หลังจากผ่านไปหนึ่งชั่วโมง กลุ่มสี่คนจึงพบป้ายชี้ทางที่ขบวนขนาดใหญ่ทิ้งไว้ เพียงแต่หลังจากเห็นท้ายขบวนของขบวนใหญ่ โม่จ้านกลับมิได้บอกให้ลาถีเท่อเร่งความเร็วเพื่อเข้าไปรวมกลุ่ม กลับไล่ตามอยู่ด้านหลังอย่างเว้นระยะห่างประมาณหนึ่ง
“โม่เจ๋อเอ่อร์ เหตุใดพวกเราไม่เข้าไปรวมตัวกัน?” ลาถีเท่อดึงสายบังเหียนไว้แน่นพลางผินหน้ามาด้วยความสงสัย “แม้ว่าจะมิได้กลับมาร่วมขบวนเป็นการชั่วคราว เจ้าก็ควรทักทายสักหน่อยจะได้เตรียมการให้พร้อม”
“กลับไปมิเท่ากับต้องคอยเช็ดก้นให้พวกเขาหรืออย่างไร เหอะ” เก๋อจือเบะปาก “ถึงอย่างไรพวกเขาก็เก่งกาจถึงเพียงนั้น จัดการกันเองเถิด”
“ข้ามิได้กำลังใช้อารมณ์ แม้ว่าจะคิดมิต่างกับพวกเจ้านักก็ตาม”
โม่จ้านหลุดหัวเราะ มือที่ยื่นไปลูบหัวของเก๋อจือถูกเด็กหนุ่มผมแดงปัดออกอย่างรังเกียจ
“เพียงแต่คล้ายอีกฝ่ายต้องการทำเช่นนี้ พวกเราก็ทำตามความต้องการของพวกเขาไปเถิด”
“...หมายความว่าอย่างไร?”
เมื่อได้ยินคำกล่าวของโม่จ้าน เจียนั่วค่อนข้างงุนงง โม่จ้านเผยรอยยิ้มบางพลางชี้ไปยังถนนด้านนอกหน้าต่างรถม้า เจียนั่วพลันเข้าใจทันทีจึงกลับมาปิดเปลือกตาพักสายตาอย่างสงบดังเดิม
เมื่อเห็นท่าทางรู้กันโดยนัยของคนทั้งสอง เก๋อจือถึงกับเครื่องหมายคำถามเต็มหัว ทำได้เพียงส่งสายตาขอความช่วยเหลือไปทางแผ่นหลังของลาถีเท่อ
“...เอ่อ ลาถีเท่อ ประโยคนั้นของโม่เจ๋อเอ่อร์หมายความว่าอย่างไร? เจ้าจี๋เอ่อร์ป๋อเท่อผู้นั้นกับหัวหน้ากิลด์ซีนั่วคงมิได้คิดจะทิ้งพวกเราไว้กระมัง?”
“ต่อให้อีกฝ่ายไม่รู้จักเจียนั่ว กระนั้นก็ไม่มีทางหาเรื่องใส่ตัว ขอเพียงไม่เปิดเผยเรื่องความร้าวฉาน ท่านพ่อของเจ้าก็ยังคงเป็นหัวหน้ากิลด์สาขาย่อยของกิลด์จอมเวท”
ลาถีเท่อคลี่ยิ้มพลางส่ายหน้า เหยียดแผ่นหลังตรงมองไปด้านหน้า พบว่าฝุ่นละอองลอยตลบจากไกลๆ เบาบางลงเรื่อยๆ เด็กหนุ่มเผ่าหมานจึงสั่นบังเหียนและฟาดแส้เบาๆ ม้าจึงค่อยๆ เพิ่มความเร็วขึ้นมา
“...หรืออีกฝ่ายเพียงอยากถ่วงเวลาการไล่ตามขบวนของพวกเรา?”
“...หือ? จะมีความหมายอันใดกัน?” เก๋อจือเบิกตากว้าง ยิ่งฟังยิ่งงุนงงเสียแล้ว “มิได้ให้ค่าตอบแทนตามเวลาเสียหน่อย จำเป็นด้วยหรืออย่างไร?”
“หากเอ่ยตามปกติก็ไม่จำเป็น เพียงแต่หากมีผู้คิดอยากจะทำอันใดนอกเหนือจากนี้...”
โม่จ้านกุมปลายคาง มองท่าทางคล้ายเข้าใจแต่ไม่เข้าใจของเก๋อจือ หัวคิ้วพลันขมวดเข้าหากันเช่นกัน
แท้จริงแล้วตนเพียงคาดเดาเท่านั้น ตนมิได้ประสาทสัมผัสอ่อนไหวต่อสภาพแวดล้อมแต่อย่างใด เพียงแต่เมื่อลาถีเท่อบังคับรถม้าใกล้ไล่ตามขบวนใหญ่ได้ทัน ตนกลับพบว่าเสียงเกือกม้าที่ดังเข้ามาสลับซับซ้อนยิ่งกว่าเดิมอย่างมาก เช่นนั้นคงมีเพียงคำอธิบายเดียว นั่นคือขบวนใหญ่เพิ่มความเร็วเสียแล้ว
เมื่อเจอการดักปล้นข้างทาง ขบวนรถจะเพิ่มความเร็วนั้นนับเป็นเรื่องปกติ เพียงแต่หลังผ่านไปนาน เหตุใดรถม้าจึงยังรักษาระดับความเร็วสูงเอาไว้? นอกเสียจากตั้งใจยื้อเวลาการไล่ตามออกไป ตนก็คิดหาเหตุผลอื่นมิได้เสียแล้ว
หรือจี๋เอ่อร์ป๋อเท่อคิดจะลงมือกับซีนั่ว? เพียงแต่ข้อแรก ซีนั่วนั้นมีกำลังทหารเช่นกัน ข้อสอง แม้จะกล่าวว่าสินค้าในภารกิจมีค่ามิน้อย ทว่าจี๋เอ่อร์ป๋อเท่อเป็นถึงหัวหน้ากิลด์ทหารรับจ้าง ยังต้องยอมเสี่ยงเพื่อทรัพย์สินเงินทองงั้นหรือ? แปลก แปลกมาก
โม่จ้านใคร่ครวญครึ่งค่อนวันกลับยังนึกหาต้นสายปลายเหตุมิได้ เจียนั่วสัมผัสได้ว่าคนข้างกายกำลังสับสนยุ่งเหยิงจึงตบลงบนต้นขาของโม่จ้าน
“อย่าคิดมากไป อาจเป็นเพราะจี๋เอ่อร์ป๋อเท่อนึกอยากเพลิดเพลินกับช่วงเวลาที่ได้อยู่กับหัวหน้ากิลด์ซีนั่วเพียงสองต่อสองสักพักก็ได้”
“………………”
น้ำเสียงของเจียนั่วจริงจังอย่างยิ่ง ทว่าสำหรับอีกสามคน คำกล่าวของอัศวินมีผลมากกว่าเวทมนตร์แช่แข็งเสียอีก—โม่จ้านเงยหน้าขึ้น มุมปากของตนกระตุกอย่างมิอาจควบคุม เก๋อจือหัวเราะแห้งๆ สองครั้ง รู้สึกราวกับว่ามีคนกำลังเป่าลมเย็นๆ ใส่แผ่นหลัง แม้ว่าจะมองมิเห็นใบหน้าของลาถีเท่อ แต่ทว่าการเคลื่อนไหวที่ชะงักค้างอย่างกะทันหันนั้นได้แสดงให้เห็นว่าคำพูดของเจียนั่วบังเกิดผลเพียงใด
“แหะ แหะๆ...ที่แท้แล้วเจียนั่วเจ้าก็เล่นมุกตลกฝืดได้เก่งถึงเพียงนี้...”
โม่จ้านลูบตุ่มหนังไก่บนท่อนแขน มองไปทางเจียนั่วที่ทำหน้าใสซื่ออย่างจนปัญญา
“ข้ามิได้กำลังล้อเล่น เพียงเสนอความเป็นไปได้ประการหนึ่งเท่านั้น”
สีหน้าของเจียนั่วเอาจริงเอาจังอย่างมาก จริงจังเสียจนโม่จ้านคิดว่าคำกล่าวเมื่อครู่เป็นเพียงอาการหลอนไปเอง
“หากเจ้าคิดว่ามิเป็นเช่นนั้นก็หาข้อพิสูจน์มาปัดตกการคาดเดาของข้า”
โม่จ้านที่นิ่งงันกับเก๋อจือที่ใบหน้าเขียนไว้ด้วยคำว่า ‘เจ้าล้อข้าเล่นหรือ’ สบตากันปราดหนึ่งก่อนเอ่ยปากอย่างไม่เป็นธรรมชาติ
“เอ่อ..คือว่า ซีนั่วเคยบอกข้าว่า เขากับจี๋เอ่อร์ป๋อเท่อยังตกลงกันเรื่องค่าตอบแทนในภารกิจนี้มิได้ บางทีเขาอาจจงใจรั้งพวกเราเอาไว้เพราะอยากหารือข้อได้เปรียบกับซีนั่วก็เป็นได้”
“กลุ่มของเราเล็กมาก ไม่มีแต้มต่อในการเจรจามากนัก ต่อให้ไม่มีพวกเราก็คงมิส่งผลกระทบอันใดต่อหัวหน้ากิลด์ซีนั่ว”
เจียนั่วพยักหน้าให้โม่จ้านก่อนจะขมวดคิ้วจมเข้าสู่ห้วงความคิดอีกครั้ง ทว่าโม่จ้านกลับเกาหัว อยากหัวเราะแต่มิกล้า มักรู้สึกอยู่เสมอว่าตนได้ค้นพบ ‘ด้านน่าเอ็นดู’ ด้านใหม่ของเจียนั่ว—การใคร่ครวญปัญหาอย่างมีเหตุผลและเอาจริงเอาจังอย่างมากมักสร้างผลลัพธ์ไร้สาระอย่างคาดมิถึงเป็นครั้งคราว
“เอาล่ะ มิต้องสนใจพวกเขาแล้ว พวกเราเตรียมตัวให้พร้อมเป็นพอ”
โม่จ้านคลี่ยิ้มพลางเอื้อมมือทั้งสองออกไปกดหน้าผากของเจียนั่วเบาๆ เพื่อให้ตรงกลางระหว่างคิ้วทั้งสองข้างของอัศวินที่นูนขึ้นมาราบเรียบ
“หากเจ้ายังขมวดคิ้วต่อไป ริ้วรอยก็จะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จากนั้นเจ้าจะกลายเป็นดูแก่กว่าข้าเสียอีก”
“เดิมทีอายุของเขาก็มากกว่าเจ้า เจ้าแสร้งทำตัวเป็นผู้ใหญ่จนกระทั่งตนเองยังเชื่อจริงๆ แล้วงั้นหรือ?!”
เก๋อจืออดแขวะมิได้ เจียนั่วมองโม่จ้านที่เผยสีหน้ากระอักกระอ่วนด้วยความสงสัย สีหน้าฉายแววแปลกประหลาดอยู่บ้าง
“...กล่าวตามความจริง ข้ามักรู้สึกว่านอกจากใบหน้าที่แลดูอ่อนเยาว์ของโม่เจ๋อเอ่อร์ เมื่อดูจากร่างกายและจิตใจล้วนแต่มิคล้ายคนอายุเท่านี้”
“...ค่อนข้างคุ้นหู เก๋อจือกับลาถีเท่อก็เอ่ยเช่นนี้มิต่างกัน”
โม่จ้านหัวเราะเจื่อนก่อนจะหยิบถุงน้ำด้านข้างมาจรดริมฝีปาก บ้านเมืองเปลี่ยนง่าย ธรรมชาติเปลี่ยนยาก
เก๋อจือเบะปากพลางเบี่ยงกายไปอีกด้าน ทันใดนั้นกลับชะงักก่อนจะหันกลับมาเผยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์
“...ร่างกายไม่เหมือน? เห็นที ‘ต้นทุน’ ของโม่เจ๋อเอ่อร์คงจะมิน้อยทีเดียว ข้ารู้สึกใคร่รู้มากเสียจริง จิ๊ๆๆ...”
“แค่กๆๆๆ...!!”
เก๋อจือเปิดประเด็นโดยมิทันตั้งตัว โม่จ้านถึงกับไอเอาน้ำในลำคอออกมาจนเกือบหมด เพียงแต่ไม่รอให้โม่จ้านได้กลืนน้ำลงไปดีๆ การตอบกลับของเจียนั่วกลับทำเอาโม่จ้านน้ำทะลักจมูกจนพุ่งออกมาทั้งหมดเสียแล้ว สำลักเสียจนตาแดง
“หากอิงตามระดับของมนุษย์ก็นับว่าเก่งกาจมากทีเดียว ประมาณนี้---”
“แค่กๆๆๆๆ!!!!”
“ฮ่าๆๆๆๆๆ...ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆ...ขำจะตายแล้วฮ่าๆๆๆๆ....”
โม่จ้านไม่มีแม้แต่เวลาจะเช็ดขี้มูกรีบคว้าข้อมือของเจียนั่วที่กำลังทำท่าทำทาง เก๋อจือระเบิดเสียงหัวเราะออกมา ถึงขั้นฟุบอยู่บนพื้นรถม้าและหัวเราะอย่างหนักเสียจนลุกมิขึ้น เสียงที่ดังเกินจริงระเบิดออกมาจนทำให้ม้าที่กำลังห้อตะบึงถึงกับกระสับกระส่ายไม่กี่ที
“คำถามเช่นนี้จำเป็นต้องตอบให้ละเอียดหรืออย่างไร?!”
โม่จ้านกุมหน้าอกที่สำลักจนเจ็บแสบ มิใช่เรื่องง่ายกว่าจะไอเอาน้ำที่เข้าหลอดลมออกไป
“ข้านึกว่าเจ้าจะรู้สึกภาคภูมิใจเพราะเรื่องนี้” สีหน้าของเจียนั่วยังคงเคร่งขรึม กระทั่งน้ำเสียงยังเอาจริงเอาจังมิต่างกับเมื่อก่อน
“...ขอบคุณในคำชมของท่าน” โม่จ้านแน่นในหน้าอก รู้สึกราวกับตนจวนจะเสียสติเสียแล้ว
เก๋อจือหัวเราะเสียจนหายใจมิทัน นี่เป็นครั้งแรกที่ตนได้เห็นโม่เจ๋อเอ่อร์ถูกบีบให้ยอมรับความพ่ายแพ้โดยสิ้นเชิงเช่นนี้ ลาถีเท่อสะบัดแส้ในมือ หากแต่ยังคงมิอาจกลบเกลื่อนแผ่นหลังที่สั่นสะท้านเพราะกลั้นหัวเราะ เจียนั่วยังคงรักษาท่าทางชะงักค้างกลางคันอย่างแสร้งทำเป็นไขสือ ภายในแววตาใสซื่อเก็บซ่อนความเจ้าเล่ห์เอาไว้บางเบา