“ เสด็จพ่อ ข้าขอตราคำสั่งเคลื่อนย้ายกองทัพ “ อาอู่ขอตราคำสั่งเคลื่อนย้าย
“ พวกมันขบถแล้ว เจ้าเอาไปใช้ไม่มีประโยชน์หรอก” ราชาเอ่ยด้วยความเศร้าใจแต่ก็ยื่นให้ไป
“ เสด็จพ่ออย่าเพิ่งกังวลใจไป เหตุที่พวกมันยังไม่บุกมา คงจะทุ่มเถียงกันเรื่องแบ่งผลประโยชน์คงยังไม่ลงตัว เรายังพอมีเวลา พวกมันมีกำลังเท่านี้ต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 1 เดือนแน่ กว่าจะตีเมืองหลวงให้แตกได้ ก่อนอื่นข้าต้องจัดการเมืองที่อ่อนแอทั้งสองเมืองก่อน พี่เดชเรื่องนี้ข้าต้องขอถามท่านก่อน เมืองสุพรรณภูมิเวลานี้ถ้าให้กำลังท่าน 2,000 คน โจมตีกองทัพเมืองสุพรรณภูมิ ทีมีกองกำลัง 5,000 คน ท่านคิดว่าท่านทำได้ไหม “ อาอู่ถามก่อน
“ ต้องการแบบไหน ฆ่ามันให้หมดเลย หรือว่าตัดหัวเฉพาะแม่ทัพมัน” พี่เดชพร้อมที่จะแก้แค้นให้แม่ของตัวเองมานานแล้ว คราวนี้ได้โอกาส แต่ต้องถามอาอู่ก่อน
“ ตัดหัวแม่ทัพมันออกมาก็พอ ทหารพวกนี้ในอนาคตจะเป็นกำลังให้พวกเราในอนาคต ฆ่าทิ้งไปก็เสียเปล่า ใช้ทหารม้ารบอย่างรวดเร็วอย่ายืดเยื้อ พี่เดชน่าจะทำได้ ท่านไปหาอาจารย์เมฆาขอทหารม้ามา จัดการกองทัพ สุพรรณภูมิให้เรียบร้อย” พี่เดชรับคำเสร็จก็ขี่ม้าออกไปทันที
“ องค์ชายสาธิต พี่ฟ้าลั่น พี่สิงห์ ถ้าข้าให้กองกำลังท่าน 1,000 คนจัดการกับทหารกาญจนบุรี 3,000 คน พวกท่านคิดว่าจะจัดการได้ไหม” อาอู่ถามไป
“ ได้อย่างแน่นอน” ทั้งสามคนรับคำเพราะมีดาบอาคมแล้วทั้งสามมั่นใจมาก
“ ท่านเตรียมทหารธนู และหน้าไม้ไปให้มากที่สุด เพราะพื้นที่สู้รบเต็มไปด้วยภูเขาและต้นไม้ ใช้ทหารม้าแค่ 200 คนก็พอ นอกนั้นเป็นทหารธนู หอก ข้าเชื่อพวกท่านทำได้” อาอู่สังการ
“ แล้วให้ตัดหัวแม่ทัพหรือฆ่าทิ้งให้หมดเลย” ทั้งสามถามพร้อมกัน
“ ถ้าเป็นไปได้ เอาหัวแม่ทัพมันมาก็พอ” อาอู่อยากแค่สั่งสอนเท่านั้น
“ เสด็จพ่อดูแลป้องกันเมืองหลวงแค่นี้ก็พอ ส่วนข้าจะไปตัดหัว 3 แม่ทัพ กับหัวของแม่ทัพใหญ่ โทษฐานกบถ แล้วจะยึดกองกำลังทหารกลับมา “
“ แค่เจ้าขี่ม้าไปราชบุรีก็เกือบครึ่งวันแล้ว แล้วถ้าไปด่านทางสุพรรณอีก กาญจนบุรีอีก เจ้าจะไหวหรือ” ราชาไชยแสนเอ่ยด้วยความเป็นห่วง
“ เสด็จพ่อไม่ต้องห่วง ข้าจะรีบไปรีบกลับ” จากนั้นอาอู่ก็รีบไปที่ด่านชายแดนกาญจนบุรีก่อน อาอู่ขี่ม้าน้อยวิ่งด้วยความเร็วปานพายุ เพียงครู่เดียวก็เห็นค่ายทหารที่กำลังเดินทางเข้ามาที่เมืองหลวง อาอู่ ขี่ม้าไปขวางขบวนทัพ ที่มีกองทหารไม่ต่ำกว่า 3,000 คน โดยมีรองแม่ทัพพนา เดินออกมาพร้อมองค์รักษ์ส่วนตัวอีกนับร้อย
“ องค์รัชทายาท อุตส่าห์มาถึงที่นี่ มาให้พวกเราจับถึงที่เลยหรือ พวกเราจับองค์รัชทายาทไว้” รองแม่ทัพตะโกนสั่งลูกน้องนับร้อยล้อมอาอู่เอาไว้
“ นี่คือป้ายคำสั่งของราชา รองแม่ทัพพนา เจ้าทำผิดฐานขบถต้องโทษตาย พวกเจ้าใครไม่เกี่ยวถอยออกไป แล้วข้าจะไม่เอาโทษ แต่ถ้าใครขัดขวาง หรือเข้าร่วมข้าจะประหารไม่เว้น” อาอู่ตะโกนดังลั่นไปทั่วได้ยินทั้งกองทัพ
“ ไม่ต้องสนใจจับตัวรัชทายาทมา” รองแม่ทัพพนาตะโกนสั่ง ลูกน้องคนสนิทนับร้อยวิ่งเข้ามาจับอาอู่ทันที อาอู่เรียกไม้พญาคิ้วดำขึ้นมา แล้วขยายไม้ให้ใหญ่เท่าเสาบ้าน แล้วฟาดออกไปทีเดียวทหารที่เข้ามาล้วนถูกฟาดแหลกละเอียดตายไปเกือบยี่สิบคน อาอู่ไล่ฟาดไปอีก ทีทหารทีวิ่งเข้าอีกถูกฟาดไป ตายไปอีก 20 คน แล้วอาอู่ก็ไล่ฟาดไปอีกหลายครั้งทหารที่เข้ามาจะจับ ล้วนถูกฟาดจนเละไม่มีชิ้นดี คราวนี้ทหารที่เหลือไม่มีใครกล้าเข้าใกล้ล้วนวางอาวุธทั้งหมด ทหารที่ถูกฟาดตายไป ร้อยกว่าคนล้วนเป็นคนสนิทขอรองแม่ทัพพนาทั้งสิ้น
อาอู่เก็บไม้พญางิ้วดำ จากนั้นก็เข้าไปใกล้รองแม่ทัพพนา แล้วตวัดดาบทีเดียว หัวขาดกระเด็นทันที อาอู่เก็บหัวรองแม่ทัพพนาเอาไว้ในแผ่นหนังมิติ คราวนี้ทหารที่เหลือสองพันกว่าคนต่างหวาดกลัวรัชทายาทคนนี้ยิ่งนัก อาอู่แต่งตั้งผู้ช่วยรองแม่ทัพคนใหม่ขึ้นมาแทนที่รองแม่ทัพพนา หลังจากอ่านใจแล้วว่าเป็นคนดี
“ สนธิ ต่อไปนี้เจ้าเป็นรองแม่ทัพคนที่ 1 ตอนนี้เจ้านำกำลังไปสมทบที่เมืองหลวงกับพวกมันตามแผนเดิมทุกอย่าง อย่างให้พวกมันสงสัย ถ้ามันถามว่ารองแม่ทัพไปไหนก็บอกว่าป่วย แล้วจากนั้นรอคอยสัญญาณจากข้า ข้าจะกวาดล้างพวกมันให้ราบคาบไปพร้อมกันทีเดียว” จากนั้นอาอู่ก็รีบไปสะกัดทัพจากด่านสุพรรณภูมิของรองแม่ทัพคาวีต่อ
ด้วยความเร็วของม้าน้อยไม่นานอาอู่ก็ยืนขวาง ทัพของรองแม่ทัพคาวี อาอู่มองหน้าแล้วอ่านใจ รองแม่ทัพคาวีก็รู้ว่าไม่มีทางที่เขาจะยอมแพ้แน่ มองด้านหลังเห็นทหารคนสนิทอีกนับร้อยก็เป็นเช่นเดียวกัน อาอู่ประกาศโทษของรองแม่ทัพคาวี จากนั้นก็สังหารทหารคนสนิทของรองแม่ทัพคาวี จนหมดสิ้นด้วย ไม้พญางิ้วดำ จากนั้นก็ฟันคอแม่ทัพคาวีขาดกระเด็น อาอู่เก็บหัวรองแม่ทัพคาวี เอาไว้ แล้วเรียกผู้ช่วยแม่ทัพมาแต่งตั้งเป็นรองแม่ทัพคนที่ 2่แทน แล้วสั่งการให้ไปรอสมทบที่เมืองหลวงตามแผนเดิมที่แม่ทัพวางเอาไว้ แล้วรอคำสั่ง ต่อไป จากนั้นอาอู่ก็มุ่งหน้าไปที่ด่านราชบุรี ซึ่งเป็นด่านสุดท้าย อาอู่มาถึงก็ยังไม่เข้าไปในค่ายทหาร เพราะรู้ว่าถ้าเข้าไปตอนนี้มีอันตราย จึงรอดูเหตุการณ์ก่อน อาอู่หลบอยู่ที่บริเวณถ้ำแห่งหนึ่งใกล้กับด่านราชบุรี แล้วส่งจิตไปตรวจสอบก็พบว่า ท่านแม่ทัพใหญ่ รองแม่ทัพพาที และองค์ชายสันติ กำลังเจรจาบางอย่างกันอยู่ อาอู่ใช้จิตคอยฟัง
“ ท่านแม่ทัพใหญ่ เวลานี้เมืองหลวงเหมือนหมูในอวยแล้ว ท่านจะแบ่งเมืองทางใต้และตะวันออกให้พวกราชบุรีจริงๆ หรือขอรับ” รองแม่ทัพพาทีอดเป็นห่วงไม่ได้
“ เฮอะ ถ้าเราคิดจะให้คงให้พวกมันเข้าเมืองมาแล้ว ไม่ให้รออยู่ด้านนอกหรอกแค่เมืองเล็ก ๆ บังอาจกล้าขอพื้นที่จากเมืองใหญ่อย่างเราเชียวหรือ” แม่ทัพใหญ่เอ่ยมาโดยไม่สนใจ คำพูดที่เคยรับปากทางราชบุรีเอาไว้
“ ใช่แล้ว แค่เมืองเล็กๆ ให้ข้าจัดการส่งมนุษย์เวทย์ของข้าไปจัดการ เมืองแค่นี้ไม่รอดไปได้อย่างแน่นอน” เสียงพูดจากชายแต่งชุดขาวคนหนึ่งพูดออกมา
“ ต้องขอบคุณท่านอาจารย์ขาวที่ได้ท่านเข้ามาช่วยในครั้งนี้ ไม่เช่นนั้นพวกเราคงจะพ่ายแพ้หมดรูปแน่” องค์ชายสันติรีบเอ่ยขึ้นบ้าง
“ ข้าต้องแก้แค้นให้น้องชายข้าอยู่แล้ว พวกท่านอย่าได้เกรงใจ” อาจารย์ขาวเป็นพี่ชายของอาจารย์ดำที่ถูกอาอู่ตัดหัวเสียบประจานเอาไว้ริมกำแพงเมืองสร้างความโกรธแค้นให้พี่ชายเป็นอย่างมาก เลยมาเข้าร่วมกับแม่ทัพใหญ่ในครั้งนี้
“ ท่านแม่ทัพแล้วเราจะไปรวมตัวกันเองหรือจะให้พวกราชบุรีไปด้วยขอรับ”รองแม่ทัพพาที เอ่ยถามเพื่อให้แน่ใจ
“ ปล่อยให้พวกมันเข้ามาเลย พวกท่านไม่ต้องห่วงข้าจะเสกมนุษย์เวทย์ให้จัดการกับพวกมันเมื่อไรก็ได้” อาจารย์ขาวแนะนำ
“ จริงหรือท่านอาจารย์ขาว” ท่านแม่ทัพเอ่ยขึ้น
“ ลองดูก็ได้ “ อาจารย์ขาวปรบมือ มีลูกศิษย์อาจารย์ขาวออกมาสิบคนแล้วอาจารย์ขาวก็เสกยันต์ไปตบหน้าผากศิษย์ทั้งสิบคน ทั้งหมดก็กลายเป็นปีศาจ
เหมือนที่อาจารย์ดำเคยเสกคนกลายเป็นมนุษย์เวทย์เช่นกัน อาจารย์ขาวพยักหน้ากลับรองแม่ทัพพาทีเรียกคนมาห้าสิบคนเข้ารุม ศิษย์อาจารย์ขาวทั้งสิบ พอต่อสู้กัน ไม่นานทั้ง ห้าสิบคนก็ถูกอัดจนสะบักสะบอม จนลุกไม่ขึ้นสร้างความดีใจให้กับแม่ทัพใหญ่อย่างมาก จึงให้คนเปิดประตูเมือง แล้วเชิญแม่ทัพใหญ่ราชบุรี เข้ามาอาอู่ พอรู้ว่าแม่ทัพใหญ่เปิดประตูและให้แม่ทัพราชบุรีเข้าเมืองมาแล้วก็เปลี่ยนแผนทันที
การที่จะบุกเข้าไปเพื่อสังหารรองแม่ทัพ กับแม่ทัพใหญ่นั้น คงยากเสียแล้ว เพราะเปิดด่านเข้ามากำลังรบเพิ่มขึ้นเป็น 13,000 คนทันที และยังมีอาจารย์ขาวที่มีอาคมไม่ด้อยไปกว่า อาจารย์ดำที่ตายไปอีกถ้ามันสร้างมนุษย์เวทย์ได้จำนวนมาก คราวนี้รับมือยากแน่ อาอู่จึงคิดแผนใหม่
ต้องปลอมตัวไปเป็นทหารในกองทัพด่านราชบุรีแดนใต้นี่ให้ได้ แล้วค่อยหาโอกาสลอบสังหารแม่ทัพใหญ่ฝ่ายราชบุรี และอาจารย์ขาว ให้ได้เสียก่อนจากนั้นอาอู่ก็หาวิธีที่จะเข้าสังกัดทหารให้ได้เสียก่อน ในระบบกองทัพนั้น
จะเริ่มต้นจากหน่วยเล็กที่สุด คือ
หน่วยนายสิบ คือจะต้องมีคนในสังกัด 10 คนหัวหน้าก็คือ นายสิบ
หน่วยนายร้อย คือจะมีนายสิบในสังกัดจำนวน 10 คน หัวหน้าคือ นายร้อย
หน่วยนายพัน คือ จะมีนายร้อยในสังกัด จำนวน 10 คน หัวหน้าคือ นายพันหรือ ผู้ช่วยรองแม่ทัพ
หน่วยนายหมื่น คือ จะมีนายพันในสังกัด จำนวน 10 คน หัวหน้าคือ แม่ทัพใหญ่
โดยจะมีผู้ช่วยคือรองแม่ทัพคุมกำลังคนละ 2-3 กองพัน อาอู่ต้องหาสังกัดของหน่วยสิบ ที่ว่าง เพื่อจะเข้าไปให้ได้ อาอู่ใช้จิตตรวจสอบ
ก็พบว่ามีอยู่หน่วยหนึ่ง เป็นหน่วยสิบที่ลาดตระเวนหาเสบียง อาอู่ปลอมเป็นพรานน้อยอู่ทันที พร้อมเปลี่ยนเสื้อผ้าเสียใหม่ แล้วรีบหยิบธนู ในแผ่นหนังมิติออกมาแล้วเดินออกจำถ้ำและขึ้นเขาไปในทันที
“ พี่คมทำยังไงดี เวลานี้หน่วยสิบของเรามีคนเหลือแค่ 7 คนเอง นายร้อยบอกว่าถ้าเราไม่หาคนเพิ่ม เขาจะจับพวกเรายุบหน่วยไปรวมกับคนอื่นแล้ว” หนึ่งในกลุ่มคนทั้ง 7 เดินมาหาเสบียงอาหาร คุยกับหัวหน้านายสิบชื่อว่าคม อย่างไม่สบายใจ
“แล้วจะไปหาคนได้จากที่ไหน เวลานี้เริ่มสงครามแล้ว ทุกคนต่างมีก็มีสังกัดกันหมด นอกนั้นก็เป็นพวกทาส ยิ่งขี้ขลาดตามขาวไปใหญ่ บ้านเราก็มีแต่พวกเราเท่านี้เอง ถ้าพวกเราไม่โดนปีศาจของอาจารย์ขาวฆ่าตาย พวกเราก็คงยังมีคนครบ” หัวหน้าชื่อคมเอ่ยด้วยความคับแค้นใจ ขณะนั้นก็เห็นพรานน้อยคนหนึ่งกำลังยิงธนูไปที่นกที่กำลังบินอยู่ ควับ มันยิงออกไปโดน นกอินทรีที่กำลังบินตกลงมาทันที สร้างความตกตะลึง ให้กับ หัวหน้าคม เป็นอย่างมาก เลยพากันเดินเข้าไปหา
“ เจ้าพรานน้อยฝีมือยิงธนูของเจ้านี่สุดยอดจริงๆ “ หัวหน้าอาคมชมเชย แต่อาอู่ไม่ตอบ แล้วเข้าไปหยิบนกตัวน้อยที่อยู่ภายใต้กรงเล็บนกอินทรี ที่ถูกยิงตกลงมา
“ โชคดีของเจ้าแล้วเจ้าเหยี่ยวน้อย ไม่เช่นนั้นเจ้าต้องเป็นอาหารนกอินทรีตัวนี้แน่”จากนั้นอาอู่ก็ดึงลูกธนูออกจากปีกของนกอินทรีออกมา เจ้านกอินทรีกลับไม่ตายกลับบินขึ้นฟ้าหนีไปอย่างรวดเร็ว สร้างความตื่นตะลึงให้กับพวกของหัวหน้าคมยิ่งนัก
“ นี่มันยังไม่ตาย แถมยังบินหนีไปได้อีกหรือนี่” หัวหน้าคมตกใจ
“ ข้าไม่ได้อยากฆ่ามัน แค่ทำให้มันบินไม่ได้เท่านั้น ว่าแต่พวกท่านเป็นมาทำอะไรแถวนี้” อาอู่แกล้งถามไปอย่างนั้น
“ ข้าเป็นทหารเมืองศรีวิชัย กำลังมาล่าสัตว์ เอาไปทำเสบียงเพิ่ม” หัวหน้าคมเอ่ยตอบ
“ เจ้าหนุ่มน้อยเจ้าอยู่กับใคร พ่อกับแม่เจ้าล่ะ” ผู้ช่วยหัวหน้าคมถามแบบมีจุดประสงค์
“ พ่อแม่ ข้าตายหมดแล้ว ข้าเป็นพรานล่าสัตว์แถวนี้ ความจริงข้าก็อยากเป็นทหารแต่ว่าข้าไม่รู้จะเป็นได้อย่างไร” อาอู่เปิดช่องให้พวกของหัวหน้าคมชวน
“ ถ้าเจ้าอยากเป็นทหารข้าจะรับเจ้าไว้ในสังกัดของข้าเอง” หัวหน้าคมมองอาอู่ด้วยความยินดียิ่ง
“ ดีเลย ข้าจะได้เป็นทหารแล้ว “ อาอู่แกล้งดีใจเพื่อให้สมจริง
“ เจ้าชื่อว่าอะไร”
“ อู่น้อย”
“ ดีต่อนี้ไปเจ้าเป็นหลายชายของข้า แล้วอยู่ในสังกัดของข้า หัวหน้านายสิบคม”จากนั้นอาอู่ก็พาไปยิงหมูป่า จนได้เสบียงมาครบตามจำนวน จึงกลับค่ายทหาร