สิบปีก่อน
ภาพของครอบครัวอันแสนอบอุ่นไม่เคยมีอยู่ในความทรงจำของนลินเลยแม้แต่น้อย ถึงแม้เธอจะได้ยินจารวี ผู้เป็แม่พร่ำบอกว่าเธอเกิดมาจากความรักของพวกเขาแต่นลินมักจะสงสัยอยู่เสมอ คนที่เรียกว่าพ่อนั่นน่ะเคยสนใจใยดีครอบครัวของตัวเองบ้างหรือไม่
ั้แ่จำความได้ นลินอาศัยอยู่กับแม่เพียงแค่สองคนในบ้านหลังเล็ก ๆ ที่อยู่ไม่ไกลจากตลาดสด ทุก ๆ เช้าแม่จะออกไปทำงานในร้านดอกไม้ ส่วนตอนเย็นมักจะไสรถเข็นไปตั้งร้านขายน้ำเต้าหู้ ทำงานทุกอย่างไม่เคยบ่นว่าเหนื่อยเพราะ้าเลี้ยงดูลูกสาวเพียงคนเดียวให้กินอิ่ม นอนหลับและเก็บเงินไว้เป็ค่าเทอมเพื่อที่นลินจะได้มีโอกาสเรียนเหมือนอย่างลูกคนอื่น ๆ
ชีวิตแม่ลูกควรจะไปได้ดีแท้ ๆ แต่วันดีคืนดีพ่อที่หายไปหลายเดือนก็หวนกลับมาเกาะอาศัยผู้หญิงตัวเล็กกินไปวัน ๆ
ทว่า ความเลวร้ายไม่ได้มีแค่เท่านั้น ่กลางดึกของทุกคืน เธอมักจะได้ยินเสียงคนทะเลาะกันอยู่เสมอแล้วพอตื่นเช้าขึ้นมา ใบหน้างดงามของคนเป็แม่จะมีรอยเขียวช้ำ
แม้ร่องรอยเ่าั้จะถูกปกปิดด้วยเครื่องสำอางแต่แววตาไม่อาจมีสิ่งใดปิดบังได้ คืนนี้ก็เช่นเดียวกัน
“นลิน เข้านอนนะลูก แม่จะดูทีวีสักหน่อยแล้วจะตามเข้าไป” จารวีพูดกับลูกสาวพลางมองไปที่ธาวันผู้เป็สามีและพ่อของเด็กน้อย แล้วกำชับเหมือนอย่างทุกครั้งว่า “อย่าออกมานะ”
“...” นลินเหลือบมองชายที่กระดกเหล้าเข้าปากเหมือนดื่มน้ำเปล่า แล้วจับมือคนตรงหน้า “แม่ มานอนกับหนูนะ”
“แม่ยังไม่ง่วงเลย ต้องเย็บผ้าต่ออีกหน่อยด้วย พรุ่งนี้จะได้มีเงินมาซื้อขนมที่ลูกอยากกิน” เธอพยายามอ้างหาเหตุผลเพื่อให้ลูกสาวเข้าใจแต่มือน้อย ๆ กลับไม่ยอมปล่อย
“หนูไม่อยากกินแล้ว” นลินดึงดันส่งสายตาอ้อนวอนให้คนเป็แม่เข้ามาข้างในห้องด้วย
“กับแกล้มหมดแล้ว ไปซื้อน้ำแข็งมาด้วย” ธาวันะโบอกภรรยาตัวเอง
เสียงตวาดของเขาทำให้สองแม่ลูกใ จารวีหอมหน้าผากลูกสาวแล้วดันให้เข้านอนก่อนจะปิดประตูเอาไว้แล้วจัดหาสิ่งที่สามี้าโดยไม่รีรอ
ไม่เช่นนั้นแล้ว คืนนี้อาจจะมีปากเสียงอีกก็เป็ได้ หากแต่คนตรงหน้าไม่ยอมหลับยอมนอน ถ่างตาดูฟุตบอลเพื่อลุ้นคู่ชนะที่ลงเงินเดิมพันเอาไว้จนดึกดื่น
“เหล้าหมดแล้ว ทำไมไม่รู้จักไปซื้อมาเก็บไว้” เสียงะโทำให้จารวีสะดุ้งตื่นขึ้นมา การทำงานทั้งวันเหนื่อยล้าจนร่างกายต้องพักผ่อนแต่กลับอดนอนเพื่อมาดูแลใครบางคน
“ไม่มีแล้ว เงินที่ไปทำงานก็ยังไม่ออก วันนี้คุณดื่มแค่นี้เถอะนะ” เธอบอกอีกฝ่ายไปตามตรง ทุกวันนี้หมดเงินค่าแรงไปกับเหล้าและสิ่งต่าง ๆ ที่สามี้ามามากเท่าใดแล้วไม่อาจนับได้
ทว่า คำพูดพวกนี้กลับทำให้เขาของขึ้น แสยะยิ้มน่ากลัวพลางลุกขึ้นมาจ้องหน้า “ฉันรู้ว่าแกซ่อนเงินเอาไว้ บอกฉันมานะว่ามันอยู่ตรงไหน”
จารวีเลิ่กลั่กแต่พยายามทำไม่รู้ไม่ชี้ “เปล่านะ ฉันไม่ได้ทำแบบนั้นสักหน่อย เงินที่ได้มาเมื่ออาทิตย์ก่อนหมดแล้วจริง ๆ ฉันให้คุณไปหมดแล้ว”
“เฮอะ” เขายิ้มมุมปาก “สาบานสิว่าไม่ได้โกหกฉันน่ะ ทำงานทั้งวันทั้งคืน เอาไปซื้อเหล้าแค่นี้มันจะหมดไปไหน” เขาเหวี่ยงร่างบางลงพื้นอย่างแรง “เอาเงินนั่นมาให้ฉันเดี๋ยวนี้”
“ไม่มี หมดแล้วจริง ๆ” เธอยังคงยืนยันคำเดิมและการกระทำเ่าั้ทำให้อีกฝ่ายมีน้ำโหจนถึงขั้นลงไม้ลงมือเพราะไม่เชื่อคำพูด
เสียงตบตี ด่าทอ ดังลั่นเข้ามาถึงห้องนอนของนลิน หัวใจดวงน้อยเต้นตึกตักเพราะได้ยินเสียงร้องของคนเป็แม่ ยิ่งเติบโตรู้ความมากขึ้น คำพูดหลอกล่อของจารวีจึงไม่ค่อยได้ผลเท่าใดนัก
วันนี้ นลินขัดคำสั่งเปิดประตูออกมาข้างนอกเพราะทนฟังเสียงนั้นไม่ไหว ภาพที่เห็นตรงหน้าฉายชัดเต็มสองตา ต้นเหตุที่ทำให้ใบหน้างดงามของแม่มีรอยช้ำได้ถึงขนาดนั้นอยู่ตรงหน้าของเธอนี่เอง
เด็กน้อยวิ่งเข้ามาแทรกระหว่างกลาง ผลักอกคนเป็พ่อให้เลิกกระชากผมยาวสลวยของจารวีเท่าที่จะทำได้แม้แรงนั้นจะไม่ะเืเลยก็ตาม
“ปล่อย!!!” เมื่อเห็นว่าชายคนนี้ไม่ยอมทำตามทั้งยังเอื้อมมือมาบีบคอคนเป็แม่ให้บอกที่ซ่อนเงินอีก นลินจึงกัดแขนของเขาเพียงเพื่ออยากจะช่วยแม่ไม่ให้เ็ป
หากแต่ร่างของเด็กน้อยถูกเหวี่ยงกระเด็นชนขอบตู้จนหัวฟาดได้เื “แกกล้ากัดฉันเหรอ ฉันเป็พ่อแกนะ” เขาตวาดลั่น เดินตึงตังเข้าไปหานลินด้วยความฉุนเฉียว
จารวีเห็นดังนั้นจึงรีบเอื้อมมือกอดขาข้างขวาของผู้เป็สามีเอาไว้ “ลูกไม่ได้ตั้งใจ อย่าทำอะไรลูกเลยนะ” เธอขอร้องให้เห็นใจแต่เขาไม่รับฟังสิ่งใด
ทั้งนั้นเตะเข้าที่ท้องอย่างไม่ปรานี สลัดจารวีออกไปได้ชั่วคราวแล้วกระชากผมยาวของนลินดึงขึ้นมา เด็กน้อยััได้ถึงความเ็ปร้องไห้จ้าเสียงดังลั่น
“อย่าทำลูก” จารวีะโบอกเขา “ปล่อยนลินนะ เงินที่คุณอยากได้อยู่ในตู้เสื้อผ้า” เธอยอมแพ้ ถึงอย่างไรตอนนี้ต้องปกป้องลูกสาวเอาไว้ให้ได้ อุตส่าห์เลี้ยงดูด้วยความรักแท้ ๆ ไม่คิดเลยว่าวันหนึ่งจะถูกคนเป็พ่อกระทำเช่นนี้
"แกโกหกฉันจริง ๆ ด้วยสินะ” เขาถามย้ำอีกครั้ง แววตาน่ากลัวจ้องกลับมา “ซ่อนไว้ที่ไหนอีกก็รีบบอกมา ถ้าฉันหาเจอทีหลัง แกกับลูกโดนดีแน่”
“ไม่มีแล้วจริง ๆ ครั้งนี้เชื่อฉันเถอะนะ คุณจะหาทั่วบ้านยังไงก็ไม่มีอีกแล้ว” เธอพร่ำบอกอย่างนั้นแล้วรีบคลานไปกอดนลินเอาไว้ หยิบผ้าที่กองอยู่บนพื้นซับเืตรงศีรษะ “ธาวัน ลูกหัวแตกเืไหล”
“...” สายตามองมาไร้เยื่อใย “แล้วยังไง” เขานับเงินที่เก็บไว้ในกระปุกแล้วยิ้มออกมา “เฮอะ กล้าซ่อนเงินเยอะขนาดนี้เลยเหรอ”
“พาลูกไปโรงพยาบาลก่อนเถอะนะ” เธออ้อนวอน ใจสั่นกลัว “คุณขับรถพาลูกไปหาหมอก่อนได้ไหม ธาวัน”
หากแต่อีกฝ่ายไม่ตอบสิ่งใด สายตาจ้องมองหน้าจอทีวีพลันเห็นผลแพ้ชนะของบอลคู่ชิง สีหน้ายิ้มแย้มขึ้นมาทันใดเพราะคิดไว้แล้วว่าผลพนันวันนี้โชคเข้าข้างแถมมีเงินอีกเต็มกระปุกคงต้องฉลองเสียหน่อยจึงรีบขับรถออกจากบ้านไปหาเพื่อนฝูงทันที
คืนนั้น จารวีจึงจำใจต้องยืมเงินคนข้างบ้านเพื่อเรียกรถแท็กซี่พาลูกสาวไปหาหมอ แม้ว่าสภาพร่างกายของตัวเองจะเจ็บช้ำไม่แพ้กัน ครั้นรู้ว่านลินไม่เป็อะไรแล้วจึงโล่งใจขึ้นมาบ้าง
“แม่ เจ็บไหม” เด็กน้อยเอ่ยถามเพราะเห็นผ้าปิดแผลที่มากกว่าเธอหลายแห่ง “เจ็บไหมคะ”
จารวีส่ายหน้าพลางลูบศีรษะลูกสาวตัวน้อย “เดี๋ยวสองสามวันก็หายแล้ว ไม่เป็ไรนะลูก นลินเจ็บมากไหมคะ”
เ้าตัวเม้มปากทำตาเศร้าคล้ายจะร้องไห้แต่กลั้นเอาไว้พร้อมส่ายหน้าเหมือนอย่างที่คนตรงหน้าทำเมื่อครู่ “ไม่เจ็บค่ะ เดี๋ยวก็หายแล้ว”
คนเป็แม่เห็นเหตุการณ์อย่างในวันนี้แล้วจึงรู้ซึ้งว่าธาวันไม่ใช่ทั้งสามีและพ่อที่ดีเลยสักนิด สิ่งที่เธอเสียใจมากที่สุดคือการแต่งงานกับเขา หากรู้ว่าวันหนึ่งชีวิตจะบัดซบได้ถึงขนาดนี้เพราะเขา คงไม่มีทางตัดสินใจแบบนี้เลย
ไม่ว่าจะทำกับเธออย่างไรก็อดทนมาโดยตลอดแต่ครั้งนี้กล้าลงมือกับลูกสาวที่รักปานดวงใจ เธอยอมไม่ได้เด็ดขาด จารวีหอบลูกไปโรงพักด้วยสภาพหน้าตาเขียวช้ำสะบักสะบอมทั้งคู่เพื่อแจ้งความ หวังว่าจะมีใครสักคนช่วยปกป้องพวกเขาให้รอดพ้น
“แค่ผัวเมียทะเลาะกันเอง ทำเป็เื่ใหญ่ไปได้” คนที่เธอหวังพึ่งพาพูดออกมาสีหน้าเรียบเฉยราวกับเื่ความรุนแรงในครอบครัวเป็เพียงสิ่งธรรมดาสามัญ
“แต่เขาทำร้ายลูก ฉันยอมไม่ได้” เธอยังคงยืนยันหนักแน่น
ทว่า สุดท้ายแล้วก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น เธอคิดจะย้ายบ้านไปอยู่ที่อื่น แต่เพราะสิ่งใดไม่รู้ได้หนทางมืดมนจนเธอจำต้องฝืนทนอยู่ที่แห่งนี้ต่อไป
หวาดระแวงว่าวันใดวันหนึ่ง ธาวันจะกลับมาแล้วกระทำสิ่งโหดร้ายกับลูกสาว จึงได้แต่ทำงานหนักขึ้นเพื่อเก็บเงินหลายส่วน คิดว่าอย่างน้อยจะหลีกเลี่ยงการปะทะกันได้ เพราะเมื่อเขาได้เงินตามที่พอใจแล้วก็จะหายหน้าหายตาไปจากชีวิตของพวกเขาหลายเดือน หรือบางครั้งนานนับปี
ชีวิตสองแม่ลูกจึงอยู่แบบนั้นเรื่อยมาจนกระทั่งนลินอายุสิบสี่ปี วันหนึ่งจารวีแอบร้องไห้เพราะเพิ่งได้ผลตรวจจากโรงพยาบาลเื่อาการป่วยของตัวเอง
โศกเศร้าและคร่ำครวญกับโชคชะตาที่ทดสอบชีวิตตัวเองไม่หยุดหย่อน คำพูดของหมอเ้าของไข้ยังคงชัดเจน
มะเร็งระยะสุดท้ายที่ไม่อาจรักษาได้