ฝนดาวตกไม่ได้เริ่มด้วยเสียงะเิ
มันเริ่มด้วยความเงียบ
ตลาดเก่าจันทร์ดับที่เคยมีเสียงคนต่อราคา เสียงมีดสับเขียง เสียงถุงพลาสติกเสียดสีกัน และเสียงแม่ค้าเรียกลูกค้าแบบไม่สนใจว่าลูกค้าคนนั้นซื้อหรือแค่เดินผ่าน อยู่ดี ๆ ก็เงียบลงพร้อมกันเหมือนมีใครกดปุ่มปิดโลก
รินยืนอยู่หน้าแผงผัก ด้านหนึ่งมีถุงสินค้าที่ต้องส่งลูกค้า อีกด้านมีแม่ค้าขายผักที่กำลังอ้าปากค้างโดยยังถือกะหล่ำปลีครึ่งหัวไว้ในมือ
ทุกคนมองขึ้นฟ้า รินก็มองตามไปด้วย
เส้นแสงสีเขียวขาวลากผ่านฟ้ามืด เหนือหลังคาสังกะสีเก่า ๆ ของตลาด เส้นแรกสวยจนคนบางคนยกโทรศัพท์ขึ้นถ่าย เส้นที่สองสว่างเกินไป เส้นที่สามแตกออกเป็ฝอยเหมือนใครฉีกท้องฟ้าแล้วโปรยเศษไฟลงมา
โทรศัพท์ในมือรินสั่นหนึ่งครั้ง
หน้าจอค้างอยู่ที่แชตลูกค้า
พี่ถึงยังคะ หนูรีบใช้พาวเวอร์แบงก์คืนนี้
หลังข้อความนั้น สัญญาณหายไปทั้งแถบ
รินมองคำว่า ไม่มีบริการ บนหน้าจอ แล้วถอนหายใจสั้น ๆ
“ตอนลูกค้าทวงของ สัญญาณไม่เคยหายเลยนะ”
ไม่มีใครหัวเราะกับเธอ เพราะฟ้าเริ่มตกลงมาแล้ว
แสงเม็ดหนึ่งกระแทกลงแถวลานจอดรถ เสียงไม่ดังเท่าะเิ แต่พื้นตลาดะเืพอให้แผงผักสั่น น้ำในกะละัะเพื่อมเป็วง กลิ่นบางอย่างพุ่งเข้ามาตามลม ไม่ใช่กลิ่นไหม้ ไม่ใช่กลิ่นฝน มันเหม็นอับ เย็น และหวานคาวเหมือนผ้าชื้นที่ถูกหมักไว้ในห้องปิดตาย
แม่ค้าขายผักเป็คนแรกที่กรีดร้อง
จากนั้นตลาดทั้งตลาดก็แตก
คนวิ่งชนกัน ถุงของหล่น ผักกลิ้งไปบนพื้นเปียก เด็กคนหนึ่งร้องหาแม่ เสียงเหล็กม้วนของร้านชำเก่าถูกดึงลงครึ่งหนึ่งแล้วติดขัด เ้าของร้านะโด่าใครก็ไม่รู้ เสียงเขาดังมากแต่ไม่มีประโยชน์เลย โลกไม่ค่อยหยุดพังเพราะมีคนเสียงดัง
รินกระชับสายถุงผ้าใบใหญ่บนไหล่
ข้างในเป็ของที่เธอเอามาส่งลูกค้าในตลาด พาวเวอร์แบงก์สองก้อน สายชาร์จห้าสาย ไฟฉายพกพา กล่องยาสามัญ ถุงซิปล็อก ซองกันกระแทก และสติกเกอร์ร้านออนไลน์ของเธอที่พิมพ์ไว้อย่างมั่นใจว่า ส่งไว แพ็กแน่น ตอบแชตจริง
ตอนนี้ส่งไม่ได้ แชตไม่ได้ เหลือแค่แพ็กแน่น
แบรนด์ยังรอดหนึ่งในสาม ถือว่าดีกว่าธุรกิจหลายเ้าที่เธอเคยเห็น
รินกวาดตาดูรอบตัวเร็ว ๆ แบบที่ใช้ตอนเช็กสต็อกก่อนปิดไลฟ์ขายของ
ทรัพยากรส่วนตัว: น้ำครึ่งขวด ขนมแห้งหนึ่งห่อ ยาสามัญสามชุด ไฟฉายสองอัน ถ่านสี่ก้อน พาวเวอร์แบงก์สองก้อน โทรศัพท์ไร้สัญญาณ เงินสดหนึ่งพันกว่าบาท และของขายที่ถ้าโลกยังปกติจะมีมูลค่ารวมไม่ถึงสามพัน
ถ้าโลกไม่ปกติ มูลค่าอาจสูงขึ้น
หรือไม่มีค่าเลย
ตลาดให้คำตอบในอีกสิบวินาทีต่อมา
ผู้ชายคนหนึ่งวิ่งไปทางถนนใหญ่ ถนนที่ควรมีไฟรถและป้ายร้านสะดวกซื้อ ตอนนี้ถูกม่านฝนสีเทาขาวปิดอยู่ ฝนนั้นไม่ตกลงมา แต่ขวางถนนเหมือนผนังหมอก มีประกายเล็ก ๆ เคลื่อนไหวอยู่ข้างใน
เขาพุ่งเข้าไปได้สามก้าว แล้วล้มลง
เสียงไอของเขาดังกลับมาแห้งและเย็นจนคนที่กำลังจะวิ่งตามหยุดชะงัก เงาใต้ตัวเขายืดยาวผิดทิศ ทั้งที่แสงดาวตกอยู่เหนือหัว
รินถอยหลังหนึ่งก้าว
ไม่ใช่เพราะเธอใจดำ
เธอแค่ยังไม่เห็นวิธีช่วยที่ไม่ทำให้ตัวเองกลายเป็คนต่อไปที่นอนข่วนพื้น
เคยมีคนบอกว่าเธอคิดมากเกินไป รินจำได้ดี คนคนนั้นยืมเงินเธอไปหมุนร้าน แล้วหายไปพร้อมบัญชีลูกค้าและสต็อกสินค้าครึ่งหนึ่ง ั้แ่นั้นมาเธอถือว่าการคิดมากเป็ประกันชีวิตราคาถูก
ฝูงชนเริ่มเบียดเข้าร้านที่ยังมีประตู เหล็กกระแทกเหล็ก เสียงคนด่าทับเสียงคนร้อง เด็กคนนั้นยังร้องหาแม่อยู่ แต่รินมองไม่เห็นว่าอยู่ตรงไหน
เธอไม่วิ่งตามฝูงชน
คนเยอะไม่ได้แปลว่าทางนั้นปลอดภัย แค่แปลว่าถ้ามีอะไรผิดพลาด เธอจะถูกเหยียบพร้อมพยานจำนวนมาก
รินเลี้ยวเข้าด้านข้างตลาด ผ่านแผงผักที่ล้มคว่ำ น้ำเย็นผิดธรรมชาติซึมเข้ารองเท้าผ้าใบ เธอขยับไปทางแถวอาคารพาณิชย์เก่า ตรงมุมตลาดที่ร้านส่วนใหญ่ปิดไปแล้ว ห้องสุดท้ายเคยเป็ร้านขายอุปกรณ์ไฟฟ้า ป้ายร้านหลุดเหลือแค่คำว่า “ไฟ” ตัวเดียว
คืนนี้มันมีประตูเพิ่มขึ้นมา
ประตูไม้สีเข้มตั้งอยู่หลังประตูเหล็กยืดที่ควรล็อกตาย มันสะอาดเกินไป ไม่มีฝุ่น ไม่มีคราบน้ำ ไม่มีรอยนิ้วมือ ลูกบิดทองเหลืองสะท้อนแสงดาวตกวาวเหมือนเพิ่งถูกขัด
รินหยุด
“ถ้าเป็ประตูไปนรก ขอแจ้งก่อนนะคะว่าฉันยังไม่ได้ปิดบัญชีร้าน”
ประตูไม่ตอบ
อย่างน้อยก็ไม่เซ้าซี้
เสียงกรีดร้องดังจากปากตลาดอีกครั้ง คราวนี้ใกล้กว่าเดิม กลิ่นฝนเย็น ๆ คลานมาตามพื้น รินหันไปเห็นม่านฝนที่ถนนใหญ่เหมือนขยับเข้ามาในตลาดช้า ๆ แสงเขียวอ่อนลอดผ่านหลังคาแตกเป็ลายบนพื้นเปียก เงาของเธอสั่น ทั้งที่ตัวเธอยืนนิ่ง
ตัวเลือกมีสามอย่าง
หนึ่ง กลับไปหาฝูงชน
สอง ออกถนน
สาม เปิดประตูที่ไม่ควรมีอยู่
ถ้านี่เป็หน้าเลือกสินค้า ตัวเลือกที่สามคงไม่มีรีวิว ไม่มีรูปจริง และมีค่าส่งแพงเกินเหตุ
แต่มันยังดูเสี่ยงน้อยกว่าถนนที่ทำให้คนล้มลงและเงายืดเอง
รินหยิบไฟฉายจากถุง กดเปิด แสงสีเหลืองติด ๆ ดับ ๆ เธอส่องลูกบิด ไม่มีเื ไม่มีอักขระ ไม่มีมือผีโผล่มาจับข้อเท้า ถือว่าเกินมาตรฐานความคาดหวังของคืนนี้
ใต้ลูกบิดมีป้ายเล็ก ๆ แขวนอยู่
เปิดเมื่อจำเป็
รินอ่านแล้วหัวเราะแห้งมาก
“ถ้าตอนนี้ยังไม่จำเป็ ฉันขอคืนสินค้าได้ไหม”
ป้ายพลิกเองช้า ๆ
ด้านหลังเขียนว่า
ไม่มีบริการคืนสินค้าหลังวันสิ้นโลก
รินหลับตาหนึ่งวินาที
“โอเค ร้านนี้มีนิสัย”
เสียงบางอย่างกระแทกแผงเหล็กด้านหลังเธอ เสียงคนวิ่งแตกฮือ รินไม่เสียเวลาต่อรองกับป้ายอีก เธอหมุนลูกบิดแล้วผลักประตูเข้าไป
ความเย็นอับไหลออกมาปะทะหน้า
ข้างในไม่ใช่ร้านอุปกรณ์ไฟฟ้า
มันเป็ร้านชำ
ไฟดวงเล็กบนเพดานติดขึ้นทีละดวง แสงเหลืองอุ่นไล่ไปตามชั้นไม้ที่เรียงเป็แถวสั้น ๆ ร้านกว้างกว่าขนาดอาคารด้านนอกอย่างชัดเจน แต่ไม่กว้างจนเหมือนโกดัง มีน้ำดื่มเรียงบนชั้น กล่องข้าวสาร อาหารแห้ง ยาสามัญ ไฟฉาย ถ่าน เทียนขาว เกลือ และตู้กระจกเล็กข้างเคาน์เตอร์ กลิ่นข้าวสารใหม่ กลิ่นพลาสติกห่อของ และกลิ่นธูปจาง ๆ ปนกันในอากาศ
เหนือเคาน์เตอร์มีป้ายสีดำตัวอักษรขาว
ร้านชำคนเป็ คนตาย
รินจ้องป้าย
“ชื่อไม่อ้อมเลยนะ”
ประตูปิดเองด้านหลัง เสียงคลิกเบามาก แต่พอเสียงนั้นดังขึ้น เสียงวุ่นวายจากตลาดก็เหมือนถูกลดระดับลงทันที เหลือเพียงเสียงไกล ๆ เหมือนฟังผ่านผนังหนา
รินหันกลับไปดู
ประตูยังอยู่
ดี อย่างน้อยร้านนี้ยังไม่เริ่มด้วยการตัดทางหนี
เธอเดินเข้าไปใกล้เคาน์เตอร์ พื้นไม้ใต้รองเท้าไม่ลั่น ไม่มีฝุ่นเกาะชั้นวาง ทุกอย่างสะอาดเป็ระเบียบเกินไปสำหรับร้านที่ไม่ควรมีอยู่ในตลาดร้าง เธอหยิบขวดน้ำขึ้นมาหนึ่งขวด ขวดเย็นจริง หนักจริง ฉลากว่างเปล่า ไม่มีชื่อยี่ห้อ
“สินค้าขาวล้วน ถ้าขายออนไลน์โดนถามแน่ว่าของแท้ไหม”
ขวดน้ำสั่นเบา ๆ ในมือ
รินวางกลับทันที
“ไม่ได้ว่า แค่ประเมินตลาด”
สมุดปกแข็งบนเคาน์เตอร์เปิดเอง
ตัวอักษรค่อย ๆ ปรากฏบนหน้ากระดาษสีครีม
กฎร้านเบื้องต้น
หนึ่ง ทุกการขายต้องมีของแลกเปลี่ยนจริง
สอง ห้ามแจกสินค้าโดยไม่มีบันทึก
สาม เ้าของร้านชั่วคราวมีสิทธิ์ปฏิเสธการขาย เมื่อไม่แน่ใจว่าลูกค้าเป็ใคร
สี่ สินค้าเริ่มต้นเปิดใช้งานตามระดับความจำเป็ของเ้าของร้าน
ห้า หากเ้าของร้านชั่วคราวทำให้ร้านติดหนี้ ร้านมีสิทธิ์เรียกคืนสิ่งที่ให้ยืม
รินอ่านถึงข้อห้าแล้วหยุด
คำว่าเรียกคืนทำให้เธอมองรอบร้านใหม่อีกครั้ง
ร้านให้อะไรเธอยืมบ้าง
ที่หลบภัย อากาศที่ไม่เหม็นฝน ชั้นสินค้า น้ำ แสงไฟ ประตู หรือแม้แต่สถานะเ้าของร้านชั่วคราว
ถ้าทุกอย่างเป็ของยืม ราคาที่ต้องจ่ายคงไม่ใช่เงินสดพันกว่าบาทในกระเป๋า
“แจ้งเงื่อนไขหลังเข้าร้านแล้วนี่เข้าข่ายหลอกลวงผู้บริโภคนะคะ”
สมุดไม่ตอบ
ร้านเงียบ
รินวางถุงผ้าบนเคาน์เตอร์แล้วจัดของตัวเองออกมาเป็กอง ๆ เพื่อให้มือไม่สั่น กองของกิน กองยา กองอุปกรณ์ กองของขายได้ เธอติดสติกเกอร์ร้านออนไลน์บนถุงซิปล็อกเปล่าหนึ่งใบโดยไม่รู้ตัว ก่อนจะชะงัก
นิสัยคนขายของ
แพ็กก่อน คิดทีหลัง
แต่มันช่วยได้
เธอจัดชุดเล็กขึ้นมาสองชุด ชุดหนึ่งมียาแก้ปวด พลาสเตอร์ และถ่าน อีกชุดมีสายชาร์จสั้นกับพาวเวอร์แบงก์หนึ่งก้อน ถ้าโลกยังปกติ ของพวกนี้คือสินค้าหลักสิบหลักร้อย ถ้าโลกไม่ปกติ มันอาจซื้อข้อมูล ซื้อแรงงาน หรือซื้อสิทธิ์ให้คนแปลกหน้าไม่คว้าคอเธอทันทีที่เห็นน้ำบนชั้น
แม่ค้าออนไลน์ไม่ได้หายไปพร้อมสัญญาณ
แค่หน้าร้านย้ายมาอยู่ในมิติที่ขายให้คนตายด้วย
รินไม่แน่ใจว่าควรภูมิใจหรือร้องเรียนชีวิต
เธอเหลือบไปที่สมุด “ขอเช็กสต็อกเริ่มต้น”
หน้ากระดาษพลิกเอง
รายการสินค้าเริ่มต้น
น้ำดื่ม 24 ขวด, ข้าวสาร 10 กิโลกรัม, อาหารแห้ง 18 ชุด, ยาสามัญ 6 ชุด
ไฟฉาย 4 อัน, ถ่าน 12 ก้อน, เทียนขาว 8 เล่ม, เกลือ 2 ถุง
หมายเหตุ: สินค้าบางรายการยังไม่เปิดคุณสมบัติพิเศษ
หมายเหตุเพิ่มเติม: สิทธิ์เ้าของร้านชั่วคราวคงอยู่ตราบเท่าที่ร้านไม่ติดหนี้จากการขายผิด
รินมองคำว่าเกลือกับเทียน
ในร้านปกติ เกลือคือเครื่องปรุง เทียนคือของใช้เวลาไฟดับ แต่ในร้านที่เขียนคำว่าคนตายไว้บนป้ายอย่างมั่นใจ เธอไม่คิดว่าทั้งสองอย่างมีไว้เพื่อทำกับข้าวง่าย ๆ
แล้วคำว่าขายผิดก็ไม่เป็มิตรเลย
ขายผิด แปลว่าเกิดหนี้
เกิดหนี้ แปลว่าสิทธิ์เ้าของร้านอาจหาย
สิทธิ์หาย แปลว่าเธออาจต้องกลับไปข้างนอก
ข้างนอกมีม่านฝนที่ทำให้คนล้มลงและเงายืดผิดทิศ
รินเม้มปาก ไม่พูดออกมาดัง ๆ แค่หยิบปากกาขีดคำว่า "ขายผิด = หนี้" ไว้มุมกระดาษของตัวเองอีกบรรทัด
ไฟเพดานกะพริบสองครั้ง เหมือนรู้ว่าเธอจดไว้แล้ว
รินเดินสำรวจร้านต่อ ด้านหลังชั้นข้าวสารมีประตูไม้อีกบาน สีเดียวกับประตูหน้า ตำแหน่งนั้นถ้าอิงจากอาคารด้านนอกควรเป็กำแพงของห้องข้าง ๆ เหนือประตูมีป้ายว่า
สำหรับเ้าของร้าน
เธอลองจับลูกบิด
เย็นจัด
เปิดไม่ได้
ใต้ป้ายมีตัวอักษรเล็ก ๆ ปรากฏขึ้น
สถานะร้านไม่พอ / หนี้ร้านต้องเป็ศูนย์
รินปล่อยลูกบิดทันที
“ตอนนี้หนี้ยังศูนย์” เธอพึมพำ “แปลว่าที่ไม่พอคืออย่างอื่น”
อย่างอื่นที่ร้านไม่บอก
น่ารักมาก
น่ารักแบบลูกค้าที่ถามราคาทุกอย่างแล้วหายไปสามวัน
เธอกลับมาที่เคาน์เตอร์ หยิบน้ำบนชั้นขึ้นมาอีกครั้ง คราวนี้กล่องไม้เล็กข้างสมุดเปิดออก ป้ายกระดาษเด้งขึ้นมา
สินค้าใช้งานภายในร้าน: อนุญาต
สินค้าออกนอกร้าน: ต้องแลกเปลี่ยน
รินเปิดฝาขวดอย่างระวัง น้ำเย็นไหลลงคอ ความเย็นนั้นจริงเกินกว่าจะเป็ภาพหลอน เธอดื่มไปสามอึกแล้ววางขวดไว้บนเคาน์เตอร์
มือเธอสั่นนิด ๆ
รินมองมือตัวเองแล้วกำมันไว้
กลัวได้ แต่ต้องคิดบัญชีต่อ
เธอฉีกกระดาษจากสมุดโน้ตของตัวเอง ไม่แตะสมุดร้านเกินจำเป็ แล้วเขียนหัวข้อด้วยปากกาลูกลื่น
ทรัพยากร
คนที่อาจต้องช่วย
คนที่ห้ามเชื่อทันที
เธอจ้องหัวข้อสุดท้าย แล้วเติมวงเล็บ
ทุกคน
ดูแข็งไปนิด แต่ประหยัดเวลา
เสียงตลาดด้านนอกห่างลงหรือผนังร้านหนาขึ้น เธอแยกไม่ออก ได้ยินเพียงเสียงคนร้องไห้ไกล ๆ เสียงโลหะลากพื้น และเสียงเหมือนเล็บเคาะกระจกเบามาก ทั้งที่ร้านนี้ไม่มีกระจกหน้าร้าน
รินหยุดเขียน
อากาศในร้านเย็นลง
ไม่ใช่เย็นทั้งห้อง แต่เย็นเป็เส้นบาง ๆ ลากจากหลังชั้นข้าวสารมาถึงข้อเท้าเธอ กลิ่นข้าวสารใหม่จางลง ถูกแทนด้วยกลิ่นน้ำฝนค้างคืนและกลิ่นโลหะคล้ายเหรียญที่อมไว้นานเกินไป
เธอค่อย ๆ หันไปทางประตูหลังร้าน
ป้าย สำหรับเ้าของร้าน ยังอยู่
แต่ตัวหนังสือเล็กด้านล่างหายไปแล้ว
มีหยดน้ำหนึ่งหยดไหลลงมาตามบานประตู ทั้งที่ในร้านไม่มีฝน
ก๊อก
รินนิ่ง
เสียงไม่ได้มาจากประตูหน้า
ก๊อก ก๊อก
มันมาจากประตูหลังร้าน บานที่ไม่ควรมีใครอยู่ข้างหลัง เพราะด้านนอกควรเป็กำแพงของอาคารพาณิชย์ห้องถัดไป
ไฟเพดานใกล้ประตูนั้นหรี่ลง แสงเหลืองอุ่นกลายเป็สีซีดเหมือนผ่านผิวคนป่วย
รินค่อย ๆ วางปากกา
รายการต้นทุนวิ่งในหัวเร็วมาก น้ำ 24 ขวด ข้าวสาร 10 กิโล ยา 6 ชุด ไฟฉาย 4 อัน ทางออก 1 ทาง ประตูผิดธรรมชาติ 2 บาน ความเข้าใจระบบยังไม่ถึงหนึ่ง
เสียงเคาะดังอีกครั้ง ช้าลง เหมือนคนเคาะรู้ว่าเธอได้ยินแล้ว
หยดน้ำตกลงบนพื้นอีกฝั่งของประตู
หนึ่งหยด
สองหยด
สามหยด
แล้วเสียงแหบเบาก็ดังขึ้น
“ขายน้ำไหม”