โดดเดี่ยวใต้ทะเล 1000 เมตร

    ตอนที่ 101 มนุษย์ ปะทะ ปีศาจ(3)

    ณ บริเวณศูนย์กลางของดินแดนใต้พิภพที่กว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตานั้น ปีศาจแดงได้ปรากฏตัวขึ้น อย่างไรก็ตามไม่มีแม้แต่คนเดียวที่รู้ว่ามันคือสิ่งมีชีวิตชนิดใด เพราะมันนั้นแตกต่างกับสิ่งที่มีบันทึกในประวัติศาสตร์ของทวีปเอวาอย่างสิ้นเชิง ดังนั้นนี่อาจจะเป็นครั้งแรกที่ผู้คนในทวีปเอวาได้พบเจอกับสิ่งมีชีวิตที่มาจากโลกที่แตกต่างกันออกไป

    “เจ้านั่นดูไม่ได้แข็งแกร่งอะไรเท่าไหร่นะ มันดูตัวเล็กกว่ามอนสเตอร์ทะเลทรายที่เราเคยจัดการมาตั้งเยอะ…”

    หนึ่งในลูกทีมที่ยืนอยู่ข้างๆ กับจอห์นได้กล่าวขึ้น เขาคนนี้นั้นเป็นคนที่ค่อนข้างจะมั่นใจในความสามารถของตนเองดังนั้นการปรากฏตัวของปีศาจที่รูปร่างประหลาดเบื้องหน้าจึงยังไม่อาจทำให้เขาหวั่นเกรงได้

    “อย่าประมาทนะ!”

    จอห์นที่ได้ยินลูกทีมของตนเองกล่าววาจาออกมาอย่างประมาทนั้นก็ได้ตะคอกขึ้นทันที ราวกับคนขาดสติความเยือกเย็นก่อนหน้านี้ของเขาล้วนแล้วแต่หายไปในพริบตาในเวลาที่ปีศาจแดงเบื้องหน้าปรากฏตัวขึ้น ความหวาดกลัวที่เคยรู้สึกในโบราณสถานก็ได้กลับคืนมาอีกครั้ง

    ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้แต่เหงื่อของจอห์นนั้นขับออกมาจำนวนมาก กี่ครั้งก็ไม่รู้ที่เขาต้องเช็ดเหงื่อตนเองที่ไหลลงมาจากศีรษะและเข้าตาของเขา เหล่าลูกทีมเมื่อได้ยินการตะคอกของหัวหน้าของพวกมัน พวกมันล้วนแล้วแต่ตกใจไปตามๆ กันในขณะที่บางคนถึงกับทำอะไรไม่ถูก

    “เข้าใจแล้วหัวหน้า เราจะไม่ประมาทเตรียมต่อสู้กันเถอะ! ข้าเชื่อว่าพวกเราสามารถเอาชนะมันได้!”

    ลูกทีมคนเดิมนั้นพยายามที่จะกล่าววาจาทำให้สมาชิกในทีมคนอื่นๆ โดยเฉพาะจอห์นให้ใจเย็นลงอย่างไรก็ตามจอห์นกลับไร้ปฏิกิริยาโต้ตอบใดๆ กลับกันมันกำดาบในมือไว้จนมือทั้งสองข้างเปลี่ยนเป็นซีดขาวเนื่องจากเขากำมันแน่นกันไป

    “….”

    “กร๊าซซซซซซซซซซซ….”

    ปีศาจแดงทันทีที่มันได้พบเจอกับสิ่งมีชีวิตมันก็ได้คำรามออกมาด้วยเสียงที่ดังไปทั่วทั้งดินแดน ท่าทางของมันเหมือนกำลังยินดีที่ได้พบกับอาหารอันโอชะที่มันตามหามานาน ปีศาจแดงนั้นอย่างที่รู้กันมันเป็นปีศาจชั้นบริวารซึ่งพบได้ทั่วไปในโลกของฝั่งนั้น พวกมันอยู่ในจุดเกือบต่ำที่สุดของห่วงโซ่อาหาร มันถูกกำเนิดขึ้นมาจากความหายนะ และมีหน้าที่กัดกินความหวังของสิ่งมีชีวิต

    แม้ว่ามันจะไม่ได้ดูฉลาดมากนักแต่ในความเป็นจริงแล้วสติปัญญาของมันมากกว่าที่ใครๆ จะคาดถึง มันมีอายุยืนยาวมากกว่าพันปีทำให้มันสั่งสมประสบการณ์ต่อสู้มามากมายในตลอดช่วงชีวิตของมัน

    เพียงแค่ได้ยินเสียงคำรามเหล่านักเดินทางที่รวมกลุ่มกันด้วยการเจรจาของจอห์นต่างพากันปิดหู เพราะเสียงนั้นเต็มไปด้วยพลังและความบ้าคลั่งจนมนุษย์ไม่อาจอดทนไหว

    “มันคือสิ่งมีชีวิตแบบไหนกัน มันดูน่ากลัวอย่างมาก…”

    เอลลี่เผลอกล่าวขึ้นโดยไม่รู้ตัวในขณะที่เธอเฝ้าจ้องมองร่างของปีศาจแดงตัวนั้นอย่างละเอียดถี่ถ้วน อิลกิและเมรีนั้นต่างพากันเปลี่ยนสีหน้าต้องแต่เมื่อปีศาจแดงตนนั้นได้ปรากฏตัวขึ้น ดูเหมือนพวกมันทั้งสองจะสามารถมองเห็นหรือรู้สึกบางอย่างจากตัวตนนั้นในแบบที่มนุษย์ไม่สามารถรู้สึกได้

    “พวกเราไม่มีทางเอาชนะมันได้แน่…”

    นี่คือคำกล่าวที่อิลกิกล่าวออกมาอย่างไม่รู้ตัว ดวงตาของเผ่าพันธุ์กิ้งก่านั้นจะมองเห็นสิ่งที่มองไม่เห็นได้มันเป็นพรสวรรค์ที่ติดตัวมาของพวกเขา ตอนนี้ทั้งอิลกิและเมรีต่างมองเห็นแบบเดียวกันรอบร่างกายของปีศาจแดงตนนั้น นั่นคือพลังอำนาจที่จะกลืนกินทั้งดินแดนแห่งนี้

    “ดูนั่นมันหยุดเดินแล้ว! ดูเหมือนว่ามันจะไม่กล้าเข้ามาปะทะกับพวกเราตรงๆ”

    นักเดินทางคนหนึ่งกล่าวขึ้นด้วยความผยอง ในขณะเดียวกันนักเดินทางคนอื่นๆ ก็กล่าวเสริมเช่นเดียวกัน

    “เป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว ไม่ว่ามันจะแข็งแกร่งแค่ไหนแต่หากเจอกับพวกเราที่อยู่ในระดับสูงพร้อมๆ กันมันก็ต้องหวั่นเกรงอยู่….”

    นักเดินทางคนนั้นยังกล่าวไม่ทันจบมันก็เห็นแสงสีม่วงเข้มบางอย่างกำลังพุ่งมาทางพวกมันอย่างรวดเร็ว แสงสีม่วงเข้มนั้นไม่ได้มีขนาดใหญ่มากมันมีลักษณะเป็นเส้นตรงและเคลื่อนที่ด้วยความเร็วที่สูงมาก และที่สำคัญมันถูกปล่อยออกมาจากปากของสัตว์ประหลาดตัวนั้น

    ในเวลาดังกล่าวผู้คนล้วนสิ่งเกตเห็นสิ่งเดียวกันแต่ไม่มีใครตอบสนองทันกับสิ่งที่เกิดขึ้น เมื่อพวกเขารู้ตัวอีกครั้งก็ตอนที่พื้นที่พวกเขายืนอยู่นั้นเกิดการทำลายล้างขึ้น

    “บึ้มมมมมมมมมมมมมม!”

    เกิดการระเบิดขึ้นอย่างรุนแรงในขณะที่ลำแสงสีม่วงนั่นพุ่งมาทางพวกเขา เหล่ามนุษย์แห่งทวีปเทวาเมื่อรู้สึกตัวอีกทีพวกเขาก็พบว่าตนเองนั้นอยู่ท่ามกลางเปลวเพลิงสีม่วงที่ไม่รู้จัก และมองสหายของตนถูกไฟเหล่านั้นคอกตายไปทีละคน

    ตอนแรกต่างคิดว่ามันเป็นแค่แรงระเบิดเล็กเท่านั้น แต่เมื่อพวกเขามองดูอีกทีก็พบกับหลุมทรายขนาดใหญ่ที่จุดกึ่งกลางมีขนาดใหญ่กว่าหลายร้อยเมตร ซึ่งหลุมนี้ไม่ต้องสงสัยเลยว่ามันเกิดจากแรงระเบิด

    “อ๊ากกกกกกกกก!”

    เมื่อเห็นสหายของตนถูกฆ่าตายอย่างง่ายดาย พวกที่รอดชีวิตมาได้แน่นอนมีหลายคนย่อมต้องโกรธแค้นและพุ่งเข้าหาสัตว์ประหลาดที่สังหารเพื่อนของมันทันที อย่างไรก็ตามในเวลานั้นปีศาจแดงก็ได้เปิดปากของมันกว้างขึ้นอีกครั้งก่อนที่จะพ่นลำแสงสีม่วงออกมาเหมือนครั้งก่อน แต่ในครั้งนี้ลำแสงสีม่วงใหญ่กว่าหลายเท่า

    แสงสีม่วงนั้นเป็นการโจมตีจำเพาะของเผ่าพันธุ์ปีศาจ มันถูกเรียกว่าเพลิงปีศาจผลาญสวรรค์ เปลวเพลิงสีม่วงที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและแฝงไว้ด้วยความรุนแรงและพิษจากโลกปีศาจ หากมนุษย์เพียงเฉียดมันเข้าพวกเขาจะตกตายในทันที นี่นับว่าเป็นพลังที่เอาไว้เพื่อกวาดล้างสิ่งมีชีวิตอย่างแท้จริง

    ลำแสงสีม่วงที่มองดูไกลๆ เหมือนจะมีขนาดเล็ก แต่เมื่อมันพุ่งมาใกล้กลับมีขนาดใหญ่จนน่ากลัว

    “เราไม่มีทางชนะได้เลยงั้นเหรอ?”

    จอห์นได้กล่าวถามตนเองในขณะที่มองไปรอบๆ และเห็นการสังหารหมู่ที่เกิดขึ้น ทำให้จิตใจของเขาถูกสั่นคลอนความเชื่อของเขาที่เชื่อตลอดมาเองก็บิดเบี้ยวไปตามๆ กัน

    ลูกทีมของมันเองก็ไม่ต่างกันตอนแรกนั้นพวกมันยังมีความมั่นใจอยู่มากแต่ในขณะนี้พวกมันกลับไม่รู้จักกล่าวสิ่งใด มือที่ถืออาวุธอยู่กลายเป็นไร้เรี่ยวแรงและไม่สามารถถืออาวุธหนักขึ้นได้อีก ปากของมันสั่นตลอดเวลา พร้อมกับดวงตาเบิกกว้างในขณะที่จ้องมองการทำลายล้างที่เกิดขึ้นในพริบตา

    “มันจบแล้ว…”

    จอห์นได้กล่าวขึ้นอีกครั้งพร้อมกับหลับตาในขณะที่ตัวของเขานั้นอยู่กึ่งกลางของลำแสงสีม่วงที่ปล่อยมาโจมตีอย่างพอดิบพอดี และเขานั้นไม่มีทางรอดไปได้แน่นอน

    ในขณะที่ตนเองกำลังจะตกตายนั้นความทรงจำที่มีค่าของเขาก็ผุดขึ้นมาอย่างกะทันหันมันเป็นเรื่องราวดีๆ ในวันเก่าๆ ของเขา

    ……

    “คาร์ดินัล จอห์น! ในฐานะที่ข้าไว้วางใจเจ้าอย่างถึงขีดสุด ข้าขอแต่งตั้งเจ้าให้เป็นอัศวินคู่กายของข้า ราชาผู้นี้ เจ้ายินดีจะรับมันหรือไม่?”

    ราชาเอวินซ์ในสมัยหนุ่มๆ ได้กล่าวถามจอห์น ในขณะที่จอห์นนั้นกำลังคุกเข่าและก้มหน้า ฟังคำกล่าวจากราชาที่ตนนับถือเหมือนกับพ่อคนที่สองของมัน

    ในวันนั้นเป็นวันที่จอห์นรู้สึกว่าชีวิตของตนเองนั้นมีคุณค่าที่สุด เขานั้นเฝ้ารอมาตลอดกับการตอบแทนบุญคุณของราชาเอวินซ์ที่ช่วยเลี้ยงดูและส่งเสียเขาจนได้ดิบได้ดีขนาดนี้ และวันนั้นก็เป็นวันแรกที่เขาได้รับโอกาสนั้น

    “ข้ายินดีอย่างยิ่ง ชีวิตของข้าคนนี้เป็นของท่าน...ข้าจะใช้มันตามที่ท่านต้องการ!”

    จอห์นตอบตกลงในทันที และรับมอบดาบอัศวินอันทรงเกียรติจากพ่อคนที่สองในชีวิตของตนที่ดีกว่าพ่อแท้ๆ ของเขาในวัยเด็กมากนัก ชายหนุ่มได้หลั่งน้ำตาออกมาเพราะความปีติยินดีในความทรงจำนั้น

    คล้ายกับเรื่องโดดเดี่ยวใต้ทะเล 1000 เมตร ที่คุณอ่าน