งสมาธิและ "ได้ยิน" เสียงของแผ่นดินเป็ครั้งแรก
"เ้าทำได้ดีมากในการสื่อสารกับมอสส์" หลวงปู่เอ่ยขึ้น ขณะทอดสายตามองไปยังฝูงปลาเล็กๆ ที่แหวกว่ายอย่างอิสระในสายน้ำอันใสสะอาด "แต่พึงระลึกไว้เสมอว่า พืชนั้นดำรงอยู่ด้วยความสงบนิ่ง จิตของมันจึงราบเรียบและมั่นคงดั่งแผ่นดิน การสื่อสารกับมันจึงเปรียบเสมือนการอ่านอักษรในหนังสือที่เปิดวางไว้"
ท่านชี้ไปยังฝูงปลานั้น "แต่กับสัตว์นั้นแตกต่างออกไป จิตของพวกมันเคลื่อนไหวรวดเร็วและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาด้วยสัญชาตญาณ...ความหิว ความกลัว ความปรารถนาที่จะสืบเผ่าพันธุ์ จิตของพวกมันซับซ้อนและสับสนวุ่นวายดั่งพายุ บทเรียนของเ้าในวันนี้ คือการเรียนรู้ที่จะ 'จับ' เอาความคิดของจิติญญาดวงหนึ่งให้ได้ ท่ามกลางพายุแห่งสัญชาตญาณเ่าั้"
คำอินทร์พยักหน้ารับคำ เขานั่งลงที่ริมตลิ่งในท่าขัดสมาธิที่คุ้นเคย เขาหลับตาลง ทำจิตให้สงบ แล้วค่อยๆ แผ่กระแสจิตของตนเองลงไปในลำธารเบื้องหน้า พยายามจะ "ฟัง" เสียงของเหล่าปลาอย่างที่เคยทำกับมอสส์
แต่สิ่งที่ทะลักเข้ามาในห้วงสำนึกของเขานั้นแตกต่างจากครั้งก่อนโดยสิ้นเชิง
มันไม่ใช่ความรู้สึกสงบนิ่งอีกต่อไป แต่เป็กระแสของข้อมูลอันท่วมท้นที่สับสนอลหม่าน เขารู้สึกถึงความหิวโหยของปลานับสิบตัว ความหวาดระแวงต่อเงาของนกที่บินผ่านเหนือผิวน้ำ ความสุขอย่างเรียบง่ายจากการได้แหวกว่ายในกระแสน้ำเย็น และความ้าที่จะหาคู่...ทุกความรู้สึกดิบเถื่อนเหล่านี้ถาโถมเข้าใส่เขาพร้อมๆ กันจนแทบคลั่ง มันเหมือนกับการพยายามฟังเสียงกระซิบของคนๆ เดียวในตลาดที่เต็มไปด้วยเสียงโหวกเหวกโวยวาย
"มัน...มันมากเกินไปขอรับ" คำอินทร์ลืมตาขึ้น หอบหายใจอย่างหนัก "ข้าแยกไม่ออกเลยว่าความรู้สึกไหนเป็ของปลาตัวไหน ทุกอย่างมันปนเปกันไปหมด"
หลวงปู่แก้วยิ้มอย่างเข้าใจ "เ้าจะจับผีเสื้อตัวหนึ่งด้วยการวิ่งไล่ตะครุบฝูงของมันทั้งหมดไม่ได้หรอก คำอินทร์ เ้าต้องนิ่ง...แล้วรอให้ผีเสื้อตัวหนึ่งบินมาเกาะที่ปลายนิ้วของเ้าเอง อย่าพยายามสื่อสารกับ 'ลำธาร' แต่จงสื่อสารกับ 'ปลาหนึ่งตัว'"
ท่านแนะนำต่อ "จงใช้สายตาของเ้ามองหาปลาเพียงตัวเดียว จับจ้องมัน สังเกตการเคลื่อนไหวของมัน เมื่อจิตของเ้าผูกติดอยู่กับมันเพียงหนึ่งเดียวแล้ว...จึงค่อยๆ ส่งความรู้สึกของเ้าตามไป อย่าแผ่จิตของเ้าออกไปเป็วงกว้างอีก แต่จงรวมมันให้เป็เส้นด้ายบางๆ เพียงเส้นเดียว แล้วผูกมันไว้กับปลาตัวนั้น"
คำอินทร์ทำตามคำแนะนำ เขามองลงไปในน้ำ และเลือกปลาตัวหนึ่งที่มีเกล็ดสีแดงสดแซมอยู่บนหลัง เขามองมันว่ายวนไปมา ไล่งับเศษตะไคร่น้ำ และหลบหลีกปลาตัวอื่น เขาไม่ละสายตาไปจากมันเลยแม้แต่วินาทีเดียว.
จากนั้น...เขาก็ค่อยๆ หลับตาลงอีกครั้ง คราวนี้เขาไม่ได้คิดถึงปลาทั้งฝูง ไม่ได้คิดถึงสายน้ำ ในห้วงสำนึกของเขามีเพียงภาพของปลาเกล็ดแดงตัวนั้น เขารวมสมาธิทั้งหมดให้เป็หนึ่ง แล้วส่งมันตามปลาตัวนั้นไป
ในที่สุด...เขาก็ทำได้
เสียงอึกทึกในหัวของเขาพลันเงียบสงบลง เหลือเพียง "ความรู้สึก" ของปลาตัวนั้นที่ชัดเจนขึ้นมา โลกของคำอินทร์หดแคบลงเหลือเพียงโลกใต้น้ำ เขารู้สึกถึงกระแสน้ำที่ไหลผ่านครีบและหาง รู้สึกถึงความหิวที่ท้อง เห็นภาพของโลกเหนือผิวน้ำเป็เพดานที่สั่นไหวระยิบระยับ ทันใดนั้น ความรู้สึกหวาดกลัวก็แล่นปราดขึ้นมา เมื่อเงาของปลาที่ตัวใหญ่กว่าว่ายผ่านไป มันคือโลกที่ขับเคลื่อนด้วยสัญชาตญาณล้วนๆ
คำอินทร์ดึงสติกลับมาสู่ร่างของตนเอง เขาลืมตาขึ้นแล้วหันไปหาหลวงปู่ "ข้า...ข้ารู้สึกถึงความหิวของมัน...และความกลัวเมื่อปลาตัวใหญ่ว่ายเข้ามาใกล้"
หลวงปู่แก้วพยักหน้าช้าๆ แววตาฉายความพึงพอใจอย่างยิ่ง. "ดีมาก เ้ารู้แล้วว่าสัญชาตญาณพื้นฐานนั้นเป็อย่างไร ความรู้สึกเหล่านี้คือภาษาสากลของสิ่งมีชีวิตทุกชนิด เมื่อเ้าเข้าใจภาษาของพวกมันได้อย่างถ่องแท้...เ้าก็จะเข้าใกล้แก่นแท้ของ 'อาคม' ยิ่งขึ้นไปอีก"