วันแข่งขันรอบสุดท้าย อาอู่จับสลากได้เลขที่ 6 พี่เดชได้เลขที่ 5 พี่ชัยชิตศิษย์อันดับ1 แห่งสำนักตักศิลา ละโว้ ได้เลขที่ 4 พี่สิงห์ เลขที่ 3 พี่ฟ้าลั่นเลขที่2 และองค์ชายสาธิต เลขที่ 1
ชัยเดชอันดับ 3 ของเมืองนคร ได้เลขที่ 1 ก้าวขึ้นเวทีเป็คนแรกได้สู้กับองค์ชายสาธิต องค์ชายสาธิต ก้าวขึ้นเวทีอย่างมั่นใจไม่กลัวใครเช่นกัน
ชัยเดช นั้นใช้ดาบสองมือ พุ่งเข้าใส่ด้วยความรวดเร็ว แต่องค์ชายสาธิตก็ใช้ดาบฟาดฟันด้วยความเร็วเช่นกัน ทำให้ชัยเดชต้องถอยไปตั้งรับอย่างเดียว แล้วองค์ชายสาธิต ก็หมุนตัวใส่เกลียวตามที่ฝึกมานับร้อย แล้วฟันไปที่ชัยเดชจนล้มลุกคลุกคลานไปแบบสู้กระบวนท่าไม่ได้ จึงได้เริ่มใช้คาถา เสกเป่าไปที่ตัวดาบ แล้วฟาดไปที่องค์ชายสาธิต เปรี้ยง องค์ชายสาธิตถูกฟาดด้วยอาคม ถอยไปหลายก้าว องค์ชายสาธิตไม่ถอยอีกคราวนี้ะโหมุนตัวใส่เกลียว 2 รอบ
แล้วฟันอีกครั้ง ชัยเดชใช้ดาบอาคมตั้งรับอีกครั้ง เปรี้ยง! คราวนี้ชัยเดชต้องถอยหลังไปอีกหลายก้าว องค์ชายสาธิตหมุนตัวฟาดไปอีกครั้งใส่เกลียว3รอบ
คราวนี้ชัยเดชโดนฟาดไปที่ลำคอทรุดตัวลงกับพื้นทันที องค์ชายสาธิตถีบชัยเดชตกเวทีไป แล้วตัวเองก็หมดแรงสู้ต่อไม่ไหวเช่นกัน ฟ้าลั่นคู่ที่ 2 เดินขึ้นมา เจอคู่ต่อสู้อันดับที่ 4 ของเมืองนคร ใช้ดาบเดียวเช่นกัน
ทั้งสองฟาดดาบเข้าหากันจนไฟแลบ ถึงแม้นักสู้จากเมืองนครจะใช้ดาบอาคมที่มีพลังเหนือกว่า ก็ไม่อาจสู้ความพยายามที่ ของฟ้าลั่นที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก องค์ชายสาธิต จนทำให้ ฟ้าลั่นเอาชนะไปได้เช่นกัน จากนั้นก็ให้พี่สิงห์ขึ้นสู้ต่อ
พี่สิงห์ก็สามารถเอาชนะได้เช่นเดียวกัน แล้วก็ส่งต่อไปที่คนต่อไปคือพี่ชัยชิต มือ1 จากละโว้ ได้สู้กับมืออันดับสองจากเมืองนคร คือ ชัยยศ
ทั้งสองใช้ดาบอาคมพุ่งเข้าใส่กัน กลายเป็ิญญาดาบสู้กัน แต่ว่าศิษย์พี่ชัยชิตมีเพลงดาบเหนือชั้นกว่า จึงใช้ดาบพาดไปที่คอของชัยยศจากเมืองนคร แต่ว่าชัยยศเมืองนครอ้าปาก ก็มีพลังจากผีพรายพุ่งเข้าใส่ศิษย์พี่ชัยชิตลอยร่วงจากพื้นเวทีแพ้ไปอย่างน่าเจ็บใจ
“ พี่เดชมันมีผีพราย ไว้ใช้งาน 2 ตัว พี่เดชระวังตัวด้วย” อาอู่เตือนให้ระวัง
พี่เดชพยักหน้า แล้วะโขึ้นเวที ทันที เ้าชัยยศเ้าเล่ห์ ชี้ดาบไปที่พี่เดช
แล้วให้ผีพรายพุ่งจู่โจมพี่เดชทันที แต่ว่าพี่เดชก็ทองมนต์แล้วปล่อยยันต์ 8 ทิศออกจากมือ แล้วะโใช้ดาบฟันไปที่ ชัยยศทันที เปรี้ยง ! ดาบเดียว ชัยยศถึงกับทรุดไปกับพื้น พยายามอ้าปากแต่พี่เดชใช้ยันต์ 8 ทิศคุ้มกันไว้แล้ว พอมันออกมาจากปากก็ถูกดูดไปในยันต์ทันที แล้วพี่เดชก็ถีบไปที่หน้าอกของชัยยศ จนลอยร่วงลงไปจากเวที สลบเหมือด จากนั้นพี่เดชก็สู้ชนะอีกสามคน
จนมืออันดับที่ 1 ของเมืองนครขึ้นมา พี่เดชเลยยอมแพ้ ให้อาอู่ขึ้นมาปิดท้ายงานในครั้งนี้ ชัยสิงห์ มืออันดับที่ 1 เมืองนคร ปะทะกับอาอู่ จากละโว้
“ ปีนี้เ้าต่อสู้ได้เยี่ยมยอดมาก ข้าดีใจที่มีคู่ต่อสู้เช่นเ้า แต่ว่าเ้ายังเด็กเกินไปมาเถอะจะได้จบเร็วๆ” ชัยสิงห์พูดดูถูกอาอู่เสร็จแล้ว ก็คว้าดาบสองมือหมุนควงอย่างรวดเร็วปานสายฟ้า แล้วเข้าปะทะกับอาอู่ที่ยืนถือดาบอย่างสงบนิ่ง
เสียงดาบเดียว ปะทะ กับดาบคู่เสียงดังระงมไปหมด คนทั่วไปแทบมองไม่เห็นมีประกายไฟที่เกิดจากการปะทะกัน วิบวับ ตลอดการต่อสู้ อาอู่เริ่มจับดาบด้วยสองมือ แล้วเริ่มะโๆ ฟันอย่างต่อเนื่อง ชัยสิงห์เริ่มถอยหลังไม่กล้ารับดาบเดียวข อาอู่เริ่มเข้าฟันข้างซ้าย ข้างขวา และ กลางหัว เทียนฟันแค่ 3 จุดเท่านั้นแต่ว่ากลับรวดเร็วและแรง จนไม่สามารถใช้ดาบคู่รับได้แม้แต่ดาบเดียวชัยยศเสกคาถาเข้าไปที่ดาบ สายฟ้าพุ่งเข้ามาใส่ที่ดาบของชัยยศ แล้วเริ่มชี้มาที่อาอู่ ทันที
อาอู่เห็นแล้วยังในี่มันสามารถเรียกสายฟ้าลงมาได้ด้วยหรือนี่ อย่าว่าแต่อาอู่จะใคนเดียว คนทั้งสนามต่อสู้ล้วนใเช่นกัน โดยเฉพาะฝั่งของเทียนนั้นแต่ละคนเป็ห่วงอาอู่ แต่ว่าอาจารย์เมฆา กลับรู้สึกดีที่อาอู่จะได้มีประสบการณ์ต่อสู้ใหม่ๆ ถึงจะแพ้ก็ไม่เสียใจ อาอู่ไม่สามารถปะทะกับสายฟ้าที่พุ่งเข้าใส่ได้ หรือถ้าปะทะกันขึ้นมาก็คงถูกฟ้าผ่ากระเด็นออกมาแน่ อาอู่สังเกต รองเท้าที่ชัยยศใส่นั้นไม่เหมือนใคร เหมือนจะมีโลหะพิเศษ เหมือนสายฟ้าผ่าลงมาและผ่านไปที่ดิน โดยที่ชัยยศไม่เป็อะไรเลย แต่อาอู่ไม่อยากเสียเวลา
จึงรีบใช้วิชาดาบตัดสายน้ำ เป็ท่าสังหาร ทีมี อยู่ 8 ท่า โดยเริ่มใช้ท่าพายุหมุนเป็ท่าแรก เข้าะโฟันแล้วใส่เกลียวเข้าสามรอบ ซึ่งมันรุนแรงกว่าใช้ฟันแบบธรรมดาถึง 3 เท่า หากแม้คู่ต่อสู้จะใช้ดาบรับก็มิอาจต้านได้ ชัยยศลองใช้ดาบคู่ทั้งสองรับพร้อมๆ กัน แต่ต้องกระเด็นลงไปทำท่าคุกเข่ากับพื้น และดาบยังฝ่าลงมาทีกลางศีรษะ โดนเฉียดไปนิดหน่อยเพราะอาอู่ถอนพลังดาบออกมาทันพอดี ถ้าโดนเข้าไปนี่โดนผ่าครึ่งแน่จากนั้น ชัยยศ ก็บอกยอมแพ้ ไม่สามารถต้านทานดาบของอาอู่ได้ หากเป็ดาบจริงเขาโดนผ่าเป็สองท่อนไปแล้ว
“ ละโว้ชนะ” สุดท้ายการแข่งประลองดาบในครั้งนี้ สำนักตักศิลาจากละโว้ ได้ที่ 1 ส่วนบุคคลอาอู่ก็ได้ที่ 1 อีกด้วยท่านองค์ราชันแห่งเมืองนคร แม้สำนักตักศิลา นคร จะเป็คนของท่าน แต่ว่าเห็นอาอู่ชนะก็อดรู้สึกยินดีกับอาอู่ตามไปด้วย เรียกเข้ามาให้แก้วแหวนเงินทองกับอาอู่มากมาย เป็หีบเลย เหล่าเพื่อนๆ ทั้งหลายต่างก็ตาโตเท่าไข่ห่านกันหมด
อาอู่บอกให้ท่านอายจารย์ธีระเอาสมบัติที่ได้มาช่วยแจกให้ทุกคนเท่าเทียมกันด้วยอาจารย์ธีระชื่มชมอาอู่ยิ่งนัก แล้วก็หันไปบอกอาจารย์เมฆา ว่าสอนลูกศิษย์แบบนี้ได้อย่างไร ทั้งสองคนเลยรวมทั้งเดช อีกคน ซึ่งครั้งนี้เขาได้เป็ลำดับที่ 2หลังจากจบการแข่งขันประลองดาบครั้งนี้ อาอู่ขอแวะกลับไปอยู่กับครอบครัวสักหลายวัน ให้คนอื่นกลับไปก่อน ดังนั้น ท่านสินธู กับอาจารย์เมฆา พี่เดชและอาอู่ พอมาถึงที่เกาะเมืองสยามก็แยกย้ายกันไป อาอู่กลับไปหาครอบครัวทันทีที่มาถึง
“ อาสะใภ้สาม อาอู่กลับมาแล้ว” เสียงอาอู่ะโร้องหาอาสะใภ้สามก่อนใคร
“ โอ้ กลับมาแล้ว เ้ากลับมาแล้ว” เสียงอาสะใภ้สามพูดแค่นั้นก็เข้ามากอดอาอู่น้ำตาไหลด้วยความคิดถึง แล้ว ท่านพ่อ และท่านอารอง อาสามก็ออกมาพร้อมกันหมด อาอู่เล่าเื่ที่ไปประลองดาบที่เมืองนครมาให้ทุกคนฟัง ทุกคนตื่นเต้นยินดีกันยิ่งนัก ซ่งอี้ เห็นว่าอาอู่โตเป็ผู้ใหญ่แล้ว ถึงแม้ว่าอายุเพียง 12 ปีเท่านั้นจึงคิดว่าต้องบอกความจริงให้เขาได้รับรู้เื่ราวชีวิตแต่หนหลังของเขาให้ได้รับรู้เสียที
“ อาอู่ เดี๋ยวกินข้าวเสร็จแล้ว เ้าตามข้าไปที่ห้องทำงาน ข้าจะมีเื่จะคุยกับเ้า” ซ่งอี้ เรียกซ่งเอ้อ และซ่งซานเข้าไปที่ห้องทำงานของเขาด้วย
พอทุกคนมากันครบ ซ่งอี้ยื่นเหรืยญตราประจำตัวให้กับอาอู่ 2 เหรียญ เป็เหรียญที่มีรูปเจดีย์ อยู่ด้านหลังทั้งสองเหรียญ ด้านหน้าเป็รูปสลักหน้าผู้หญิงคนหนึ่งส่วนอีกเหรียญเป็รูปทารกคนหนึ่งทั้งสองเหรียญเป็ทองคำแท้ มีตัวหนังสือเล็ก เขียนคำว่า ศรีวิชัย
“ เมื่อสิบสองปีก่อน ข้ากับเ้าห้า ได้ไปทำการค้าที่แดนตะวันตก พอขากลับ เรือของเรามาจอดรอเพื่อซื้อเสบียงที่วัดพระปฐมเจดีย์ พอตอนจะขึ้นเรือกลับ เราได้เห็น หญิงสาวคนหนึ่งอุ้มลูกแอบซ่อนอยู่ในเรือ ของเรา นางถูกฟันาเ็ ทางเราได้รักษาอาการของนางแต่ว่านางได้รับาเ็สาหัส นางทนพิษาแไม่ไหวสุดท้ายก็จากไป ก่อนตายนางเล่าว่า นางคือพระมเหสีวรินธรา แห่งเมืองศรีวิชัย บุตรของนางคือรัชทายาทของเมืองศรีวิชัย(จังหวัดนครปฐมในปัจจุบัน) นางถูกคนลอบทำร้าย นางกลัวว่าบุตรของนางจะมีอันตรายจากคนในวังถ้าหากกลับส่งเ้ากลับเข้าเมืองไป นางขอร้องให้ข้ารับลูกนางไปเลี้ยง ให้ใช้ชีวิตปกติธรรมดา หากครบอายุ 20 ปีค่อยบอกเื่นี้กับเ้าและเหรียญตราทองคำสองเหรียญนี้คือสิ่งยืนยันตัวตนของเ้า”ซ่งอี้เล่าประวัติให้อาอู่ฟัง อาอู่รับฟังด้วยสีหน้านิ่งเฉย แต่ในใจนั้นร้อนรุ่มยิ่งนักถึงจะไม่เคยเจอกับแม่มาก่อน แต่อย่างน้อย นางก็เป็ผู้ให้กำเนิด อาอู่จำเื่ของ
องค์ชายสาธิตที่เคยเล่าให้ฟังถึงความขัดแย้ง ในเมืองศรีวิชัย ที่แท้ตัวเขานี่เองเป็ลูกของราชินีที่หายไป แล้วตกลงใครกันแน่สนมเอกแม่ขององค์ชายสาธิตหรือสนมรอง แม่องค์ชายสันติ ที่เป็คนลอบสังหารแม่ของข้า รอให้ข้าพร้อมกว่านี้ข้าจะกลับไปแก้แค้นให้สาสม ท่านแม่ขอเวลาให้ลูกอีกหน่อย
“ ความจริงข้าจะบอกเ้าตอนอายุ 20 อย่างที่แม่เ้าบอก แต่ว่าข้าไม่รู้ว่าอนาคตพวกข้าจะยังมีชีวิตอยู่ได้บอกกับเ้าหรือไม่ ดังนั้นจึงต้องบอกเ้าเสียตอนนี้เลย”ซ่งอี้พูดจบ ทั้งอาอู่กับท่านอาทั้งสองก็ใ ว่าเกิดอะไรขึ้น
“ ท่านพ่อ เกิดอะไรขึ้นทำไมท่านถึงได้พูดเช่นนี้” อาอู่รีบถามก่อนทันที
“ ข้าได้รับแจ้งว่า หยวนเต๋อคุนมันใส่ร้ายข้าให้กับราชสำนักต้าหยวนว่าพวกเราเขตการค้าเกาะเมืองสยามจะไปเข้าร่วมกับพวกกบถ แต่เพราะว่าไม่มีหลักฐานใดใดจึงยังไม่สามารถทำอะไรพวกเราได้ และอีกทั้งพวกเราจะมีความสัมพันธ์ กับเขตการค้าอินเดีย และเขตการค้ามาละกา จึงทำอะไรเปิดเผยไม่ได้ แต่ว่าคนของเราแจ้งข่าวมาว่า หยวนเต๋อคุณ มันได้จ้างกองกำลังลอบสังหารมาจากจามปา พวกมันกำลังส่งมาจัดการกับพวกเราในเร็ววันนี้ ดังนั้นข้าจึงต้องสั่งเสียทุกสิ่งทุกอย่างไว้ก่อนที่จะไม่ได้ทำ” ซ่งอี้บอกเื่นี้กับทุกคน
“ หยวนเต๋อคุน มันเป็ใครหรือท่านพ่อ” อาอู่ถามขึ้น
“ มันเป็หัวหน้าเขตการค้าที่ช่องแคบมะละกา มันอยากควบคุมเขตการค้าทั้งหมดในเขตน่านน้ำทั้งสามแห่ง คือที่เขตการค้าจีนที่ทะเลอินเดีย เกาะเมืองสยามและช่องแคบมะละกา ซึ่งตอนนี้มันควบคุมอยู่แล้ว” ซ่งอี้อธิบาย
“ ที่เขตมะละกามันก็ใหญ่กว่าที่เกาะเมืองสยามอยู่แล้วทำไมมันถึงอยากได้อีก” อาอู่สงสัย
“ เ้ายังไม่รู้อะไร ที่ช่องแคบมะละกาได้ชื่อว่าเป็เขตการค้าที่เครื่องเทศที่ใหญ่ที่สุด เป็เพราะได้นำเครื่องเทศจากที่เกาะเมืองสยามไปแลกเปลี่ยนกว่าครึ่งและอีกทั้ง ของป่าที่ดินแดนแถบนี้ยังมีมากที่สุดในเขตการค้าทั้งหมดมันมีมูลค่ามหาศาลเลยทีเดียว เ้าลองคิดดู ที่บริเวณสุวรรณภูมิแห่งนี้มีอาณาจักรทั้งหมดไม่ต่ำกว่า 20 อาณาจักร มีเมืองมากว่า 200 กว่าเมือง แต่ที่มะละกามีทั้งพื้นที่และสินค้าไม่ถึง สามในสิบส่วนของดินแดนแห่งนี้ เ้าคิดว่าหยวนเต๋อคุนมันเป็ชาวต้าหยวน มันจะยอมให้ชาวต้าซ่งอย่างเรา ได้อย่างเป็สุขอยู่อีกหรือ” ซ่งอี้อธิบายให้เห็นภาพรวม
แล้วที่ผ่านมาราชสำนักยอมให้พวกเราได้อย่างไร
“ ราชสำนักต้าหยวน ไม่สนใจหรอกว่าใครจะเขตการค้า ขอให้ส่งเครื่องบรรณการให้ตามที่พวกมัน้า ก็พอแล้ว แล้วยิ่งเวลานี้ ภายในไม่ถึง 20 ปีที่ผ่านมา ราชวงศ์หยวนเกิดการแย่งชิงสมบัติกันหลายครั้ง นับถึงวันนี้เปลี่ยนฮ่องเต้ไปแล้วเกือบ 5 คน พวกมันไม่สนเื่ราวที่ห่างไกลเช่นนี้หรอก” ซ่งตี้เอ่ย
“แล้วท่านพี่พอจะรู้ไหมว่าพวกมันจะเริ่มลงมือเมื่อไหร” ซ่งซานถานด้วยความกังวล อาอู่กับอารองก็นั่งรอคำตอบด้วยเช่นกัน
“ ไม่เกิน 7 วัน”