ตอนที่34 ผลการแข่งขันอย่างเป็นทางการ
เขาใช้ทักษะการแฮ็กขั้นสูงเพื่อติดตามร่องรอยของคนโพสต์พลางขมวดคิ้วเป็นระยะด้วยความสงสัยและพึมพำถามตัวเองว่า“ใครกันที่ใช้ทักษะเหมือนฉันเลย?”
ในที่สุดหยางจุ้นตามจนพบไอพีเครื่องที่เป็นต้นตอโพสต์ข้อความประจานบริษัทแอดวานซ์เขาอุทานอย่างไม่เชื่อสายตา โดยไม่คาดคิดว่าจะเป็นคนที่เขาคาดเดาไว้ก่อนล่วงหน้าแล้วว่า
“ฮะ! เสิ่นลี่อิงเองหรือ? ทำไมเธอกล้าทำแบบนี้? ไม่กลัวพวกเขาจะหาทางแก้แค้นคืนหรือไง?”
หยางจุ้นสงสัยว่าทำไมเด็กสาวถึงได้โกรธแค้นกับบริษัทแอดวานซ์นักจนต้องมีการโพสต์หาเรื่องโดยตรง เขาพยายามสืบค้นข้อมูลแล้วพบว่าฟาร์มของครอบครัวเสิ่นมีการพัฒนาไปในทิศทางคล้ายกับทางบริษัทแอดวานซ์
ทว่าบริษัทแอดวานซ์มีเงินทุนและเครือข่ายกว้างขวางกว่าฉะนั้นโรงงานของทางบริษัทจึงได้มาตรฐานและมีขนาดใหญ่กว่าในขณะที่โรงงานของครอบครัวเสิ่นจะมีลักษณะเป็นเหมือนวิสาหกิจชุมชน
“หากจะบอกว่ามีแนวทางพัฒนาเหมือนกันจนทำให้เธอต้องสกัดอีกฝ่าย ก็ไม่น่าเป็นไปได้ ในโลกธุรกิจมีการผลิตสินค้าเหมือนกันตั้งมากมายแปลกเสียจริง แต่สัญญาก็เอาเปรียบเกินไปจริง ๆ นั่นแหละ”
หยางจุ้นพยักหน้าเข้าใจเรื่องราวต้นเหตุการโพสต์ของเสิ่นลี่อิงมากขึ้นมีเพียงสิ่งเดียวที่เขายังรู้สึกติดค้างอยู่ในใจ นั่นคือการต่อต้านบริษัทใหญ่อย่างโจ่งแจ้งซึ่งเป็นการสร้างศัตรูโดยไม่รู้ตัว
เขาคิดไม่ออกว่าเสิ่นลี่อิงจะกล้าทำเรื่องขาดการไตร่ตรองถึงผลกระทบที่จะตามมาได้อย่างไร
“เห็นแก่ว่าเธอน่าจะฝึกฝนได้หรอกนะฉันจะช่วยเหลือสักครั้งก็แล้วกัน”
หยางจุ้นถอนหายใจพลางพึมพำอย่างไม่พอใจพฤติกรรมของเสิ่นลี่อิงนักทว่าเขารู้สึกใจอ่อนที่จะเห็นเธอต้องถูกทางตระกูลหลินตามเจอไม่ได้เพราะต้องการให้เธอมีโอกาสเข้ารับการฝึกฝนกับทางกองกำลังพิเศษดูสักครั้ง
เขาคิดว่าเธอมีความพิเศษด้านการจดจำเนื้อหาวิชาได้รวดเร็วซึ่งเป็นทักษะที่ทางกองกำลังพิเศษกำลังต้องการตัวอยู่พอดี
หลังจากหยางจุ้นช่วยลบร่องรอยการแฮ็กที่ยังหลงเหลืออยู่ของเสิ่นลี่อิงไม่นานนักทีมวิศวกรคอมพิวเตอร์ที่เก่งกาจของบริษัทแอดวานซ์ได้สั่งการให้พนักงานทำการแฮ็กตรวจสอบต้นตอของโพสต์ที่สร้างปัญหาในทันที
ถึงอย่างนั้นหลินอี้เฟิงที่นั่งรออยู่อย่างกระวนกระวายใจในห้องทำงานที่เมืองต้าเสิ้งเขาได้รับโทรศัพท์จากลูกน้อง หลังจากโพสต์แสดงบนเว็บไซต์หน่วยงานปกครองของเมืองต้าเสิ้งนานถึงสามชั่วโมงว่า
“คุณชายครับผมตามหาร่องรอยต้นทางไม่เจอเลยครับ ร่องรอยถูกทำความสะอาดเสียเกลี้ยงเลยคงเป็นพวกแฮ็กเกอร์ฝีมือระดับโลกแน่เลยครับ”
หลินอี้เฟิงกำโทรศัพท์แน่นเขากำลังเตรียมตัวและรวบรวมข้อมูลเพื่อให้สัมภาษณ์กับสื่อ รวมทั้งชี้แจงกับทางการเมืองต้าเสิ้งในวันพรุ่งนี้เขาจึงสั่งการลูกน้องเสียงเคร่งเครียดอย่างไม่พอใจว่า
“อะไรวะ?! เรื่องแค่นี้ก็ทำไม่ได้ ตามต่อไป!.....ตามหาจนกว่าจะเจอหากรู้ตัวแล้วให้รีบบอกฉัน ฉันต้องการฆ่ามัน!.....ด้วยมือของฉันเอง.....เข้าใจไหม?”
“เข้าใจแล้วครับ!”เสียงปลายสายของลูกน้องตอบกลับอย่างจริงจังแฝงความหวาดกลัว
หลินอี้เฟิงหยิบบุหรี่ขึ้นมาจุดสูบเพื่อระบายอารมณ์โมโหและโกรธแค้นเขาไม่รู้ว่าเป็นฝีมือของใครกันแน่ที่กล้าต่อกรกับตระกูลหลินแห่งเมืองหลวงอย่างนี้
ทั้งนี้เขาเพิ่งมีแผนพัฒนาโครงการสำหรับบริษัทแอดวานซ์รับซื้อมันฝรั่งโดยต้องการทำเป็นผลงานเด่นเพื่อให้ครอบครัวภาคภูมิใจอย่างน้อยเขาจะได้มีผลงานรองรับเมื่อก้าวขึ้นทำหน้าที่หัวหน้าธุรกิจของตระกูลแต่ไม่คาดคิดว่าจะมีเหตุการณ์นำเรื่องซ่อนเร้นออกมาเปิดเผยได้เช่นนี้
ขณะพ่นควันบุหรี่ออกมาเขาพึมพำอย่างรู้สึกสงสัยในบางอย่างว่า
“ใครกันที่กล้าต่อกรฉัน? มันไม่กลัวตายหรือยังไง?หรือว่าจะเป็นครอบครัวเสิ่นที่มีโครงการพัฒนาโรงงานก่อนฉัน แต่ไม่น่าเป็นไปได้ยังมีอีกหลายฟาร์มที่ยังไม่ได้เซ็นสัญญา มันจะเป็นใครกันแน่? หรือว่าจะเป็นพวกเซ็นสัญญาไปแล้วบังเอิญว่ามีคนค้นพบเงื่อนไขสัญญานี้พอดี”
หลินอี้เฟิงพึมพำไปมาด้วยความงุนงงเขาพยายามหาความเชื่อมโยงเพื่อค้นหาตัวการให้ได้ทั้งนี้เขาจำเป็นต้องก่อสร้างโรงงานให้แล้วเสร็จก่อนที่จะกลับไปทำหน้าที่เป็นอาจารย์สอนพิเศษในมหาวิทยาลัยปักกิ่ง
ในความเป็นจริงเขาไปเห็นโครงการพัฒนาฟาร์มของครอบครัวจากหน่วยงานในท้องถิ่นพอดีจึงเกิดความสนใจและคิดว่าตนมีศักยภาพทั้งด้านเงินทุน อุปกรณ์ และผู้คนมากกว่าจึงคิดที่จะก่อสร้างโรงงานในรูปแบบเดียวกันเหตุเพราะแอดวานซ์กรุปมีบริษัทในเครือหลากหลายที่สามารถขยายสินค้าแปรรูปมันฝรั่งได้มากนั่นเอง
สุดท้ายหลินอี้เฟิงบดมวนบุหรี่ที่เพิ่งสูบไปได้ครึ่งเดียวบนถาดรองเขาหันมาเตรียมข้อมูลเพื่อตอบคำถามกับหน่วยงานรับผิดชอบในเมืองต้าเสิ้งและนักข่าวต่อไปในวันพรุ่งนี้
ทั้งนี้เขามอบหมายให้เลขานุการไปทำงานอย่างอื่นแทนทำให้เขาต้องจัดเตรียมข้อมูลเพื่อชี้แจงเรื่องข้อความในสัญญาที่ซับซ้อนเอง
..........
วันจันทร์เสิ่นลี่อิงไปโรงเรียนตามปกติ
เธอต้องการให้มีหนังสือจากรายการแข่งขันส่งมาถึงโรงเรียนก่อนจึงจะบอกกล่าวกับครอบครัวให้รับรู้เนื่องจากเมื่อวานมีเรื่องไม่สบายใจของครอบครัวเกิดขึ้นเธอจึงต้องการช่วยเหลือสะสางปัญหาให้กับพ่อแม่ก่อน
ภาคบ่ายของวันจันทร์เกิดความโกลาหลขึ้นในห้องพักครูอย่างคาดไม่ถึงเนื่องจากครูหลิวเฟยฟาถูกผู้อำนวยการโรงเรียนเรียกพบกะทันหัน
ทั้งนี้เกิดจากการที่มีจดหมายส่งผ่านมาทางอีเมลของโรงเรียนโดยเป็นจดหมายอย่างเป็นทางการของรายการเดอะเวิลด์เบสต์ไฮสคูลสติวเดนต์ซึ่งจดหมายฉบับนั้นได้สร้างความตกตะลึงให้กับผู้อำนวยการเป็นอย่างยิ่ง
เวลานี้ครูหลิวเฟยฟายืนอย่างนอบน้อมต่อหน้าโต๊ะทำงานของผู้อำนวยการด้วยความกังวลใจเขาไม่รู้ว่าเหตุใดผู้บริหารโรงเรียนจึงเรียกพบเขากะทันหันอย่างนี้
“ครูหลิว.....คุณรู้ไหมว่าผมเรียกพบคุณทำไม?”
ผู้อำนวยการจ้วงเจียวหย่งชายวัยกลางคนรูปร่างท้วม ใส่แว่นตา หัวล้านเขาพยายามสะกดกลั้นความดีใจก่อนถามครูหลิวเฟยฟาด้วยน้ำเสียงยินดี
ครูหลิวเฟยฟาส่ายหน้าพลางตอบคำถามของผู้อำนวยการตามจริงว่า
“ไม่รู้ครับ.....เกิดอะไรขึ้นหรือครับ? นักเรียนผมไปสร้างปัญหาอะไรให้ใครอีกหรือ?”
ครูหลิวเฟยฟานึกออกแต่ปัญหาเดิมที่เคยพบจากห้องห้าซึ่งแต่เดิมเขาต้องมาพบผู้อำนวยการเพื่อรับคำสั่งให้กลับไป
จัดการลงโทษนักเรียนในห้องเป็นประจำ
ทว่าคราวนี้เขารู้สึกได้ว่าผู้อำนวยการไม่มีท่าทางเคร่งเครียดเหมือนเดิมจึงสอบถามกลับคืนด้วยความสงสัยโดยหวังว่าจะไม่ใช่ปัญหาเดิมอีกเพราะพฤติกรรมของนักเรียนห้องห้าตอนนี้เปลี่ยนแปลงไปไปในทางที่ดีขึ้นแล้ว
เขาคาดเดาได้เพียงเรื่องดีเรื่องเดียวที่เกิดขึ้นในห้องห้านั่นคือ การที่เสิ่นลี่อิงสามารถสอบประจำเดือนได้คะแนนสมบูรณ์แบบเป็นครั้งแรกจึงคิดว่าน่าจะเป็นเรื่องนี้ที่มีความเป็นไปได้มากที่สุด
ผู้อำนวยการจ้วงยิ้มหน้าบานอย่างมีความสุขก่อนบอกข้อมูลพร้อมยื่นเอกสารที่เขาพิมพ์ออกมาจากคอมพิวเตอร์ให้ครูหลิวอ่านเองว่า
“คุณจะต้องไม่เชื่อสายตาเหมือนผมแน่เลยผมไม่นึกเลยว่านักเรียนเสิ่นจะคว้ารางวัลชนะเลิศ ในการแข่งขันของรายการสำคัญอย่างรายการเดอะเวิลด์เบสต์ไฮสคูลสติวเดนต์ได้ คุณคิดว่ามันเป็นไปได้ไหมละ?”
ผู้อำนวยการจ้วงเจียวหย่งรู้สึกตื่นเต้นยินดีและภาคภูมิใจในตัวเสิ่นลี่อิงเป็นอย่างมากเพราะเป็นนักเรียนที่เก่งขึ้นมากะทันหันแล้วยังสามารถคว้าตำแหน่งชนะเลิศมาได้จากรายการแข่งขันที่สำคัญระดับโลก
ครูหลิวเฟยฟาอ่านเอกสารในมือซ้ำไปซ้ำมาหลายครั้งอย่างไม่เชื่อสายตาเขาพึมพำเป็นระยะด้วยความตื่นเต้นยินดีว่า
“จริงหรือครับ?! นักเรียนเสิ่นเป็นผู้ชนะ โอ้โฮ!....นักเรียนแข่งกันตั้งหลายหมื่นหลายแสนคนแต่เธอเอาชนะมาได้ นี่มันดีกว่าเข้าร่วมแข่งขันทักษะวิทยาศาสตร์หรือทักษะคณิตศาสตร์อีกนะครับเนี่ย?”
ครูหลิวถือเอกสารด้วยมืออันสั่นเทาอย่างดีใจเขาอยากร้องไห้ให้สมกับความรู้สึกคาดหวังที่เคยมีโดยไม่คาดคิดว่าลูกศิษย์ห้องห้าจะสร้างความประหลาดใจและมีเรื่องน่ายินดีได้มากขนาดนี้
“พวกเราควรไปพูดคุยกับครอบครัวเสิ่นด้วยกันผมคิดว่าทางโรงเรียนควรต้องให้เกียรติกับประวัตินักเรียนที่ดีแบบนี้ไม่ใช่โอกาสที่พวกเราจะพบเจอได้บ่อยนัก บางทีมันอาจเป็นประวัติศาสตร์ของโรงเรียนเพียงครั้งเดียวในชีวิตก็เป็นได้”
ผู้อำนวยการจ้วงเชิญครูหลิวให้ไปพบพ่อแม่ของเสิ่นลี่อิงด้วยกันเนื่องจากไม่ต้องการให้นักเรียนบอกข่าวเรื่องนี้กับผู้ปกครองเองในขณะที่โรงเรียนสามารถใช้โอกาสนี้สร้างแรงกระตุ้นในการเรียนให้กับนักเรียนเพิ่มขึ้นได้
ประการสำคัญเขาคิดว่าโรงเรียนมัธยมอันดับหนึ่งเมืองต้าเสิ้งอาจไม่มีโอกาสที่ดีเช่นนี้อีกแล้วเหตุเพราะการบ่มเพาะนักเรียนให้มีความเก่งกาจจนสามารถเอาชนะนักเรียนจากทั่วโลกได้ไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดขึ้นได้ง่ายดายนัก
“ตกลงครับงั้นผมจะไปแจ้งข่าวกับนักเรียนเสิ่น และนักเรียนห้องห้าให้รับรู้ก่อนครับ”
ครูหลิวพยักหน้าเข้าใจความนัยที่ผู้อำนวยการจ้วงสื่อสารมาเขาต้องการนำข่าวไปแจ้งเพื่อปลุกระดมความขยันของนักเรียนห้องห้าให้เพิ่มขึ้นโดยมีความหวังว่านักเรียนจะสามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยชื่อดังได้หลายคน
“ได้สิ.....ช่วงเวลาเลิกเรียนผมก็จะให้ฝ่ายประชาสัมพันธ์แจ้งข่าวนี้เหมือนกัน นักเรียนของเราจะได้รับรู้และร่วมยินดีไปกับนักเรียนเสิ่นลี่อิง”
ผู้อำนวยการจ้วงกล่าวอนุญาตอย่างสบายใจเขาวางแผนที่จะประกาศแจ้งให้นักเรียนทั้งหมดรับรู้อีกครั้งในช่วงก่อนเลิกเรียนเพื่อหวังให้พฤติกรรมของเสิ่นลี่อิงได้กลายเป็นแรงบันดาลใจสำหรับนักเรียนคนอื่น
จากนั้นครูหลิวและผู้อำนวยการจ้วงนัดหมายเวลาพบกันที่หน้าประตูโรงเรียนเนื่องจากรับรู้แล้วว่าพ่อของเสิ่นลี่อิงจะมารับส่งลูกชายหญิงที่โรงเรียนเป็นประจำฉะนั้นทั้งคู่จึงตั้งใจเดินทางไปยังบ้านของเสิ่นลี่อิงพร้อมกับพ่อของนักเรียนดีเด่น