ตอนที่ 46 อัจฉริยะที่แท้จริง
อัจฉริยะที่รายล้อมศิลาวัดระดับพลังเริ่มดูคึกคักขึ้นเป็นพิเศษ อัจฉริยะจากสี่แดนเทพมนุษย์ก็ได้โชว์ศักยภาพของตนเองไปแล้ว ความสามารถที่พวกเขาแสดงออกมาย่อมไม่อาจนำไปเปรียบเทียบกับคนจากมหาแผ่นดินได้เลยก่อนชายคนหนึ่งจะปรากฏขึ้น ร่างกายใหญ่โตผิวคล้ำเข้มพลางเผยรอยยิ้มกว้าง เท้าซ้ายก้าวออกพลางบิดเอวเล็กน้อยก่อนกำหมัดแน่นพลันปล่อยมันออกไป
....
ศิลาตอบกลับโดยเป็นเสียงแห่งความเงียบงันก่อนค่าตัวเลขจะแสดงขึ้น
34
ค่าตัวเลขที่แสดงออกมาอดไม่ได้ที่จะชื่นชมอย่างยินดีปรีดาเสียงของสตรีพลันตะโกนมาจากฝูงชน "สุดยอดเลยโพคริส เจ้าเป็นอัจฉริยะ!!"
ใบหน้าของโพคริสล้วนแสดงความเปี่ยมปิติเป็นอันมาก เขาไม่มีวันเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับสัตว์ประหลาดจากแดนเทพมนุษย์หรอก ตัวเลขสามสิบสี่นี้ก็นับว่าเป็นอัจฉริยะชั้นแนวหน้าแล้ว โพคริสเดินกลับมาด้วยความภาคภูมิ
ฝูงชนยิ่งครึกครื้นยิ่งกว่าเก่า เหล่าอัจฉริยะได้แต่ชื่นชมโพคริสที่ได้ค่าตัวเลขสูงเช่นนั้น เขาอาจจะเป็นมังกรในหมู่มังกร!!
สิบลมหายใจผ่านไป... ยังไม่มีใครเข้าไปเขตศิลาวัดระดับพลังสักทีจนกระทั่งมีคนที่อดไม่ไหวพลางกล่าวอย่างหงุดหงิด "ใครตาต่อไปวะ! เข้าไปวัดพลังสิว่ะ!!"
ก่อนเสียงสตรีจะดังกึกก้อง ฝูงชนพลันจับตามองไปทางพวกเขาอย่างพร้อมเพรียง "โททัช! ตาเจ้าไม่ใช่เรอะ!!" มาซูกล่าวพลางผลักโททัชออกไปข้างหน้า
บุรุษรูปร่างสูงใหญ่พลันกระเด็นออกมาจากฝูงชนก่อนกล่าวไปทางมาซูอย่างเคอะเขิน "ข้าลืมน่ะว่าตาข้าแล้ว ฮาๆ" ใบหน้าแย้มยิ้มแต่กลับหัวเราะแห้ง
เพียงสามลมหายใจใบหน้าพลันแปรเปลี่ยนเป็นจริงจังอย่างที่สุดราวกับแม่ทัพกำลังจะทำสงคราม บุรุษร่างสูงใหญ่ก้าวเดินเข้าหาศิลาวัดระดับพลังด้วยความองอาจ ขาซ้ายก้าวออกพลางบิดเอวเล็กน้อย หนึ่งหมัดกำแน่นก่อนทำการปลดปล่อย!!
ตึบ...
ศิลาวัดระดับพลังส่งเสียงพลางใบหน้าของเหล่าผู้คนเกือบพันที่รอลุ้นไปกับตัวเลขที่จะปรากฏ โททัชกลับใบหน้าเฉยชาราวกับรู้ผลรับของมันอยู่แล้วกระทั่งมาซูก็แอบแสยะยิ้มเล็กน้อย
83
!!!
ตัวเลขที่ปรากฏขึ้นยิ่งทำให้รู้สึกถึงเส้นขนที่ลุกชูชันขึ้นอีกครา ใบหน้าของเหล่าผู้คนจากมหาแผ่นดินเผยยิ้มกว้างปานจะถึงหัว ก่อนจะกู่ร้องกันลั่นห้องโถงราวกับชนะสงคราม
เฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮ
บ้างกระโดดกอดคอกัน บ้างดีใจจนกอดคนรอบข้างอย่างไม่ตั้งใจ ผู้คนส่วนใหญ่อยากจะยกเจ้าชายหนุ่มคนนั้นละโยนขึ้นฟ้าเป็นจังหวะเพื่อฉลองชัยชนะเสียจริงๆ ความรู้สึกที่มันปิติยินดีอย่างหาที่สุดมิได้นี้มันอะไรกัน การได้หักหน้าปรมาจารย์จากสี่แดนเทพมนุษย์โดยพวกเขาทำอะไรไม่ได้คือสิ่งที่ไม่อาจโหยหาได้อีกแล้ว
ก่อนหนึ่งในฝูงชนที่สามารถจดจำชื่อของชายหนุ่มคนนั้นได้จะเริ่มตะโกน "โททัช! โททัช! โททัช!"
ผู้คนโดยรอบที่ได้ยินเช่นนั้นใบหน้าพลันยกยิ้มก่อนกล่าวตะโกนไปพร้อมกับคนอื่น "โททัช! โททัช! โททัช!"
เสียงกล่าวเรียกชื่อวีรบุรุษดังกึกก้องทั่วทั้งห้องโถง เป็นบรรยากาศที่น่าขนหัวลุก ทุกคนต่างพร้อมใจกันเรียกขานชื่อ "โททัช" อย่างเต็มใจและเปี่ยมไปด้วยความภาคภูมิ เหล่าอัจฉริยะจากสี่แดนเทพมนุษย์ถึงกับแข็งค้าง ค่าสเตตัสรวมของเขายังอ่อนด้อยกว่าคนจากมหาแผ่นดินอีกหรือ? ราวกับถูกตบหน้าฉาดใหญ่อย่างไรอย่างนั้น ทว่า คนที่ดูหงุดหงิดที่สุดกลับกลายเป็น "เหมยหลิน"
แววตาแปรเปลี่ยนเป็นขึงขังก่อนหญิงสาวจะกล่าวกับบาโมท์ "เขาลงแข่งการประลองของมหาแผ่นดินหรือไม่"
บาโมท์ที่ได้ยินเช่นนั้นพลันเผยรอยยิ้มกว้าง ร้อยวันพันปีที่เหมยหลินจะเป็นคนทักเขาก่อน ชายหนุ่มกล่าวอย่างเริงร่า "แข่งสิ ติดอยู่ในรายชื่อตัวเต็งด้วยนะ"
"ข้าจะแกร่งกว่านี้และอยากลองประลองกับเขา" เหมยหลินกล่าวพลางตีตัวออกห่างจากฝูงชน สีหน้าแสดงความจริงจังเป็นอย่างมากราวกับข้าต้องเป็นหนึ่งเพียงผู้เดียว
ท่ามกลางความตื้นตันจากผู้คนทั่วมหาแผ่นดิน ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย โททัชมาจากหนึ่งในหกจักรวรรดิไม่ใช่มาจากเมืองศักดิ์สิทธิ์ ตามหลักความเป็นจริงแล้วอัจฉริยะจากเมือศักดิ์สิทธิ์สมควรแข็งแกร่งกว่าเขามาก ทว่า เขากลับก้าวข้ามมันไปทั้งหมดก้าวข้ามกระทั่งอัจฉริยะจากสี่แดนเทพมนุษย์!! ทุกสายตาต่างจับจ้องไปยังเขาไม่ลดละราวกับได้เห็นดาวดวงใหม่ที่จะเจิดจรัสบนฟากฟ้า นับว่าเป็นบุญตายิ่งนักที่ได้เห็นคนของมหาแผ่นดินเอาชัยจากสี่แดนเทพมนุษย์
เหล่าปรมาจารย์ยังอดไม่ได้ที่จะกล่าวขึ้นอย่างขึงขังโดยเฉพาะอย่างยิิ่ง ปรมาจารย์โหวู๋ "แข็งแกร่งกว่าเหมยหลินอีกงั้นเรอะ!"
ปรมาจารย์ยูไคได้แต่กุมขมับ เหมยหลินคือศิษย์เอกของเขา ย่อมรู้นิสัยของศิษย์ตนเป็นอย่างดี เธอราวกับพยัคฆ์ร้ายที่ฆ่าไม่ยอมตายหากแพ้พ่ายลงคราใด หญิงสาวจะกลับไปฝึกฝนแล้วกลับมาเป็นใหญ่ขึ้นอีกครั้ง เป็นผู้ที่ไม่รู้จักความพ่ายแพ้!! ปรมาจารย์ยูไคได้แต่กล่าวอย่างสงสาร "เหมยหลินจะฝึกหนักอีกแล้วสินะ"
สายตากวาดมองหาศิษย์เอกของตน เหมยหลินเดินออกจากประตูไปแล้ว เธอจะต้องมุ่งตรงไปยังภูเขาของเมืองศักดิ์สิทธิ์แน่นอน ทว่า ครานี้บาโมท์ก็ไม่ได้ตามเธอไป ชายหนุ่มคนนี้ก็ตามจีบเหมยหลินอยู่นานย่อมรู้จักนิสัยของเธอดีเช่นกัน เวลาที่หญิงสาวจริงจังต่อให้เป็นเทพเจ้ามาโปรดก็มิอาจยับยั้งเธอได้
"...เอาอีกแล้วเรอะ เหมยหลิน"
.
.
.
.
กาติรัสที่นิ่งงันอยู่นานก็เริ่มจะหยิบจับอาหารบ้าง แม้คราแรกจะไม่อยากกินแต่หลังจากได้เห็นลาซิเฟียที่กินอย่างเอร็ดอร่อยแล้ว มันก็อดไม่ได้ที่จะหยิบเนื้อชิ้นโตขึ้นมาบ้างพลางกัดกินราวกับคนอดยาก ลาซิเฟียเห็นกาติรัสไม่ได้แตะอาหารใดๆ เลยตั้งแต่เริ่มงาน ทว่า คราวนี้เขากลับกินมันด้วยท่าทางที่หิวโหย เป็นสิ่งที่เข้าใจได้ ชายหนุ่มเบื้องหน้าแข็งแกร่งเกินมนุษ์ มนา เขาอาจจะมาจากสังคมที่ยิ่งใหญ่และเคยใช้ชีวิตหรูหรามาก่อน มันเทียบกันไม่ได้เลยกับอาหารในยุคสมัยโบราณที่เธอเคยกิน ถึงอย่างไรอาหารก็คืออาหาร ให้มันได้บรรเทาอาการหิวก็เพียงพอแล้ว
ใบหน้าประดับไปด้วยรอยยิ้มก่อนหญิงสาวจะเอ่ยขึ้น
"กาติรัสก็ไม่ลองสักหน่อยหรอ" ลาซิเฟียกล่าวพลางจับจ้องชายหนุ่มตาไม่กระพริบราวกับสาส์นท้าประลองอย่างไรอย่างนั้น คำว่าลองของหญิงสาวมิได้หมายถึงอาหาร ทว่า หมายถึงศิลาวัดระดับพลังต่างหาก!
"ลอง?" ชายหนุ่มถึงกับอารมณ์สะดุด ช่างเป็นคำถามที่โง่เขลานักก่อนชายหนุ่มจะเอ่ยต่อด้วยใบหน้าเฉยชา "เจ้าก็น่าจะรู้ดี ให้ข้าไปลองพลังกับไอ้มูลสัตว์นั้นนะหรือ? ไม่มีทางซะละ"
ลาซิเฟียที่ได้ยินเช่นนั้นพลันหัวเราะคิกคัก "คิกๆ ก็จริง ช่างเป็นศิลาวัดพลังที่มีข้อบกพร่องมากเกินไป"
กาติรัสได้แต่ครุ่นคิดถึงอากัปกิริยาของลาซิเฟียที่เปลี่ยนไป คราแรกที่เจอกันเธออยู่ราวกับผู้มากประสบการณ์อย่างล้นหลาม ทว่า ตอนนี้เธอกลับเริ่มทำตัวเหมือนรุ่นเยาว์ ถ้านับตามกายภาพแล้วไม่ว่าจะชาติภพที่แล้วหรือชาติภพนี้ กาติรัสยังนับว่าเป็นชายหนุ่มคนหนึ่ง ถ้านับตามสภาพจิตใจ กาติรัสย่อมมิใช่เด็กน้อยไม่ต่างจากไปจากตาเฒ่าที่มีอายุมากกว่าพันปีเลยสักนิด ประสบการณ์ที่ท่วมท้นของเขาทำให้กลายเป็นตาเฒ่าในร่างเด็ก
แม้ชาติภพที่แล้วจะใช้ชีวิตบนโลกเพียงสิบห้าปีแต่ทุกวินาทีต่างมีค่าประดุจชีวิต เขาใช้มันได้อย่างคุ้มค่าจนเกินไป มันกลับกลายเป็นทำให้สภาพจิตใจของชายหนุ่มไม่ต่างไปจากตาเฒ่าพันปีแม้แต่น้อย
ในขณะที่ลาซิเฟียคงความเป็นผู้ใหญ่ไว้บางสถานการณ์เพราะความจริงแล้ว สภาพจิตใจของเธอก็ไม่ต่างอะไรไปกับรุ่นเยาว์อายุสิบห้าสิบหกปี แม้จะมีประสบการณ์นับสิบภพชาติแต่สภาพจิตใจของหญิงสาวก็ไม่ได้แก่ตัวขึ้นเลยเนื่องจากทุกภพชาติ เธอมักใช้เวทย์เกิดใหม่ตั้งแต่อายุสิบห้าปีเสมอ...
กาติรัสที่สังเกตลาซิเฟียอยู่พักใหญ่ ท่าทางหญิงสาวดูเป็นธรรมชาติขึ้นกว่าเก่ามาก ก่อนจะเอ่ยขึ้น "เจ้าอิ่มหรือยัง?"
"อิ่ม? คติความของข้าไม่มีคำว่าอิ่ม" ลาซิเฟียกล่าวพลางหยิบเนื้ออีกชิ้นในทันทีและมันเป็นเนื้อชิ้นสุดท้ายบนโต๊ะนี้แล้ว
ยังมีผู้คนบางส่วนที่ไม่อาจละสายตาไปจากชายหนุ่มและหญิงสาวได้เลย เป็นสัดส่วนที่ลงตัวกันราวกับปาฏิหาริย์ ความอิจฉาที่เคยมีกลับเลือนหายไปอย่างไม่รู้ตัว ช่างเป็นสิ่งที่คู่กันราวกับฟ้าประทาน ตอนนี้ขอแค่ได้ชมพวกเขาได้เล่นกันก็มีความสุขขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
กาติรัสที่ดูเหมือนค่ำคืนนี้จะอีกยาวไกลแต่ทว่าชายหนุ่มอยากกลับไปพักผ่อนแล้ว "กลับกันเถอะ เวลาก็ยามนี้แล้วเดี๋ยวข้าไปส่ง"
ลาซิเฟียพลันโพล่งคำ "ท่านไปส่ง?!"
ลาซิเฟียพลันคิ้วเลิกสูงขึ้น ความประหลาดใจปรากฏอยู่บนใบหน้าอย่างชัดเจน ชายหนุ่มเบื้องหน้าเป็นคนถือดีและรักศักดิ์ศรีเป็นอันมาก เหนือสิ่งอื่นใด เขาแข็งแกร่งอย่างที่สุดและเป็นคนที่ไม่สนโลกเลยสักนิดเดียว เขาทำตัวราวกับเป็นศูนย์กลางของจักรวาลทั้งที่คนที่กระทำเช่นนี้สมควรจะเป็นบุรุษที่น่าเบื่อหน่าย ทว่า ความรู้สึกที่มีต่อบุรุษเบื้องหน้ามันช่างแปลกประหลาด เขากลับทำให้รู้สึกปลอดภัยและรู้สึกสนุกสนานอย่างบอกไม่ถูก
สิบภพชาติไม่เคยแม้แต่จะให้ใครยื่นมือเข้ามาช่วยโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับบุรุษ หญิงสาวมักจะยืนหยัดด้วยพลังของตัวเองเสมอมา อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เธอรู้สึกหวั่นไหวและไร้ภูมิต้านทานต่ออารมณ์ที่ราวกับเป็นพายุโหมกระหน่ำ สิิบภพชาติกลับเคยถูกผู้อื่นยื่นมือเข้ามาช่วยเป็นคราแรกและมันผู้นั้นยังเป็นบุรุษเพศเสียด้วย เป็นความประทับใจแรกที่ยากจะลืมเลือน
บางที... เรื่องความหมายของชีวิต... เขาอาจจะให้คำตอบข้าได้ก็ได้...
ลาซิเฟียที่ตกอยู่ในภวังค์แห่งความคิดพลันตื่นขึ้นด้วยคำกล่าวของกาติรัสที่ย้ำเตือนสติ "สรุปแล้วเจ้าจะกลับหรือไม่?" ชายหนุ่มกล่าวพลางยืนขึ้น
หญิงสาวแอบยิ้มตรงมุมปากก่อนกล่าวขึ้น "ไปสิ" ลาซิเฟียยืนขึ้นเช่นกัน
ความเห็นที่ตรงกันเช่นนั้นกาติรัสจึงมุ่งตรงไปทางประตูพลางลาซิเฟียที่เดินตามมาราวกับลูกเป็ดตามแม่ ดูเหมือนครานี้หญิงสาวจะรู้สึกแตกต่างจากเดิม เริ่มจะครุ่นคิดเกี่ยวกับตัวของบุรุษเบื้องหน้ามากขึ้น มากขึ้น มากขึ้น
เขาเกิดในยุคสมัยเดียวกับข้าหรือไม่นะ? ให้ตายสิ... ขัาชักจะคิดมากเกินไปแล้ว...
ยิ่งได้มองแผ่นหลังนั้นยิ่งรู้สึกปลอดภัยราวกับถูกปกป้องโดยพรของเทพ เป็นความอบอุ่นที่ไม่เคยได้รับมาก่อนเลย ช่างเป็นความรู้สึกที่ยากจะอธิบายออกมา หัวใจที่แข็งกร้าวเริ่มปรากฏความเปราะบางให้เห็น แม้ภายนอกจะดูนิ่งเฉยและเย็นชา ทว่า ภายในจิตใจของเธอกลับปั่นปวนไปหมด
โอ้ย... ทำไมข้าคิดมากเช่นนี้!! เพราะถูกช่วยโดยผู้อื่นคร้้งแรกงั้นหรือ?
--------------
ณ มหาแผ่นดิน ณ เมืองศักดิ์สิทธิ์ ณ พรรคแดนศักดิ์สิทธิ์
กาติรัสเป็นคนนำทางเสมอยังอดคิดไม่ได้ว่าเขาจำทางเหล่านั้นได้อย่างไรกระทั่งศิษย์ภายนอกของพรรคแดนศักดิ์สิทธิ์ยังมีหลงๆ ลืมๆ ทว่า ชายหนุ่มเบื้องหน้ากลับจำมันได้อย่างแม่นยำเพียงแค่เคยถูกนำทางแค่ครั้งเดียว! แถมมันยังเป็นยามราตรีอีกด้วย
ปรากฏเป็นบ้านไม้ธรรมดาๆ บ้านที่กาติรัสอาจจะรู้สึกคุ้นเคยอยู่ไม่น้อย มันเป็นที่พักของหญิงสาวที่ยืนอยู่ข้างกาย ป่าไม้สูงใหญ่ด้วยเวลาที่ดวงดาราทอประกายแสงบนนภา มุมตรงนี้กลับไม่สามารถเห็นท้องนภาได้เลย เป็นเพียงกิ่งก้านสาขาของต้นไม้ที่แตกออกมาจนบดบังท้องฟ้าเสียมิด ช่างเลือกที่ได้น่าก่นด่าจริงๆ สิ่งที่สามารถรู้สึกถึงได้เป็นอย่างดีคืออากาศหายใจที่เลือนหายไปจนน่าประหลาด สำหรับกาติรัสแล้วเขาเป็นบุรุษผู้มีความอดทนยิ่งก่อนชายหนุ่มจะกล่าว
"ถึงบ้านเจ้าแล้ว งั้นข้าไปละ" กาติรัสกล่าวพลางเดินหันหลังกลับ
ก่อนฝ่าเท้าจะชะงักงันเพราะเสียงสายหนึ่งที่กล่าวขัดเขาขึ้นมา
"เดี๋ยวสิ!! นี้ท่านจะไปจริงๆนะหรือ? เวลานี้นะหรือ?"
"ผิดหรือ?"
"ข้าไม่ได้หมายถึงเช่นนั้น ท่านไม่อยากจะพักที่นี้หน่อยหรือ?" ลาซิเฟียกล่าวด้วยอาการเคอะเขินโดยปลายเสียงก็สั่นเครือเล็กน้อย
"เจ้าบ้าหรือไม่? ให้ข้านอนชายคาเดียวกันกับสตรี? และเจ้ายังเป็นคนเชิญชวน??" กาติรัสอดไม่ได้ที่จะกล่าวด้วยใบหน้าขุ่นเคือง เรื่องแค่นี้ใครใครก็รู้ว่ามันผิดแต่เธอยังอยากกระทำมันไม่พอยังเชิญชวนเขาอีกหรือ?
"ก็ต้นไม้โดยรอบมันเกิดการแลกเปลี่ยนอนูกะธาตุ ทำให้อากาศที่ต้องใช้หายใจบางส่วนเหือดหายไป มันแย่งอากาศเราหายใจนั้นแหละ! และต้นไม้พวกนี้มันแย่งไปเยอะเป็นพิเศษ ข้าเกรงว่าระหว่างทางกลับท่านจะเป็นลมล้มพับไปเสียก่อน"
กาติรัสที่ได้ฟังเช่นนั้นก็พลันครุ่นคิด ตามคำกล่าวทุกอย่างมันสมเหตุสมผลยิ่ง สาเหตุที่คนไม่ค่อยเลือกพักกันกลางภูเขาอาจเป็นเพราะต้นไม้มิใช่สัตว์อสูร อากาศในอากาศธาตุก็เบาบางลงจนน่าวิตก แท้จริงแล้วเธอเลือกที่พักเป็นที่แห่งนี้เพื่อฝึกตนหรอกหรือ?
กาติรัสกลับกล่าวถาม "ถ้ามันเกิดอะไรขึ้น?"
"สิ่งใดจะเกิดขึ้นกัน? หากท่านเป็นบุรุษย่อมตัดสินใจได้อย่างเฉียบขาด หรือท่านจะมิใช่บุรุษ?"
กาติรัสราวกับถูกยั่วยุซึ่งแน่นอนผลกระทบของอันเดดมันกลับยิ่งใหญ่จนน่าผวา จิตวิญญาณต่างเรียกร้องให้พิสูจน์ตนเอง เป็นความรู้สึกที่ราวกับหากไม่ได้พิสูจน์ตัวเองตามคำยั่วยุจะต้องกระอักเลือดตายแน่ "ข้าเป็นบุรุษ!!" กาติรัสกล่าวพลางเดินเข้าไปในบ้านไม้ทันที
..สเตตัสปัจจุบัน...
ชื่อ:กาติรัส อันเดลัส(เพศชาย) อายุ:15ปี เผ่าพันธุ์:มนุษย์กึ่งอันเดด อายุขัยโดยธรรมชาติ:อนันต์
เลเวล:5,364 พลังกาย:176,375 พลังเวทย์:779,399 อาชีพ:จักรพรรดิผีดิบ