ม่อฮูหยินได้สติเมื่อฮ่องเต้เอ่ยถึงบิดาของตน “ในจวนของท่านพ่อมีกุณซือฉู่หยวนอาศัยอยู่ด้วย หากพระองค์”
“ฮูหยินอย่าได้มากพิธี อีกไม่นานเราจะได้ดองกันแล้วให้พูดกับเราธรรมดาเถิด”
“เอ่อ” ม่อฮูหยินยังคงกระอักกระอ่วนใจ แม้อีกฝ่ายจะเป็นศิษย์น้องของสามีแต่ว่านางและฮ่องเต้นั้นเคยพบกันแทบจะนับครั้งได้จะให้กล่าวคำเหมือนสนิทสนมนั้นอาจจะต้องใช้เวลาบ้าง หันมองสามี “ท่านพี่”
“เอาเถอะๆ เรื่องนี้คงต้องเตรียมการกันอีกเป็นเดือนหรืออาจจะนานกว่านั้น มาๆ ทานของว่างแล้วร่ำสุรากันดีกว่าศิษย์น้อง!!” ลุกขึ้นเดินนำออกไปยังศาลาร่มเย็น งานมงคลหาใช่จะมีได้ในวันนี้พรุ่งนี้ ยังไงเสียหวังร่วนเทาก็ขอดื่มทำใจให้กับตัวเองที่กำลังจะได้ลูกเขยผู้สูงศักดิ์ก่อนเถอะ ฮึ!
ฮ่องเต้มิได้ปฏิเสธเพราะตนนั้นก็อยากจะพักให้หายเหนื่อยบ้าง กายแกร่งยืนขึ้นโดยบอกกับว่าที่สนมเอก “เราจะร่ำสุรากับบิดาเจ้า หากพูดคุยกับมารดาแล้วเสร็จ ไปหาเราด้วย”
“เจ้าค่ะ อีกครู่ปิงปิงจะตามไปหาพร้อมกับแกล้ม” เห็นอีกฝ่ายยิ้มแล้วเดินตามบิดาไป นางจึงหันมาเพื่อตอบคำถามของมารดาที่ดูจะสงสัยนางอย่างแรง!!
“เล่ามาให้หมด” ม่อฮูหยินกอดอกมองบุตรสาวผู้เล่นซนจนถึงขนาดฮ่องเต้ยังตามมาได้จนถึงบ้าน หากนับกิริยาอาการที่เปลี่ยนไปของบุตรสาวคงเป็นเมื่อเกือบสองเดือนก่อน…ตอนที่นางตื่นมาในยามเช้าแล้วขอไปช่วยตรวจสินค้า!
“คือ ในวันปักปิ่นของเยี่ยนมิ่งลี่ รัชทายาทมู่หรงหลานทรงมอบสรุาดอกท้อให้ลูกทานเจ้าค่ะ”
“อะไรนะ!!” ใยมารดาเช่นนางจะไม่รู้ว่าบุตรสาวแพ้ผลไม้รวมไปถึงทุกสิ่งที่เกี่ยวกับพืชผลชนิดนี้แล้วเหตุใดรัชทายาท?
“ลูกคิดว่ารัชทายาทคงไม่รู้ว่าลูกทานมันไม่ได้และเป็นลูกเองที่ประมาทเกินไป จำได้ว่ายามนั้นลูกจิบสุราแค่เพียงปลายลิ้น หลังจากนั้น”
“แล้วหลังจากนั้นเจ้าเป็นอย่างไร” ม่อฮูหยินแม้จะวางใจว่าบุตรสาวยังอยู่ตรงนี้แต่ความห่วงใยนั้นมีมากเกินกว่าจะมองข้าม ในอดีต…แค่ผลท้อคำเดียวทำเอาปิงปิงในวัยเยาว์เกือบตายมาแล้ว
อันที่จริงนางมิได้รู้สึกถึงก่อนหน้าที่จะถูกวางยาแต่จากคำบอกเล่าของอาเปาในครานั้นอาการของนางคงจะเป็นดังเช่นที่กำลังปด “ลูกทนอยู่ในงานเพียงครู่ก่อนจะขอตัวกลับมายังจวนของเรา คืนนั้นลูกนอนแน่นหน้าอก หายใจไม่ออกจนสลบไป รู้สึกตัวอีกครั้งคือตอนเช้าแล้ว” คงต้องตอบเช่นนี้สินะ ทั้งๆ ที่หวังปิงปิงตัวจริงนั้นสิ้นชีพไปตั้งแต่ตอนนั้นและนางคงบอกออกไปไม่ได้ ‘ขอโทษนะเจ้าคะท่านแม่’
ม่อฮูหยินกุมหน้าอกตนเองพร้อมกับอ้าแขนรอให้บุตรสาวของนางโผเข้ามาสู่อ้อมกอด ดีแล้วที่ปิงปิงยังมีชีวิตอยู่ ดีแล้ว “เหตุใดคืนนั้นถึงไม่บอกแม่เล่า หากเจ้าไม่ได้สลบแต่สิ้นชีพไป แม่จะทำอย่างไร”
“แต่ลูกก็ไม่เป็นไรแล้วนี่เจ้าค่ะ เรื่องมันผ่านไปแล้ว เช้าวันนั้นลูกจึงคิดได้ว่าตัวลูกคงมิได้ชมชอบรัชทายาทผู้นั้นนอกจากอยากจะคบหาด้วยเพราะเขาเป็นคนรักของมิ่งลี่ ไม่เกี่ยวกับเรื่องสุราดอกท้อ ไม่เกี่ยวเลย เป็นลูกที่คิดได้เอง”
“จนตอนนี้คิดได้ว่ารักฮ่องเต้น่ะรึ?”
สตรีผู้ซุกซบมารดามีท่าทางอ้ำอึ้งก่อนจะตอบเบาๆ ว่า “เจ้าค่ะ ลูกพบฝ่าบาทในวันประลองยุทธ์ พระองค์คือรักแท้จริงๆ อย่างที่มิเคยรู้สึกกับผู้ใดมาก่อน” หวังปิงปิงและม่อฮูหยินต่างพูดคุยกันแบบเปิดอก ตามมาด้วยเสียงหัวเราะอันสดใส แต่เรื่องสุราดอกท้อในวันปักปิ่นที่ควรจะเป็นความลับ…มันกลับไม่เป็นความลับอีกต่อไป เมื่อสตรีตัวน้อยของฮ่องเต้นั้น มีองครักษ์เงาติดตามนับร้อยคน ฟุ่บ!!
๑-------------------๑
ยามไฮ่ (22.30)
“กลับวังได้แล้วเจ้าค่ะ” หวังปิงปิงเบี่ยงกายออกจากอ้อมกอดที่เอ่ยร่ำลานางมากว่าหนึ่งเค่อแต่ก็ยังไม่กลับสักที มิใช่นางรังเกียจกลิ่นสุราแต่มันดึกแล้วต่างหาก “ยังมีเรื่องวุ่นวายรออยู่นะเจ้าคะ”
ถอนหายใจออกมาเบาๆ “จวนสกุลหวังเป็นที่ที่เราอยู่แล้วสบายใจจริงๆ อย่างที่เจ้าว่า พรุ่งนี้ยามซื่อ (10.00) เราจะมารับเจ้าไปหาแม่ทัพม่อ” เวลาที่บอกนางคือเวลาที่เขาออกว่าราชการเสร็จแล้ว ไม่แน่ว่าหลังจากพูดคุยกับแม่ทัพหลวงจนจบ การสอนงานปกครองแผ่นดินให้กับรัชทายาทอาจจะต้องเริ่มขึ้น มิใช่ว่าเมื่อมีนางข้างกายแล้วจึงอยากปล่อยวางแต่เขาคิดว่ามู่หรงหลานควรต้องฝึกทำหน้าที่นี้ได้แล้วมิใช่เอาแต่ฝึกวรยุทธ์
“รวดเร็วขนาดนั้น” ตาโต ตื่นเต้น ดีใจ กับอะไรอีกมากมายที่นางไม่เคยคิดว่าจะมี สิ้นชีพจากภพเดิมที่อวบอ้วนและไร้ญาติแต่พอมาอยู่ในภพนี้กลับแตกต่างราวฟ้ากับเหว นางมีครอบครัวใหญ่ที่รักนาง อีกทั้งยามนี้ก็กำลังจะมีคู่ครอง? ที่ดีที่สุดในใต้หล้า ฉากสุดท้ายคงเหลือเพียงความสุขจวบจนแก่ชรา ขอบคุณสวรรค์ที่ไม่ใจร้ายกับนาง
พยักหน้า “ฤกษ์ดีที่เร็วที่สุด ถึงเรือนหอด้านหลังยังไม่เสร็จเราก็อยากจะทำอย่างเจ้าว่าเต็มทน เช้าทำงานในวัง เย็นกลับมาหาเจ้า” จูบเบาๆ บนผมหอมของสตรีในอ้อมกอด ^^ “เมื่อมีบ้านอีกหลัง ไม่สิ ต้องเรียกว่าจวนสกุลมู่สินะเพราะเราเป็นขุนนาง” ขุนนางใหญ่มากเสียด้วย “วันหน้าก็จะมีบุตร”