สายลมยามเช้าบนเทือกเขาเมฆาครามยังคงพัดพากลิ่นอายความเย็นะเื ทว่าภายในเรือนนอนสายนอกท้ายหุบเขา บรรยากาศกลับระอุอ้าวราวกับตั้งอยู่บนปากปล่องูเาไฟ รูโหว่ขนาดใหญ่บนฝาผนังไม้ที่เกิดจากร่างของอันธพาลสองคนที่ปลิวทะลุออกไปเมื่อคืนนี้ ปล่อยให้แสงแดดส่องทะลุเข้ามาเป็ลำแสง เผยให้เห็นฝุ่นละอองที่ลอยล่องในอากาศ
ศิษย์สายนอกนับสิบชีวิตต่างพากันยืนเข้าแถวเรียงหนึ่งอย่างเป็ระเบียบเรียบร้อย ทุกคนต่างก้มหน้าลงต่ำ ร่างกายสั่นเทาด้วยความนอบน้อม ในมือของแต่ละคนถือถาดไม้ที่บรรจุหมั่นโถวร้อน ๆ น้ำแกงจืด และผลไม้ป่า นำมาวางเรียงรายอยู่เบื้องหน้าของสองพี่น้องตระกูลหยุน
"ทั... ท่านพี่ใหญ่ทั้งสอง โปรดทานให้อิ่มเถิด" ศิษย์สายนอกคนหนึ่งเอ่ยเสียงสั่นเครือ พลางลอบมองเกาเฟิง อันธพาลเ้าถิ่นที่บัดนี้มีผ้าพันแผลท่วมหัวเข่า นั่งคุกเข่าหน้าซีดเผือดอยู่มุมห้อง
"พี่ใหญ่... หมั่นโถวพวกนี้แข็งดุจก้อนหินเลย สู้ข้าวต้มของท่านพ่อไม่ได้สักนิด" เสี่ยวิบ่นอุบอิบ มือเล็ก ๆ บิหมั่นโถวออกดม ก่อนจะเบือนหน้าหนีด้วยความผิดหวัง
"เสี่ยวิ อย่าเื่มาก ยามอยู่ข้างนอกมีสิ่งใดก็ต้องกินสิ่งนั้น" เสี่ยวหัวดุน้องชายเบา ๆ ทว่าตัวนางเองก็ไม่ได้แตะต้องอาหารเ่าั้ นางเพียงแต่หยิบกระบอกน้ำขึ้นมาจิบ ดับความกระหาย สายตาคมนิ่งจับจ้องไปยังฝาผนังที่พังทลาย รู้ดีว่าความวุ่นวายเมื่อคืนนี้ย่อมต้องส่งผลกระทบมาถึงพวกตนในไม่ช้า
กิ๊ก ๆ ๆ!
เ้าเจ็ดโผล่หัวสีเหลืองทองออกมาจากตะกร้าผ้าผ่อน มันใช้จะงอยปากแหลมคมจิกหมั่นโถวบนถาดไม้ไปหนึ่งก้อน ก่อนจะสะบัดหน้าคายทิ้งอย่างไม่ไยดี ราวกับจะบอกว่าอาหารพวกนี้ต้อยต่ำเกินกว่าที่สัตว์เทพเช่นมันจะกลืนลงคอ
ในเวลาเดียวกัน ณ ร้านข้าวต้มตรอกคอกไก่ เมืองหลวง
ความเงียบสงบโอบล้อมบ้านหลังเก่าบานประตูไม้ฟืน ควันไฟจากเตาต้มน้ำแกงลอยเอื่อยหายไปในอากาศ หยุนฟานนั่งอยู่โต๊ะริมหน้าต่าง เบื้องหน้าของเขาคือสมุดบัญชีเก่าคร่ำคร่าเล่มหนึ่ง ทว่าสายตาของเขาไม่ได้จับจ้องที่ตัวอักษร หากแต่กำลังมองดูฝ่ามือของตนเองที่ยังคงมีกลิ่นอายปราณจาง ๆ ของบุตรทั้งสองหลงเหลืออยู่
"ท่านพี่... ชากวางตุ้งอบดอกกะดังงาที่ท่านชอบ"
เสียงหวานละมุน นุ่มนวลทว่าแฝงความหนักแน่นดังขึ้นพร้อมกับร่างอ้อนแอ้นของ "ซูชิงฉวน" ภรรยาคนที่สามผู้ทรงภูมิปัญญา นางอยู่ในชุดผ้าป่านสีเทาเรียบง่าย ทว่าไม่อาจปกปิดกลิ่นอายอันสูงส่งดุจปราชญ์หญิงแห่งยุคได้ นางวางถ้วยชาดินเผาลงบนโต๊ะอย่างแ่เบา รอยยิ้มบาง ๆ ปรากฏบนใบหน้างดงาม
หยุนฟานเงยหน้าขึ้น สบสายตากับดวงตาคู่สวยที่ฉลาดลึกล้ำของนาง ซูชิงฉวนไม่ได้เอ่ยปากถามเื่ลูก ทว่านางขยับกายเข้าไปนั่งลงบนม้านั่งฝั่งตรงข้าม ยื่นมือเรียวบางดุจลำเทียนไปกุมฝ่ามือหยาบกร้านของสามีไว้ นิ้วมือของนางลูบไล้หลังมือของเขาเบา ๆ เป็จังหวะ ราวกับ้าจะถ่ายทอดความมั่นคงในใจให้แก่กัน
"ชานี้... เ้าขยี้ใบชาด้วยมือตนเองใช่หรือไม่" หยุนฟานเอ่ยถาม น้ำเสียงทุ้มต่ำ
"ท่านพี่จำรสััได้เสมอเลยนะ" ซูชิงฉวนยิ้ม แววตาสว่างไสวเต็มไปด้วยความปิติที่สามีใส่ใจในรายละเอียดเล็กน้อยที่นางตั้งใจทำ ดวงตาของทั้งคู่ประสานกันในความเงียบ ไร้เสียงพูดจาพร่ำเพรื่อ ทว่าความเข้าใจอันลึกซึ้งแล่นผ่านสายตา ซูชิงฉวนขยับตัวเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด จนไหล่ของนางัักับแขนของเขา
"ลูก ๆ ย่อมต้องพบเจอคนพาล... ทว่าข้าเชื่อว่า ค่ายกลที่ท่านพี่สลักไว้บนหม้อดินใบนั้น ย่อมปกป้องพวกเขาได้" นางกระซิบ น้ำเสียงแฝงความเชื่อมั่น
หยุนฟานไม่ได้ตอบเป็คำพูด เขาเพียงแต่พลิกฝ่ามือกลับมากุมมือของนางไว้แน่น ััอันอบอุ่นและสายตาที่เปี่ยมด้วยความผูกพันลึกซึ้งทำให้อารมณ์อันตึงเครียดของบุรุษผู้เคยสยบหล้าพลันอ่อนแสงลง เหลือเพียงความรักอันมั่นคงที่มอบให้แก่สตรีผู้เป็ที่รัก
ตัดกลับมา ณ เรือนนอนสายนอก สำนักเมฆาคราม
ปัง!!!
บานประตูไม้ที่เหลืออยู่เพียงข้างเดียวของกระท่อมพลันถูกเตะจนหักสะบั้นออกเป็สองท่อน เศษไม้ปลิวว่อนไปทั่วห้อง ศิษย์สายนอกที่กำลังยืนเข้าแถวต่างพากันร้องอุทานด้วยความใและรีบถอยร่นไปติดผนัง
ร่างของบุรุษวัยกลางคนในชุดคลุมสีครามเข้มขอบทองก้าวเข้ามา ใบหน้าเหลี่ยมดุดัน หนวดเคราสั้นแข็งกระด้าง แววตาเต็มไปด้วยไอสังหารอันเข้มข้น ชายผู้นี้คือ "ผู้ดูแลเฉียน" หัวหน้าหอคุมกฎสายนอก ยอดฝีมือระดับผสานแก่นแท้ขั้นที่สาม ผู้ขึ้นชื่อเื่ความโเี้และรับสินบนจากตระกูลใหญ่เป็นิจ
เื้ัของเขาคือ หลินเพ่ยเอ๋อร์ ที่ยืนกอดอกยิ้มเยาะด้วยความสะใจ ข้างกายคือนักสู้ตระกูลหลินอีกหลายคน
"ใคร! ใครมันบังอาจทำลายกฎของสำนัก ทำร้ายศิษย์ร่วมสายนอกจนาเ็สาหัส!" ผู้ดูแลเฉียนแผดเสียงก้อง พลังปราณแท้จริงะเิออกระลอกหนึ่ง จนทำให้อากาศในห้องอันอับชื้นเดือดพล่าน
เกาเฟิงที่นั่งอยู่มุมห้องรีบคลานเข้าหาผู้ดูแลเฉียนดุจสุนัขพบเ้าของ มันชี้มืออันสั่นเทามาที่เสี่ยวหัวและเสี่ยวิ "เรียน... เรียนผู้ดูแลเฉียน เป็พวกมัน! ไอ้เด็กบ้านนอกสองคนนี้มันใช้วิชามารทำร้ายข้าและพังเรือนนอน!"
ผู้ดูแลเฉียนตวัดสายตาคมกริบดุจเหยี่ยวมาที่สองพี่น้อง ทว่ายามเมื่อเห็นเด็กหญิงและเด็กชายวัยเยาว์นั่งนิ่งไม่สะทกสะท้าน ความโกรธในใจของเขายิ่งทวีความรุนแรง "เด็กเหลือขอ! มาวันแรกก็ก่อเื่ราวใหญ่โต จงคุกเข่าลงยอมรับทัณฑ์โบยร้อยไม้เดี๋ยวนี้! แล้วส่งหม้อดินใบนั้นมาให้ข้าเพื่อริบเข้าคลังสำนัก!"
สายตาของผู้ดูแลเฉียนจับจ้องไปที่หม้อดินใส่ไข่ต้มบนโต๊ะ กลิ่นอายไอพลังที่เล็ดลอดออกมาทำให้ั์ตาของเขาเบิกกว้างด้วยความโลภ ชัดเจนว่าเขาได้รับคำสั่งจากหลินเพ่ยเอ๋อร์ให้มาหาเื่เพื่อแย่งชิงของวิเศษชิ้นนี้
"ไม่ได้! นี่คือของของท่านพ่อ!" เสี่ยวิลุกขึ้นยืนขวางหน้าโต๊ะ แววตาซื่อบัดนี้แปรเปลี่ยนเป็ดุดันดุจลูกเสือ
"สามหาว!" ผู้ดูแลเฉียนคำราม ชักบังเหียนเหล็กกล้าข้างเอวออกตวัดฉับไว ลมพายุหมุนวนขนาดย่อมะเิออกจากปลายบังเหียน พุ่งตรงเข้าหมายจะม้วนพันกระชากหม้อดินและฟาดร่างของเสี่ยวิให้แหลกลาญในคราเดียว!
จังหวะการลงมือของผู้ดูแลเฉียนรวดเร็วและอำมหิต สมฐานะยอดฝีมือระดับผสานแก่นแท้ ปลายบังเหียนเหล็กกรีดอากาศจนเกิดเสียงวิ้งลั่นโสตประสาท ระยะห่างจากหน้าอกของเสี่ยวิเหลือเพียงสามชุ่น!
ทว่า... เสี่ยวหัวไม่อาจปล่อยให้ผู้ใดมาแตะต้องของสำคัญของบิดา
ฟึ่บ!
เด็กหญิงพุ่งร่างวาบประดุจเงาพราย ท่วงท่าสง่างามทว่าเด็ดขาดดุจกิ่งไผ่ต้องลม วิชาตัวเบาอันลึกล้ำถูกปลดปล่อยออกมาในเสี้ยวอึดใจ นางไม่ได้ชักกระบี่ไม้จากฝัก ทว่าใช้เพียงฝักกระบี่ไม้ไผ่ตวัดกระแทกเข้าที่กลางลำของบังเหียนเหล็กกล้าอย่างแม่นยำ!
เคร้ง!!!
เสียงโลหะปะทะไม้ดังสนั่นหวั่นไหว แรงส่งจากการปะทะทำเอาบังเหียนเหล็กกล้าของผู้ดูแลเฉียนเบี่ยงเบนทิศทาง พุ่งทะลวงเข้าใส่พื้นศิลาจนแตกละเอียดกลายเป็ผงคลี
"อะไรกัน?!" ผู้ดูแลเฉียนหน้าถอดสี นึกไม่ถึงว่าเด็กหญิงวัยเก้าขวบจะทานรับแรงปราณของตนได้
ทว่าเสี่ยวหัวไม่เปิดโอกาสให้อีกฝ่ายได้ตั้งตัว นางขยับก้าวสืบเท้าหมุนตัวตวัดปลายฝักกระบี่ไม้ไผ่เข้าเจาะทะลวงจุดชีพจรข้อศอกของผู้ดูแลเฉียนอย่างโเี้เด็ดขาด!
ฉึก! กร๊อบ!
เสียงกระดูกข้อศอกหลุดลั่นดังสะท้าน ผู้ดูแลเฉียนหน้าเขียวคล้ำ ร้องอุทานอั่กในลำคอ บังเหียนเหล็กกล้าหลุดมือหล่นพื้น ร่างกายซีกขวาชาหนึบจนไม่อาจขยับเขยื้อนยามเมื่อเส้นประสาทถูกทำลาย
ในเวลาเดียวกัน หลินเพ่ยเอ๋อร์เห็นผู้ดูแลเฉียนเพลี่ยงพล้ำ นางจึงแผดเสียงสั่งนักสู้ตระกูลหลินสามคน "พวกเ้า! รุมฆ่าพวกมันซะ! แย่งหม้อดินมา!"
นักสู้ร่างั์สามคนชักดาบยาวพุ่งเข้าใส่เสี่ยวิจากสามทิศทาง จังหวะดาบสอดประสาทรวดเร็วและคมกริบ หมายจะสับร่างของเด็กชายให้แหลกคามือ ทว่าเสี่ยวิกลับไม่อยู่เฉย เด็กชายอุ้มหม้อดินด้วยมือซ้าย ส่วนเท้าขวาขยับก้าวไขว้ตามท่าร่างก้าวพระบาทท่องดารา ร่างเล็กพุ่งวาบหลบวิถีดาบแรกได้อย่างปาฏิหาริย์ดุจงูเลื้อยฝ่าดงหญ้า
ฟึ่บ!
ปลายดาบของศัตรูพุ่งพลาดเป้า เสี่ยวิสะบัดฝ่ามือน้อย ๆ ข้างขวาที่อัดแน่นไปด้วยปราณบริสุทธิ์ ตบเข้าที่กลางลำตัวของนักสู้คนแรกเบา ๆ หนึ่งครั้ง!
บึ้ม!!!
มวลอากาศเบื้องหน้าพลันะเิออกดุจะุปืนใหญ่ แรงดันปราณอันมหาศาลพุ่งกระแทกเข้าที่หน้าอกของศัตรูอย่างจัง เสียงกระดูกซี่โครงหักสะบั้นดัง อั่ก! ร่างใหญ่โตปลิวละลิ่วถอยหลังไปชนเข้ากับผู้ดูแลเฉียนและหลินเพ่ยเอ๋อร์จนล้มระเนระนาด กลายเป็มนุษย์กบกองรวมกันอยู่บนพื้นดินที่เต็มไปด้วยเศษไม้และฝุ่นละอองในชั่วดีดนิ้ว!
ฝุ่นดินค่อย ๆ สงบลง บรรยากาศรอบด้านกลับคืนสู่ความเงียบสงัดอีกครา ศิษย์สายนอกรอบข้างต่างพากันเบิกตากว้างจนแทบหลุดออกจากเบ้า ร่างกายสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวอันสูงสุด พวกเขารีบคุกเข่าลงกับพื้นโขกศีรษะให้สองพี่น้องตัวน้อยดุจกราบไหว้เทพเ้าแห่งความตาย
"ฝากไว้ก่อนเถอะ! พวกแกสองคน!" หลินเพ่ยเอ๋อร์ร้องลั่นทั้งน้ำตา ใบหน้างดงามบัดนี้เปรอะเปื้อนไปด้วยฝุ่นดินและเศษไม้ นางรีบพยุงร่างอันสะบักสะบอมของผู้ดูแลเฉียนและนักสู้หนีออกจากเรือนนอนไปอย่างรวดเร็วด้วยความอับอายขายหน้า
เสี่ยวิหยิบไข่ต้มปอกเปลือกยัดเข้าปากเคี้ยวตุ้ย ๆ ด้วยความอร่อยอย่างเปี่ยมสุข ไอพลังปราณมหาศาละเิออกระลอกหนึ่งรอบกายของเด็กชาย ร่างกายที่เคยเหน็ดเหนื่อยกลับคืนสู่ความสมบูรณ์พร้อมในเสี้ยวอึดใจ
ห่างออกไปบนยอดไม้ใหญ่ในม่านหมอก
ผู้เฒ่าชิงหลิวที่แอบติดตามดูเหตุการณ์อยู่ตลอดเวลาถึงกับอ้าปากค้าง เคราขาวสั่นพั่บ ๆ ด้วยความตกตะลึงอันสูงสุด ดวงตาเหี่ยวย่นเบิกกว้างจนแทบฉีกขาด "ฝ่ามือไร้รูปและวิชาตัวเบานั่น... มันไม่ใช่สิ่งที่เด็กอายุเท่านี้จะทำได้! สองพี่น้องตระกูลหยุน... พวกเ้าเป็สัตว์ประหลาดจากยุคโบราณตนใดกลับชาติมาเกิดกันแน่?!"
ชิงหลิวสูดหายใจลึก ร่างกายสั่นเทาด้วยความตื่นเต้น "ข้าต้องรีบนำเื่นี้ไปรายงานท่านเ้าสำนักโดยด่วน สำนักเมฆาครามแห่งนี้... กำลังจะกลายเป็ลานประลองของสัตว์ประหลาดเสียแล้ว!"
กงล้อแห่งโชคชะตาบัดนี้ได้หมุนเข้าสู่จุดเปลี่ยนผ่านอันบ้าคลั่ง สองพี่น้องตระกูลหยุนได้แสดงอำนาจทลายคนพาลในสายนอกแล้ว และพายุทลายฟ้าดินกำลังจะเริ่มต้นขึ้น ณ บัดนี้!