เมื่อเสร็จธุระกับเ้าของเดิมหลงจู๊ชราก็นำปิ่นที่ได้รับมาจัดวางลงในกล่องไม้หอมเนื้อดี เดิมทีแม้อยู่ในห่อผ้าซีดขาวก็ดูล้ำค่ามีราคาอยู่แล้ว แต่เมื่อนำมาวางลงในกล่องไม้หนุนด้วยผ้าไหมสีแดงเช่นนี้ ยิ่งทำให้ชายชราอดชื่นชมในความประณีตอันไร้ที่ติไม่ได้ หลังจากตรวจสอบความเรียบร้อยทั้งหมดจนมั่นใจ สองมือก็เร่งปิดกล่องก่อนจะรีบถือขึ้นไปบนชั้นสองอย่างรู้หน้าที่
ร้านต้าจี๋หากดูผิวเผินภายนอกจะเล็กแคบ แต่เมื่อเดินพ้นฉากกั้นส่วนหน้าร้านเข้าไป จะเห็นเป็พื้นที่กว้างออกลักษณะคล้ายสี่เหลี่ยมคางหมู ภายในมีการจัดสรรออกเป็ห้องมากมายเพื่อจัดเก็บสินค้าอย่างเป็สัดส่วน ผิดกับชั้นสองที่มีห้องไว้ใช้รับรองเพียงสองห้องเท่านั้น
เมื่อเดินมาถึงหน้าประตูบานใหญ่มือเหี่ยวย่นกำกระชับกล่องไม้ให้มั่นคงยิ่งขึ้น แต่ยังไม่ทันจะได้กล่าวสิ่งใดบานประตูก็ถูกเปิดออกจากด้านใน สองขาโก่งโค้งด้วยวัยอันโรยร่วงก้าวเข้ามาอย่างสงบเสงี่ยม ภายในห้องกลางเก่ากลางใหม่มีเพียงโต๊ะและตั่งวางอยู่ไม่กี่ตัว กลิ่นชาหอมอบอวลชวนให้รู้สึกผ่อนคลาย
“เรียนท่านอ๋องข้านำปิ่นไปทำความสะอาด และเปลี่ยนลงกล่องเรียบร้อยแล้วขอรับ” ชายชราค้อมเอวก่อนจะเอ่ยกับผู้ที่นั่งอยู่กลางห้องด้วยน้ำเสียงไม่ดังไม่เบา
เฉียนคุนเดินเข้ามารับกล่องไม้จากมือ ก่อนจะเปิดกล่องและนำไปวางไว้ตรงหน้าฉินอ๋อง
“ขอบคุณหลงจู๊ที่ส่งคนไปแจ้งข่าว” ฉินอ๋องมองไปยังปิ่นดอกมู่ตานประดับทับทิมอีกครั้ง
“มิได้ขอรับท่านอ๋อง ข้าเพียงทำตามคำสั่งเท่านั้น" ชายชราเอ่ยตอบ
แม้แรกมาถึงเขาจะมีโอกาสได้เห็นมาแล้วครั้งหนึ่ง แต่ยามนั้นยังไม่รู้ว่าเ้าของเป็ผู้ใด ดังนั้นการได้กลับมามองอย่างพิจารณาครั้งนี้จึงเต็มเปี่ยมไปด้วยอารมณ์ที่หลากหลาย มือเรียวเลื่อนไล้ไปที่ตัวอักษรสลักแ่เบา
“หลงจู๊มั่นใจมากน้อยเพียงใด ว่าปิ่นชิ้นนี้เป็ฝีมือของอาจารย์เกา” น้ำเสียงสอบถามฟังดูเรียบเรื่อยไม่บ่งบอกอารมณ์
“เรียนท่านอ๋อง ตลอดชีวิตการเป็หลงจู๊ ข้าไม่เคยดูพลาดแม้แต่ครั้งเดียว กลีบดอกแลดูพริ้วไหว ก้านใบแลดูอ่อนโยนให้ความรู้สึกงดงามหากแต่เข้มแข็งเช่นนี้เป็ฝีมือของอาจารย์เกาไม่ผิดแน่ขอรับ"
“เ้าเล่าเคยได้ยินชื่อเสียงของอาจารย์ผู้นี้หรือไม่?” ฉินอ๋องเอ่ยขึ้นโดยไม่ได้ระบุชื่อผู้ตอบ หากแต่เฉียนคุนผู้คุ้นชินกับนิสัยประหยัดถ้อยคำของเ้านายก็ก้าวเข้ามาใกล้ จากนั้นหยิบเอาจอกชาเดิมที่เริ่มจะชืดออก ชากลิ่นหอมรัญจวนถูกรินลงในจอกใบใหม่อีกครั้งก่อนเลื่อนไปวางในตำแหน่งที่เหมาะสม
“อาจารย์เกาผู้นี้ยังมีนิสัยประหลาดจะเลือกทำเครื่องประดับให้เฉพาะผู้ที่อยากทำให้เท่านั้น และถ้าทำขึ้นชิ้นหนึ่งแล้วก็จะไม่มีชิ้นที่สองซ้ำอีก เครื่องประดับทุกชิ้นมีเอกลักษณะเฉพาะที่เกิดจากการหลอมรวมระหว่างช่างฝีมือและผู้ว่าจ้าง” เฉียนคุนเว้นระยะครู่หนึ่งก่อนเอ่ยต่อ
"สำหรับข้าอาจารย์เกาผู้นี้ไม่เพียงมีความสามารถด้านการทำเครื่องประดับ หากแต่ยังเก่งกาจเื่กลไกยิ่งนักขอรับ"
"ข้าก็ได้ยินเช่นนั้น" ฉินอ๋องพยักหน้าพอใจ
หลงจู๊ชราเมื่อได้ยินคำว่ากลไกก็พลันชะงัก เขามีความรู้เื่ของมีค่ามีราคา หากแต่เื่ความลับซุกซ่อนของผู้คนนั้นกลับสู้เฉียนคุนที่อายุน้อยกว่าหลายสิบปีไม่ได้
"เ้าเคยเห็นปิ่นนี้มาก่อนหรือไม่" ฉินอ๋องยื่นปิ่นทับทิมส่งให้เฉียนคุนพิจารณา
เฉียนคุนรับมาสำรวจอย่างระมัดระวัง สังเกตจุดแล้วจุดเล่าจนคิดว่าครบถ้วนจึงวางลงในกล่องตามเดิมก่อนจะเอ่ยอย่างนอบน้อม
"ข้าน้อยประสบการณ์น้อยไม่เคยเห็นมาก่อนขอรับ"
หลงจู๊ชราได้ฟังที่เฉียนคุนเอ่ยพลันเกิดรอยยิ้มเล็กๆ ขึ้นในใจ คนเราจะรู้ทุกอย่างไปได้อย่างไรกัน!
ฉินอ๋องมองปิ่นที่วางในกล่องครู่หนึ่งก่อนเอื้อมมือไปปิดลงอย่างเบามือ
"เสร็จธุระแล้วเชิญหลงจู๊ตามสบายเถิด"
ได้ยินฉินอ๋องกล่าววาจาเช่นนั้นแม้อยากจะอยู่ฟังต่ออีกสักหน่อยก็คงจะไม่สามารถแล้ว ชายชราจึงค้อมเอวถอยหลังเดินจากไป
“ถึงปิ่นจะมีราคาไม่น้อย หากแต่คงไม่มากพอจะให้ลงมือฆ่าคนทั้งบ้านกระมัง” ฉินอ๋องเอ่ยก่อนจะยกจอกชาขึ้นจิบ
“เอาไปให้อาจารย์เสวี่ยนตรวจสอบดูว่ามีกลไกพิสดารอย่างที่พวกเราสงสัยหรือไม่”
“ขอรับท่านอ๋อง” เฉียนคุนขยับเข้ามารับกล่องก่อนจะเอ่ยสอบถาม “ท่านอ๋องจะกลับจวนเลยหรือไม่ขอรับ”
“ยัง ข้าอยากไปสูดอากาศข้างนอกสักหน่อย พวกเ้าไม่ต้องตามมา” พูดจบสายตาฉินอ๋องพลันมองไปบนสัญญาที่เขาเป็ผู้ร่างขึ้น ข้อความระบุเงื่อนไขประหลาดที่แม้แต่ตัวเองยามนี้ยังต้องขมวดคิ้ว
“ช่างเป็สตรีโง่เขลายิ่ง” สองมือบรรจงพับกระดาษก่อนจะเก็บไว้ในอกเสื้อราวกับของสำคัญ
*
*
*
ชายกระโปรงสีชมพูอ่อนที่ปักประดับเป็รูปกลีบดอกไม้เล็กๆ ขยับไหวไปตามการก้าวเดิน ยามนี้นางเดินออกมาจากร้านต้าจี๋ไกลแล้ว หากแต่จิตใจยังคงไม่สงบนัก มือเล็กยังคงจับทาบบนอกแสดงออกถึงความวิตกกังวล แม้จะเป็การตัดสินใจที่ผ่านการไตร่ตรองแล้วหากแต่ลึกๆ ก็ยังมีบางอย่างที่นางไม่สามารถอธิบายออกมาได้
“พวกเ้ามันขี้โกง!”
เสียงร้องะโออกมาจากที่ใดยังไม่ทราบแน่ชัด หากแต่ดังมากพอที่จะทำให้มู่ตานหลุดออกจากภวังค์ความคิด ก่อนจะหันมองตามเสียงที่ลอดดังออกมา
ทางเดินสายเล็กๆ นำไปสู่ตรอกคับแคบ สองข้างทางขนาบด้วยกำแพงรั้วทอดยาวขนานไป เสียงหัวเราะเย้ยหยันดังนำออกมาเป็ระยะ
“อย่ามากล่าวหากันพล่อยๆ นะเ้าหนูระวังจะเจ็บตัว" อีกฝ่ายเอ่ยด้วยน้ำเสียงไม่ดังไม่เบา รอยยิ้มมุมปากและสายตาเหนือกว่าจ้องมองมาที่เด็กน้อยราวกับเป็ผู้ชนะแล้วก็ไม่ปาน
“ข้าจะไปฟ้องทางการว่าพวกเ้าโกงพี่ชายข้า พวกเ้ามันต่ำช้ายิ่งกว่าสุนัข!”
“เพี้ย!” สิ้นเสียงฝ่ามือกระทบผิวเนื้อ ร่างเล็กจ้อยก็ละล่องลงไปกองอยู่บนพื้น ริ้วแดงเริ่มเห่อขึ้นเป็รอยนิ้วบ่งบอกว่าผู้ใช้กำลังไม่ได้ออมมือเลยสักนิด
“รีบกลับบ้านไปเสียเ้าหนู อย่ามาทำให้พี่ใหญ่ของข้าต้องเสียเวลาไป ไป!” ชายอีกคนรีบไล่เมื่อเห็นว่าคนที่ตนเรียกว่าพี่ใหญ่ออกแรงไม่ยั้งมือ
“ฟ้องทางการหรือ?" แสงแดดสาดกระทบร่างกายหนาปรากฏเป็เงาดำสูงใหญ่ ที่กำลังสาวเท้าเข้ามาใกล้มากกว่าเดิม
“ไหนหลักฐาน ที่ผ่านมาข้ารับซื้อของจากบ้านเ้าก็นับว่าช่วยเหลือ นี่จะมาหาว่าข้าโกงเงินพวกเ้าอีกหรือ"
“พี่ใหญ่ของเราเป็ถึงพ่อครัวของโรงเตี้ยมอันดับหนึ่ง เงินไม่กี่อีแปะจะโกงพวกเ้าไปทำไม อย่ามาพูดจาเหลวไหลที่นี่ รีบกลับไปเร็วเข้า” ชายอีกคนพูดเสริมอย่างเอาใจ
ชายร่างท้วมที่ถูกเรียกว่าพี่ใหญ่มองไปยังมือน้อยๆ ที่ยามนี้กำแน่นราวกับจะจิกเนื้อตนได้
“โกรธมากเช่นนั้นหรือ?” ก่อนจะยื่นหน้าเข้าไปใกล้แล้วเอ่ยให้ได้ยินกันเพียงสองคน
“ข้าโกงพวกเ้าแล้วอย่างไร เ้าเป็ใคร แล้วข้าเล่าเป็ใคร…”
ดูเหมือนจะยังไม่สิ้นประโยคดีเด็กน้อยถุยน้ำลายปนเืทิ้ง ก่อนจะกระโจนเข้าไปกอดคอแล้วกัดที่ใบหูของชายตรงหน้าเต็มแรง เืสีแดงสดไหลออกจากปากเล็กดูเป็ภาพที่น่าหวาดหวั่นของลิ่วล้อที่ยืนนิ่งทำอะไรไม่ถูก
“โอ้ย โอ้ย" เสียงครางของชายร่างใหญ่ดังไปทั่วตรอก มือไม้พยายามดึงและทุบตีหวังจะให้เด็กน้อยยอมคลายมือ แต่ยิ่งดึงก็เหมือนจะยิ่งกอดแน่น ยิ่งทุบก็คล้ายจะยิ่งกัดแรงขึ้นไปอีก
"แก ไอ้เด็บ้า! ปล่อย" เสียงร้องโวยวายต่อเนื่องชุลมุน
"มาเอาไอ้เด็กบ้านี่ออกไป” ได้สติลูกน้องสองคนก็ตรงเข้ามาช่วยกันดึงสุดกำลัง แต่ไม่รู้ด้วยความโกรธหรือเกลียด แม้ทั้งคู่จะพยายามกระชากหรือทุบตียังไงก็ไม่สามารถดึงมือของเด็กน้อยให้ขยับหลุดออกมาได้แม้แต่น้อย
ในขณะที่กำลังยื้อยุดกันไปมาก้อนหินขนาดพอดีมือก็ถูกขว้างออกไปโดนหัวของลิ่วล้อคนหนึ่งเข้าอย่างจัง
“โอ้ยยย” ทั้งหมดหยุดและหันมองผู้มาเยือนคนใหม่เป็ตาเดียว
“ชายตัวโตสามคนรุมเด็กตัวเล็กๆ หากข้าะโออกไปเห็นทีชายอกสามศอกเช่นพวกเ้าคงจะได้อายชาวบ้านร้านตลาดแถวนี้เป็แน่” มู่ตานที่เดินตามเสียงมาเห็นเหตุการณ์ ก็อดที่จะยื่นมือเข้าไปยุ่งไม่ได้
ไม่ว่าเด็กคนนั้นจะทำผิดหรือไม่อย่างไร การถูกทุบตีอย่างหนักย่อมไม่ใช่หนทางที่เหมาะสมแน่ อีกอย่างเมื่อมองเห็นสายตาไม่ยอมจำนนคู่นั้นทำให้นางเลือกที่จะหันหลังจากไปไม่ได้จริงๆ
“สตรีเช่นเ้าอย่าแส่หาเื่จะดีกว่า ไปซะ!” สิ้นเสียงข่มขู่ สตรีอย่างนางก็ขว้างก้อนหินเข้าใส่ชายร่างท้วมอีกก้อน
“นี่เ้า เ้า จะลองดีกับข้าอีกคนใช่หรือไม่” ตอนนี้ความเจ็บความอายที่ถูกสตรีกระทำ ทำให้คนที่ถูกเรียกว่าพี่ใหญ่หมดความอดทนอย่างสิ้นเชิงเสียแล้ว เขากำผมของเด็กน้อยแน่นก่อนจะกระชากอย่างแรง แม้หูจะมีเืออกไม่หยุดแต่ยามนี้เืลมแห่งความโกรธเกรี้ยวไม่สามารถระงับได้อีกต่อไป เด็กน้อยถูกโยนไปด้านข้างกระแทกเข้ากับกำแพงที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกล
มู่ตานเห็นดังนั้นจึงรีบวิ่งเข้าไปประคองอย่างรวดเร็ว สายตาพลางมองหาทางหนีทีไล่ แต่ตรอกเล็กๆ ที่เป็ทางตันเช่นนี้มีแค่ทางออกเดียวคือด้านหลังของนางเท่านั้น หากนางอุ้มเด็กน้อยคนนี้แล้วรีบวิ่งหนีไปจะเร็วพอหรือไม่ ในใจพลันนึกหวาดหวั่นอยู่ไม่น้อย
“ถ้าอยากหาเื่นักก็อย่าหาว่าข้าไม่เกรงใจ”
เมื่อเห็นร่างสูงใหญ่สาวเท้าเดินเข้ามาใกล้ นางจึงรีบร้อนอุ้มเด็กน้อยเข้าไปในอก หากแต่น้ำหนักที่อุ้มอยู่ก็ไม่เบาเลย ยิ่งยามนี้เด็กน้อยดูหมดแรงทิ้งกายลงมาเต็มที่ ทำให้แม้อยากจะก้าวขาวิ่งหนีอย่างที่นึกไว้ก็ยากเย็นเต็มทน เมื่อเห็นว่าทุกอย่างจวนตัวยิ่งในนาทีสุดท้ายนางจึงตัดสินใจใช้ตนเองโอบรอบร่างน้อยจนมิดชิดก่อนจะหลับตาลงแน่นเตรียมรับชะตากรรม
รอยยิ้มเหี้ยมโหดมองเหยื่อด้วยสายตาไร้ปราณี ร่างใหญ่ถ่ายแรงส่งไปไว้ที่แขนจนเต็มกำลัง หมายจะฟาดลงกลางหลังนางอย่างไม่ยั้งมือ
“โอ้ย”
ห่างกันอีกเพียงปลายนิ้วกำปั้นใหญ่ชะงักค้าง เมื่อรู้สึกได้ถึงความเจ็บแสบที่ข้อมือ สายตาพลันหันมองหาต้นตอของสาเหตุความเ็ปเมื่อไม่เห็นสิ่งใด ครานี้ร่างสูงใหญ่เลือกจะยกเท้าหมายจะลงมือกับเหยื่อให้หนักขึ้น
“โอ้ย”
“โอ้ย นี่มันอะไรวะ!"
เสียงสบถร้องขึ้นก่อนที่จะจับไปที่รอยขาดของเสื้อกลางหน้าอก ขา และแขน เืค่อยๆ ไหลซึมออกมาตามแนว แม้จะเป็เพียงการตัดผ่านเสื้อผ้าเฉียดไปที่ผิวเนื้ออย่างไม่ลึกนัก แต่ก็ให้ความรู้สึกเจ็บแสบยิ่ง สายตากรุ่นโกรธเงยขึ้นมองหาต้นตออีกครั้ง หากแต่ครานี้กลับปนไปด้วยความหวาดหวั่นอยู่ในใจ
“พะ พะ พี่ใหญ่” สองเสียงละล่ำละลักเรียกขึ้นพร้อมกัน สายตาเลิ่กลั่กสอดส่องไปจนทั่วตรอก
ได้ยินเช่นนั้นมู่ตานที่กำลังกอดเด็กน้อยแน่นก็เงยหน้าขึ้นมอง เืหยดแล้วหยดเล่าของร่างสูงใหญ่ตรงหน้าหยดลงบนพื้นที่นางนั่งอยู่ เมื่อเลื่อนสายตาสูงขึ้นจนสบเข้ากับแววตาอาฆาต หัวใจของนางรู้สึกหวาดกลัวจับจิตมือกำกระชับเด็กในอ้อมกอดแน่น
"ฝากเอาไว้ก่อนเถอะนังตัวดี!" พูดจบชายทั้งสามก็รีบร้อนวิ่งหนีออกจากตรอกไป
มู่ตานที่เห็นภาพเช่นนั้นก็ให้นึกงงงวย เมื่อครู่ยังหมายจะฆ่ากันให้ได้เืแล้วเหตุใดยามนี้จึงวิ่งหนีไปแล้วเล่า นางหันมองไปรอบๆ อย่างสำรวจอีกครั้งจนแน่ใจ
“ดูเหมือนพวกมันจะหนีไปแล้ว” มือน้อยค่อยๆ ประคองเด็กน้อยลุกขึ้น
“เ้ามันโง่นัก พวกมันมีถึงสามส่วนเ้าตัวคนเดียว จะสู้ได้อย่างไร คราวหลังต้องรู้จักประเมินคู่ต่อสู้จึงนับว่าฉลาด”
“ข้าจางหลง ขอบคุณพี่สาวที่ช่วยเหลือขอรับ” เด็กน้อยเอ่ยออกมาแ่เบา มู่ตานหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาเช็ดตามเนื้อตัวให้เท่าที่จะทำได้
“จางหลงหรือ? ดีที่ยังจำชื่อตัวเองได้ ข้านึกว่าเ้าถูกทุบตีจนจะจำชื่อตัวเองไม่ได้แล้ว ดูสิหน้าบวมเป็หัวหมูแล้วเนี่ย ว่าแต่บ้านเ้าเล่าอยู่ที่ใด เดินกลับไหวหรือไม่”
“อยู่หมู่บ้านทางใต้ใกล้ป่าไผ่ขอรับ”
“ป่าไผ่หรือ?” นางทวนคำ “จากนี้ไปไกลหรือไม่”
“ห่างจากที่นี่ราวสามลี้ได้ขอรับ” เด็กน้อยเอ่ยตอบอย่างสุภาพ
เมื่อหญิงสาวไม่ถามเด็กน้อยก็จะไม่เอ่ยถึงสาเหตุที่ทำให้เขาเลือกเอาชีวิตเข้าแลกในครั้งนี้ ทั้งคู่เดินเคียงกันออกมาจากตรอกเล็กๆ แม้มู่ตานจะยังไม่ค่อยแน่ใจว่าเอาชีวิตรอดออกมาเดินอยู่กลางถนนเช่นนี้ได้อย่างไร แต่เมื่อไม่มีใครให้สอบถามก็ทิ้งมันเอาไว้ด้านหลังเถิด นางหันไปมองตรอกนั้นอีกครั้งในใจพลางคิดว่าโชคดีแล้ว โชคดีเหลือเกินที่ไม่เจ็บตัว!
คล้อยหลังการจากไปของเด็กและหญิงสาว ร่างสูงโปร่งะโลงมาจากต้นไม้ที่ห่างไปไม่ไกล สองมือไพล่หลังเดินเข้าไปใกล้กำแพงอย่างสบายอารมณ์ สายตาจ้องมองใบไม้ที่เขาเป็คนซัดมาปักไว้ ก่อนที่นิ้วเรียวจะััไล้อย่างอ่อนโยนแล้วจึงดึงออกจากกำแพงทีละใบ ทีละใบ ในหัวพลางนึกย้อนเหตุการณ์เมื่อครู่ หากเขาไม่บังเอิญผ่านมา ป่านนี้นางจะเป็เช่นไรกันแน่ คิดแล้วก็ให้ถอนหายใจ
"นางช่างเป็สตรีที่โง่งมโดยแท้"