เกลียวฟ้าสองสีะเิสว่างจ้าจนใจกลางม่านขาวโพลนไปชั่วลมหายใจ แล้วโลกก็กลับคืนเป็สมรภูมิ—ลานหินกว้างที่ลอยอยู่เหนือเหวซึ่งชี่กับมานากันแทบเป็เนื้อเดียว เบื้องบนคือผืนม่าน์ที่บางจนมองเห็นดาวอีกฟากทะลุผ่าน เบื้องล่างคือความว่างเปล่าไร้ก้นบึ้ง และกลางลานนั้น เซวียนตูยืนตระหง่านดั่งเงาที่ถักทอด้วยแสงดาวต้องสาป ทวนพลังสีหม่นเทาในมือมันแผ่ความหนาวเยียบที่ไม่ใช่ความเย็นของอากาศ แต่เป็ความเย็นของความโศกที่สะสมมานานพันปี
หลิงเฟิงกับอาเดรียลพุ่งเข้าหาพร้อมกันโดยไม่ต้องส่งสัญญาณใด ดาบชี่ทองวาดวงจากซ้าย ดาบมานาครามตวัดจากขวา สองคมเข้าเกยทวนเทาในจังหวะเดียวกันราวเป็มือสองข้างของกายเดียว แรงปะทะะเืทั้งลานจนเศษหินลอยคว้างขึ้นกลางอากาศ ป๋ายเหอตวัดธงพลังขึ้นพยุงแนว เซอร์เคเลบกับโม่วเฉียนกระโจนเสริมจากปีกซ้ายขวา ห้าชีวิตประสานเป็วงล้อมที่ฝึกซ้อมกันมาทั้งทาง—ทว่าเซวียนตูเพียงขยับข้อมือ ทวนเทาก็กวาดเป็ครึ่งวงกลม สลัดทั้งห้าให้กระเด็นถอยราวสลัดละอองน้ำพ้นปลายนิ้ว
หลิงเฟิงตั้งหลักได้ ดาบทองในมือสั่นระริก เขารู้ทันทีว่ามีบางอย่างผิดปกติ ทุกครั้งที่คมดาบของเขากรีดผ่านกายะของเซวียนตู าแไม่เพียงสมานคืนในพริบตา แต่พลังหม่นเทารอบตัวมันกลับ ‘หนาขึ้น’ ราวกับความเ็ปเองคือเชื้อเพลิง ยิ่งพวกเขาทำให้มันเจ็บมากเท่าไร มันยิ่งแข็งแกร่งขึ้นเท่านั้น
“อย่าสู้เอาชนะมันด้วยกำลัง!” ป๋ายเหอะโทวนเสียงศึก เืซึมจากมุมปากของชายชรา “เซวียนตูไม่ได้สู้เพื่อชนะ มันสู้เพื่อความเจ็บที่ไม่ยอมปล่อยมือ—ทุกาแที่เ้าฝากไว้บนกายมัน มันแปรเป็ไฟเผาตัวเองและพ่นกลับมาหาเ้า ยิ่งสู้ยิ่งโหมไฟ! เราเอาชนะความโศกพันปีด้วยดาบไม่ได้”
เซอร์เคเลบไม่ยอมเชื่อ อัศวินเวทแห่งแวร์นาธรวมมานาครามทั้งร่างเป็หอกแสงพุ่งเสียบกลางอกเซวียนตู โม่วเฉียนเสริมด้วยวิถีดาบเทียนเหอที่งดงามที่สุดของบูรพา สองพลังจากสองพิภพหลอมเป็การจู่โจมที่ควรจะฉีกูเาได้ทั้งลูก—ทว่าเซวียนตูเพียงก้มมองหอกแสงที่ปักอยู่ในอกตน แล้วเงยหน้าขึ้นด้วยสายตาเศร้าสร้อยจนน่าขนลุก คลื่นพลังหม่นเทาพวยพุ่งออกจากร่างมันราวะเิเงียบ ซัดเซอร์เคเลบกระเด็นชนเสาหินจนเืพุ่ง โม่วเฉียนล้มทั้งยืน ดาบหลุดมือ
“พวกเ้าโกรธแค้นข้า” เสียงเซวียนตูแ่เบาแต่ดังก้องในหัวใจทุกคน มันมองเพียงหลิงเฟิงราวในลานนี้ไม่มีผู้อื่น “แต่สักวันเ้าจะเข้าใจ เด็กแสงดาว เมื่อเ้าสูญเสียคนที่ผูกลมหายใจไว้กับเ้า เมื่อโลกพรากเขาไปต่อหน้าโดยที่เ้าทำอะไรไม่ได้ เ้าจะรู้ว่าความเจ็บนั้นไม่มีวันดับ และเ้าจะยอมฉีกฟ้าทั้งผืนเพื่อทวงเขาคืน—เหมือนที่ข้ายอม”
คำพูดนั้นพุ่งตรงเข้าแผลที่หลิงเฟิงพยายามปิด—ภาพเซินหรูล้มลงต่อหน้าเขายังสดราวเพิ่งเกิดเมื่อวาน หลิงเฟิงเผลอชะงัก และเซวียนตูไม่ปล่อยให้โอกาสนั้นหลุดมือ ทวนเทาพุ่งมาดั่งสายฟ้า อาเดรียลกระชากหลิงเฟิงหลบทันเส้นยาแดง แต่ปลายทวนกรีดไหล่เ้าชายเป็ทางยาว เืครามไหลรินอาบแขน
“ไม่!” หลิงเฟิงตวัดดาบกลับด้วยความตื่นตระหนก แต่ก่อนคมทองจะถึงตัวเซวียนตู ป๋ายเหอพุ่งเข้าขวางหน้า รับคลื่นพลังหม่นเทาที่ตามมาด้วยร่างชราของตนเต็มแรง เสียงกระดูกลั่นดังจนหลิงเฟิงได้ยินทั้งที่อยู่ห่าง ชายชราทรุดลงกับพื้น แต่มือที่สั่นเทากลับคว้าข้อเท้าหลิงเฟิงไว้แน่น “อย่า...อย่าให้ความโกรธลากเ้าไป” ป๋ายเหอหอบ ดวงตาเก่าแก่จ้องเขาด้วยบางสิ่งที่ลึกกว่าความเป็อาจารย์ “จำที่ข้ากั๊กไว้...เสียงในม่าน เ้าต้องหยุดฟังให้ได้ว่ามันพูดอะไร ก่อนที่จะสายเกินไป”
แล้วป๋ายเหอก็หมดสติคาพื้น เืเปื้อนหนวดขาว สมรภูมิรอบตัวหลิงเฟิงพังทลายลงทีละน้อย—เซอร์เคเลบลุกไม่ขึ้น โม่วเฉียนคลานไปกำบัง อาเดรียลเือาบแขนแต่ยังยืนเคียงเขา และเซวียนตูค่อยๆ ก้าวเข้ามา ทวนเทาลากกับพื้นหินเป็รอยไฟ ในวินาทีนั้นความสิ้นหวังกัดกินหัวใจหลิงเฟิง เขารู้ว่ามีทางเดียวที่จะจบเื่นี้ด้วยกำลัง—ปล่อยแสงดาวเต็มดวง อัดมันทั้งหมดใส่เซวียนตูในคราเดียว
พลังในแก่นกลางใจพองตัวขึ้นขานรับ สีที่สามเริ่มเรืองที่ปลายนิ้ว—แต่ทันใดนั้นมืออุ่นก็กุมมือเขาไว้แน่น อาเดรียลจรดหน้าผากกับขมับเขา ลมหายใจสองคนหลอมเข้าเป็จังหวะเดียวในชั่วพริบตา “อย่า” เ้าชายกระซิบ เสียงสั่นแต่หนักแน่น “นั่นคือสิ่งที่มัน้า—แสงเต็มดวงจะช่วยมันฉีกม่าน เ้าจะกลายเป็อาวุธของศัตรูด้วยมือตัวเอง เ้าสัญญากับข้าแล้วว่าเราจะหาทางที่สาม จำได้ไหม”
คำว่า ‘ทางที่สาม’ จุดประกายบางอย่างในความมืด หลิงเฟิงนึกถึงคำสุดท้ายของเซินหรูที่ดังก้องไม่เคยจาง—‘คำตอบไม่ได้อยู่ที่แสงดาวมีพลังแค่ไหน แต่อยู่ที่มันถูกสร้างมาเพื่ออะไร’—นึกถึงนิมิตในห้วงหลอมแก่นกลางใจที่เขาเห็นแสงดาว ‘สานปิด’ รอยร้าวบนม่านราวด้ายทองเย็บผ้าขาด ไม่ใช่ฉีก ทันใดนั้นทุกชิ้นส่วนก็ประกอบกันสมบูรณ์ในใจ คำถามไม่เคยเป็ ‘จะปล่อยแสงดาวหรือไม่’ แต่เป็ ‘จะปล่อยมันออกไป เพื่ออะไร’
หลิงเฟิงหยุดเร่งพลังใส่เซวียนตู แล้วหันสายตาขึ้นสู่ผืนม่านเหนือหัว สู่รอยร้าวยาวที่พาดผ่านฟ้าสองสีดั่งาแที่ไม่เคยหาย ในอกของเขา เหรียญทองแดงของป๋ายเหอกับจี้หยกลายคลื่นม่านของเซินหรูร้อนผ่าวขึ้นพร้อมกัน—ไม่ใช่เพื่อกลบแสงดาวอย่างที่เคย แต่เต้นเป็จังหวะเดียวกับแก่นกลางใจ ราวเครื่องดนตรีสามชิ้นที่ในที่สุดก็ตั้งเสียงตรงกันทั้งหมด
“อาเดรียล” หลิงเฟิงเอ่ยเบาๆ มือยังประสานกับเ้าชาย “ถ้าข้าปล่อยแสงนี้ทั้งหมด มันจะเผาข้าจากข้างใน เป็สมอให้ข้าด้วย—อย่าปล่อยมือ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น” อาเดรียลไม่ตอบด้วยคำพูด เขาเพียงหมุนตัวมายืน ‘ประจันหลัง’ กับหลิงเฟิง หลังชนหลัง ดาบครามชูขึ้นรับทุกทิศ—ท่าเดียวกับในความฝันที่ทั้งคู่เห็นตรงกันมาั้แ่วันแรกที่พบหน้า ราวกายทั้งสองจดจำมันมาก่อนชาตินี้ ลมหายใจสองสายหลอมเป็หนึ่งจนไม่เหลือรอยต่อ
แล้วหลิงเฟิงก็ปล่อยแสงดาวเต็มดวงเป็ครั้งแรกในชีวิต—ไม่ใช่เพราะถูกบีบ ไม่ใช่เพราะความโศก แต่เพราะ ‘เลือกเอง’ สีที่สามพวยพุ่งขึ้นจากกายเขาเป็ลำแสงทองอมเงินที่งดงามจนใจกลางม่านสว่างราวรุ่งอรุณ ทว่าแทนที่จะพุ่งใส่เซวียนตู ลำแสงนั้นทะยานขึ้นสู่รอยร้าวบนผืนฟ้า และเริ่ม ‘เย็บ’ มันเข้าด้วยกัน ด้ายแสงสอดผ่านขอบรอยแยกทีละเส้น ดึงสองริมที่ฉีกขาดให้กลับมาประกบกัน
เซวียนตูชะงัก ดวงตาเก่าแก่เบิกกว้างด้วยความปีติชั่วขณะ “ในที่สุด...เ้าก็ปล่อยมันออกมา!” มันยกมือขึ้นรับ ราวรอให้แสงดาวทำให้ม่านบางลงและฉีกขาดยิ่งกว่าเดิมตามที่มันเฝ้ารอมาพันปี—แต่แล้วรอยยิ้มบนใบหน้าไร้กาลเวลานั้นก็ค่อยๆ แข็งทื่อ เมื่อมันมองเห็นว่าแสงดาวไม่ได้ฉีก มันกำลัง ‘สมาน’ รอยร้าวให้หายไปทีละนิ้ว “ไม่...นี่มันเป็ไปไม่ได้ แสงดาวคือพลังฉีกม่าน มันเป็แบบนั้นเสมอมา!”
การสมานม่านเปิดช่องบางอย่างขึ้น—ดั่งหน้าต่างที่ถูกปัดฝุ่นจนใส ผ่านด้ายแสงที่เย็บผืนฟ้า เสียงหนึ่งก็ลอดออกมา ชัดเจนกว่าทุกครั้งที่หลิงเฟิงเคยได้ยิน เสียงที่เศร้าโศกล้ำลึกราวสะสมความเ็ปไว้นานเท่าๆ กับเซวียนตู ทว่าอ่อนโยนและสงบ มันไม่ได้ร้องขอให้ใครช่วย มันกำลังเรียกชื่อ—ไม่ใช่ชื่อหลิงเฟิง แต่ชื่อ ‘เซวียนตู’ ด้วยน้ำเสียงของพี่น้องที่โหยหากันมานานแสนนาน
และในห้วงที่ด้ายแสงสานม่านสนิทขึ้นเรื่อยๆ ความจริงก็ไหลผ่านเข้ามาในใจหลิงเฟิงราวสายน้ำ—เสียงนั้นคือเซวียนหลิง ผู้สร้างม่านเมื่อพันปีก่อน และความจริงที่เซวียนตูไม่เคยกล้าหยุดฟังตลอดพันปีคือ เซวียนหลิงไม่เคย ‘ถูกขัง’ เขา ‘เลือกอยู่’ เขาเลือกหลอมิญญาตนผูกเข้ากับม่านด้วยความเต็มใจ เพื่อหยุดสองพิภพมิให้ประหัตปะากันจนสิ้น และความเ็ปของเขาตลอดพันปีที่ผ่านมา ไม่ใช่ความทุกข์จากการถูกกักขัง—แต่คือความทุกข์จากการเฝ้าดูพี่ชายเผาทำลายทั้งโลกในนามของเขา
“เขาพยายามบอกเ้ามาตลอด” หลิงเฟิงเอ่ยออกมา เสียงสั่นเครือด้วยความะเืใจที่ไม่ใช่ของตน “เหรียญทองแดง...จี้หยก...ลมหายใจเย็นที่แผ่จากอีกฟากม่าน ทุกครั้งที่มันเตือนข้า ทุกครั้งที่มันขานรับ—นั่นคือเซวียนหลิง เขายื่นมือออกมาหาเ้ามาพันปี เซวียนตู แต่เ้าได้ยินเพียงเสียงที่เ้าอยากได้ยิน เ้าฟังเสียงร้องในใจตัวเอง แล้วเรียกมันว่าเสียงของน้อง”
เซวียนตูถอยหลังหนึ่งก้าว ทวนเทาในมือสั่นริก “เ้าโกหก” เสียงมันแตกพร่าเป็ครั้งแรก ความนิ่งเย็นพันปีร้าวออกเป็รอย “น้องข้าร้องเรียกข้าทุกค่ำคืน ข้าได้ยินเขาเ็ปอยู่ในนั้น ข้าจึงสาบานจะฉีกม่านปลดปล่อยเขา ข้าหลอมกายเป็ะ ข้าทิ้งทุกสิ่ง—เพื่อเขา ทั้งหมดเพื่อเขา!” ไฟหม่นเทารอบกายมันลุกโชนขึ้นด้วยความปวดร้าวจนทั้งลานสั่นะเื
“ข้าไม่ใช่น้องของเ้า” หลิงเฟิงพูดอย่างนุ่มนวลแต่หนักแน่น ความสงสารต่อศัตรูตรงหน้าท่วมท้นหัวใจเขาจนแทบกลั้นน้ำตา “ข้าคือเซี่ยหลิงเฟิง เด็กที่ป้าซูเลี้ยงด้วยก๋วยเตี๋ยวร้อนๆ ข้าไม่ใช่เซวียนหลิงกลับมา และเ้าก็รู้แก่ใจ—เพราะเขายังอยู่ในม่าน ครบถ้วน ตลอดมา ถ้าเขายังอยู่ในนั้น ข้าจะเป็เขากลับมาได้อย่างไร แต่ข้าได้ยินเขา เซวียนตู และสิ่งเดียวที่เขาเฝ้าขอมาพันปีคือ ให้เ้าหยุด—เขาไม่เคยอยากให้เ้ากลายเป็แบบนี้”
ด้ายแสงดาวยังคงเย็บผืนฟ้าต่อไปไม่หยุด รอยร้าวทั่วม่านที่เคยพ่นอสูรและพลังปนเปื้อนเริ่มหุบปิดทีละรอย เบื้องบนนั้นฟ้าสองสีค่อยกลับมาเรืองงามดั่งเมื่อก่อนการปะทะ สารแห่งความหวังแล่นข้ามทั้งสองพิภพในชั่วขณะเดียว—แผ่นดินที่เคยสั่นไหวเริ่มสงบ หมอกปนเปื้อนเริ่มจางลง ราวกับโลกทั้งใบกำลังถอนหายใจด้วยความโล่งอก เป็ครั้งแรกในรอบร้อยปีที่ม่าน์กำลังหายดีแทนที่จะร้าวลึก
แต่ราคาของมันโหดร้าย แสงดาวที่ปลดปล่อยเต็มดวงกำลังเผาผลาญหลิงเฟิงจากข้างใน เส้นพลังในกายเขาลุกเป็ไฟ ิัร้อนระอุ หากไร้สมอ เขาคงกลายเป็เถ้าไปแล้วในวินาทีแรก มีเพียงพันธะที่หลอมลมหายใจเป็หนึ่งกับอาเดรียลเท่านั้นที่รั้งิญญาเขาไว้ไม่ให้สลายตามแสง อาเดรียลกัดฟันยืนหยัด หลังชนหลัง รับแรงสะท้อนของแสงดาวที่ไหลย้อนเข้ามาทางพันธะจนเืซึมจากมุมตา “ข้าอยู่นี่” เ้าชายเค้นเสียง “หายใจตามจังหวะข้า อย่าไปไหน”
เซวียนตูยืนนิ่ง มองม่านที่กำลังสมาน มองน้องชายที่กำลังถูกขังแ่ายิ่งกว่าเดิมต่อหน้าต่อตา และในดวงตาเก่าแก่นั้น ความจริงกับความเชื่อพันปีปะทะกันอย่างรุนแรง—เสี้ยวหนึ่งมันดูเหมือนจะยอมรับ เหมือนเด็กที่เพิ่งถูกบอกว่าทุกสิ่งที่ตนทำมาทั้งชีวิตล้วนผิดพลาด แต่แล้วความเ็ปที่ฝังลึกเกินกว่าจะถอนก็กลับแข็งกระด้างขึ้นใหม่ ทรราชยิ่งกว่าเดิม “ถ้าน้องข้าไม่ยอมออกมาเอง” มันคำราม “ถ้าแม้แต่เขายังเลือกทอดทิ้งข้า งั้นข้าจะฉีกม่านด้วยมือข้าเอง แม้ต้องเผาทั้งสองพิภพให้เป็จุณ!”
เซวียนตูทิ้งทวน แล้วพุ่งทั้งร่างเข้าหารอยร้าวกลางผืนม่านที่หลิงเฟิงกำลังเย็บปิด มันไม่สู้เพื่อชนะอีกต่อไป มันสละกายะทั้งร่างเป็คมมีดเล่มสุดท้าย ยอมแหลกสลายขอเพียงได้ฉีกม่านให้ขาดสะบั้นก่อนถูกปิดสนิท พลังหม่นเทาทั้งหมดที่สะสมมาพันปีพุ่งรวมเป็ลำเดียวอัดเข้าใส่รอยแยก—ไฟที่จะฉีก ปะทะกับแสงที่จะสมาน ณ จุดเดียวกันบนเนื้อผ้าของม่าน์
ทั้งลานะเิด้วยแรงปะทะของสองเจตจำนงที่ขัดกันสุดขั้ว ลำแสงสมานกับลำไฟฉีกบิดเกลียวเข้าหากันเหนือหัว ดึงผืนม่านไปคนละทาง เศษหินทั้งลานลอยคว้าง อาเดรียลกอดหลิงเฟิงไว้แน่นจากด้านหลังเพื่อไม่ให้ทั้งคู่ถูกแรงสะบัดพรากจากกัน โม่วเฉียนคลานมาคร่อมร่างป๋ายเหอเป็โล่ เซอร์เคเลบขืนกายลุกขึ้นกางมานาเป็เกราะคุ้มพวกพ้อง ใจกลางม่านสั่นสะท้านราวจะแตกสลายไปทั้งหมด
และในวินาทีที่ทุกสิ่งตึงถึงขีดสุดนั้นเอง เซวียนตูก็เหลือบสายตาขึ้น ‘เหนือม่าน’ อีกครั้ง—แววตาเดียวกับที่หลิงเฟิงเคยเห็นในวันที่มันเผยโฉมครั้งแรก แววของความยำเกรงต่อสิ่งที่แม้แต่ผู้ตัดม่านยังเกรงกลัว และคราวนี้ ‘บางสิ่งเหนือฟ้า’ ตอบรับ แรงกดเย็นเยียบที่ไม่ใช่ของเซวียนตูค่อยๆ ทอดลงมาจากเบื้องบนผืนม่าน ราวมือที่ใหญ่กว่าทั้งสองพิภพกำลังกดลงบนตาชั่งของศึกนี้อย่างเนิบช้า เสียงหัวเราะแ่เบาที่ไม่มีรูปร่างลอยมาจากที่ไกลเกินกว่าดวงดาว
หลิงเฟิงััได้ถึงการประจักษ์ตัวของผู้เล่นรายที่สาม และในชั่วขณะที่ขนลุกซู่นั้น ความจริงอันน่าสะพรึงก็แวบขึ้นในใจเขา—เซวียนตูที่เขาคิดว่าเป็บอสผู้ชักใยทุกสิ่ง แท้จริงอาจเป็เพียงหมากตัวหนึ่งบนกระดานที่ใหญ่กว่ามากนัก มีบางสิ่งบนบัลลังก์เหนือม่านที่คอยป้อนความโศกให้มัน หล่อเลี้ยงไฟแห่งความเ็ปของมันไว้ใช้ฉีกม่าน—และบัดนี้ผู้นั้นกำลังจ้องมองลงมาที่หลิงเฟิงเป็ครั้งแรก
แรงกดจากเบื้องบนหนุนกำลังให้ลำไฟฉีกของเซวียนตูพุ่งทวีขึ้นเท่าตัว รอยร้าวกลางม่านที่ใกล้ปิดสนิทกลับถูกง้างออกอีกครั้ง ด้ายแสงของหลิงเฟิงเริ่มขาดสะบั้นทีละเส้น เขาคำรามอัดแสงดาวเพิ่มเพื่อยื้อ แต่ไฟในกายก็ลุกโหมขึ้นจนแทบกลืนสติ พันธะกับอาเดรียลที่ตึงถึงขีดเริ่มสั่นคลอน หลิงเฟิงรู้ดีว่าหากจะปิดรอยร้าวที่ลึกที่สุด—รอยที่เซวียนหลิงสถิตอยู่—ให้สำเร็จ เขาอาจต้องเทแสงดาวทั้งหมดที่มีจนไม่เหลือ แม้นั่นหมายถึงการเผาตัวเองสิ้นไปพร้อมกับมัน
ความคิดนั้นแล่นวาบ และอาเดรียลรับรู้มันทันทีผ่านลมหายใจที่หลอมเป็หนึ่ง “อย่าแม้แต่จะคิด” เ้าชายกระชากเขากลับ เสียงร้าวด้วยความกลัวที่ไม่เคยยอมให้ใครเห็น “เราจะไม่จบแบบที่เซวียนตูจบ—ข้าจะไม่ปล่อยให้เ้าไหม้คนเดียวเพื่อช่วยคนอื่น นั่นแหละคือทางที่ทำให้เขากลายเป็แบบนี้ เ้าได้ยินไหม! ถ้าเ้าจะเทแสงทั้งหมด งั้นก็เทผ่านข้า ใช้พลังข้า ใช้ลมหายใจข้า ใช้ทุกอย่างที่ข้ามี—แต่เ้าจะไม่ทำมันลำพัง”
แล้วอาเดรียลก็เปิดพันธะจนสุด เทมานาครามและพลังชีวิตของตนหลั่งไหลเข้าสู่หลิงเฟิงผ่านสายลมหายใจที่เชื่อมสองดวงใจ ไม่ใช่เพื่อรั้งแสงดาวไว้อีกต่อไป แต่เพื่อ ‘หล่อเลี้ยง’ มัน—เป็น้ำมันให้ตะเกียง เป็รากให้ต้นไม้ ผู้ประคองที่แท้จริงไม่ได้เพียงดึงผู้ถือแก่นกลับจากเหวไฟ แต่ยืนเคียงข้างในกองไฟนั้นด้วยกัน หลิงเฟิงรู้สึกถึงความอบอุ่นครามไหลเข้าหล่อเลี้ยงไฟทองในกายจนมันไม่เผาผลาญเขาอีก กลับกลายเป็เปลวที่ลุกโชนสว่างไสวยิ่งกว่าเดิมหลายเท่า
แสงดาวพวยพุ่งขึ้นอีกครั้งด้วยพลังของสองชีวิตที่หลอมเป็หนึ่ง ด้ายแสงทองอมครามสอดผ่านรอยร้าวที่ลึกที่สุด รอยที่เซวียนหลิงสถิตอยู่ และในชั่วขณะที่ด้ายแสงแตะเข้ากับิญญาของผู้สร้างม่าน เสียงเศร้าโศกพันปีนั้นก็เปลี่ยนเป็เสียงสะอื้นด้วยความโล่งใจ ราวคนที่รอคอยมานานแสนนานในที่สุดก็ได้ยินคำที่เฝ้ารอ ผืนม่านทั้งผืนเรืองสว่างขึ้นพร้อมกัน รอยร้าวสุดท้ายเริ่มหุบเข้าหากันอย่างช้าๆ
เซวียนตูเห็นดังนั้นก็ส่งเสียงคำรามที่ไม่ใช่ของมนุษย์อีกต่อไป—เสียงของพันปีแห่งความเ็ปที่กำลังจะถูกพรากไปต่อหน้า มันรวมพลังหม่นเทาที่เหลือทั้งหมด หลอมกับแรงกดเย็นเยียบจากเบื้องบนผืนม่าน แล้วพุ่งเข้าหาหลิงเฟิงตรงๆ เป็ไม้ตายสุดท้ายที่จะจบทุกสิ่ง ไม่ว่าจะเป็การฉีกม่าน การฆ่าเด็กแสงดาว หรือการพาทั้งสองพิภพดับสูญไปพร้อมกับมัน—มันไม่สนใจอีกต่อไปแล้วว่าผลจะเป็เช่นไร
หลิงเฟิงไม่ถอย เขายืนตรง อาเดรียลประจันหลัง ลมหายใจหลอมเป็หนึ่ง ดาบทองดาบครามชูขึ้นรับ ขณะแสงดาวยังคงเย็บปิดรอยร้าวสุดท้ายเหนือหัว “ข้าบอกแล้วว่าข้าจะซ่อมม่าน เซวียนตู” เขาเอ่ยท่ามกลางพายุแสง น้ำเสียงไม่มีความเกลียดชัง มีเพียงความสงสารและความตั้งใจอันแน่วแน่ “และถ้าข้าทำได้...ข้าจะซ่อมทั้งเ้าด้วย แม้เ้าจะไม่ยอมให้ซ่อมก็ตาม”
แสงที่จะสมานกับไฟที่จะฉีก—สองพลังพุ่งเข้าหากันเป็ครั้งสุดท้าย ณ ใจกลางม่านที่บางที่สุดในโลก เกลียวฟ้าสองสีะเิสว่างจ้าจนกลืนทุกสิ่งเข้าสู่ความขาวโพลนไร้ขอบเขต เสียงทั้งหมดเงียบงันลงในพริบตา—เสียงศึก เสียงคำราม เสียงสะอื้นในม่าน เสียงหัวเราะเหนือฟ้า ทั้งหมดถูกกลืนหายเข้าไปในแสงที่ไม่มีรูปร่าง เหลือเพียงสองมือที่ยังกุมกันไว้แน่นในใจกลางของการะเิ และคำสัญญาเดียวที่ดังก้องเหนือทุกสิ่ง—ว่าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อจากนี้ พวกเขาจะเผชิญมันด้วยกัน ราคาสุดท้ายของศึกชี้ชะตา และความจริงเหนือม่านที่กำลังจ้องมองลงมา ยังรอคอยอยู่อีกฟากของแสงสีขาวนั้น