เปลี่ยนลิขิตสวรรค์

    บทที่ 8 การดิ้นรนอย่างบ้าคลั่ง!

    ความฝันอีกแล้วหรือ? นางคิดอย่างสงสัย ไม่บ่อยนักที่นางจะฝัน ตงฟางฮูหยินเดินตามลำพังในความว่างเปล่าที่เดียวดาย ‘ครั้งล่าสุดน่าจะเป็นตอนที่ตงฟางหรงจะไปที่แคว้นชิงละมั้ง?’ ตงฟางหูหยินนึงถึงสามีที่ไปใช้ชีวิตอยู่ที่แคว้นชิง นางเดินไปเรื่อยๆจนกระทั้งออกมาจากความว่างเปล่า ทิวทัศน์รอบนางเป็นสถานที่ๆแปลกตา รอบด้านมีแต่ซากศพที่โลหิตไหลนอง แสงตะวันตกดินเปลี่ยนให้ทุกอย่างกลายเป็นสีแดงฉานตงฟางหูหยินมองภูเขาซากศพขนาดย่อมๆ แต่ที่สะดุดตานางก็คือร่างที่ตอนนี้กำลังเหยียบย่ำเหล่าภูเขาซากศพอยู่ ร่างนั้นเป็นบุรุษที่หน้าตาหล่อเหลา หากแต่สีหน้านั้นเย็นชา ดวงตาของบุรุษนั้นกวาดมองกองซากศพด้วยความดูแคลน “เว่ยเมิ่ง?” ตงฟางฮูหยินเอ่ยด้วยสีหน้าไม่มั่นใจร่างที่อยู่บนกองซากศพเมื่อได้ยินเสียงเรียกก็หันมามองนาง สายตาของบุรุษมีความประหลาดใจเมื่อเห็นใบหน้าที่คุ้นเคย “ท่าน...ยังไม่ตาย?” เว่ยเมิ่งขมวดคิ้วตงฟางฮูหยินมองดวงตาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อนของเว่ยเมิ่งก็ถอนหายใจ งั้นนี่ก็คือ......อนาคต
    ตงฟางซานพาเด็กทั้งสองกลับบ้าน เสวี่ยฟางไม่ได้บาดเจ็บอะไร มีเพียงแค่เว่ยเมิ่งเท่านั้นที่บาดเจ็บเล็กน้อยๆ ตงฟางซานถอนหายใจและทำแผลให้เว่ยเมิ่ง มันอบรมเด็กทั้งสองเรื่องการไม่ให้ออกไปนอกบ้านกลางคืนเล็กน้อย ก่อนจะปล่อยให้ทั้งสองไปนอน“เจ้ายังเจ็บตรงไหนอีกหรือไม่?” เสวี่ยฟางเอ่ยถามเว่ยเมิ่ง เว่ยเมิ่งส่ายหน้า “พี่สาวเจ็บตรงไหนหรือเปล่า?” เว่ยเมิ่งถามเสวี่ยฟางกลับ เสวี่ยฟางเองก็สายหน้า เธอเดินจูงมือเว่ยเมิ่งไปทางห้องของเขา แต่เสียงเบาๆของเว่ยเมิ่งก็ดังขึ้น“พี่สาว....คืนนี้ข้าพเจ้าขอไปนอนที่ห้องของท่านได้หรือไม่?”เสวี่ยฟางเงียบไปครู่หนึ่งก็พยักหน้า สองพี่น้องเดินไปที่ห้องของเสวี่ยฟาง เด็กทั้งสองนอนอยู่ข้างๆกัน ทั้งสองต่างมีความคิดที่อยู่ในใจเสวี่ยฟางหลับตาลงเช่นเดียวกับเว่ยเมิ่งข้าจะไม่ยอมให้ท่านต้องบาดเจ็บอีกแล้ว....ฉันจะไม่ยอมสูญเสียไปอีกเป็นครั้งที่สอง....
    ตงฟางฮูหยินที่มองไปยังอนาคตข้างหน้ามองไปยังบุตรชายด้วยสีหน้าเป็นกังวล “เจ้า-” ยังไม่ทันที่นางจะพูดจบ สีสันยามตะวันตกดินก็ค่อยๆหายไป อนาคตที่นางมองเห็นค่อยๆจางหายไปหรือจะพูดให้ถูกก็คืออนาคตนี้ถูกลบออกไป เว่ยเมิ่งที่ยืนอยู่ท่ามกลางซากศพยิ้มออกมา “ล่าก่อนท่านแม่”
    เช้าวันรุ่งขึ้น ณ กระท่อมฟางเล็กๆที่ตั้งอยู่บนภูเขาน้ำตกสวรรค์ ตอนนี้ผู้คุมกฎชรากำลังนั่งจิบชาด้วยท่วงท่าสงบนิ่ง ข้างๆมันนั่งไว้ด้วยหญิงชราหน้าตาดุดันนางหนึ่ง นางแค่นเสียง “เฮอะ! สบายอารมณ์เสียจริงนะท่านผู้แข็งแกร่ง! เวลาสิบปีแม้เหมือนยาวนานแต่เอาจริงๆก็แค่ชั่วพริบตา! ข้าอยากรู้ยิ่งนักตอนที่พวกมันมาหยุดยืนอยู่หน้าบ้านของพวกท่าน ท่านจะทำอย่างไร!?”ผู้คุมกฎชราเหลือบตามองไปยังหญิงชรา “ไม่ยักรู้ว่าเจ้านึกห่วงใยพวกข้าขนาดนี้?”“ข้าก็แค่คร้านจะพาเยว์เอ๋อร์เปลี่ยนที่อยู่ไปมาเท่านั้นแหละ! ไม่ได้ห่วงใยหมู่บ้านไร้ความเจริญนี่ซักนิด!” หญิงชราเอ่ยแย้ง ผู้คุมกฎชรายักไหล่ สายตาของมันจ้องมองไปยังบนยอดเขา ดวงตาของมันหรี่ตาลงเหมือนเห็นสิ่งที่ประหลาดใจ ยายเฒ่าหลี่ที่เห็นผู้คุมกฎชรามองไปที่ยอดเขาก็มองตาม ดวงตาของนางเบิกกว้างเหมือนเห็นเห็นผี “บ้าน่า! นะ นี่มันอมนุษย์เช่นใดกัน!?” บนยอดเขาของภูเขาน้ำตกสรรค์ตอนนี้นั่งด้วยเด็กชายอายุแปดเก้าปี เว่ยเมิ่งตอนนี้กำลังนั่งดูดซับพลังธรรมชาติอย่างบ้าคลั่ง ท้องฟ้าเหนือภูเขาส่งเสียงคำรามกึกก้อง เหมือนสวรรค์กับไม่ยอมรับการคงอยู่ของสิ่งผิดปกติคนนี้ พลังธรรมชาติถูกเด็กชายดูดกลืนเข้าในร่างอย่างบ้าคลั่ง แก่นลมปราณที่สี่ของเว่ยเมิ่งกำลังก่อตัวอย่างรวดเร็วยายเฒ่าหลี่กลืนน้ำลายอย่างฝืดคอ นางหันไปมองที่บ้านของนางซี่งตอนนี้หลี่เยว์เอ๋อร์กำลังทะลวงขั้นไปยังยอดฝีมือขั้นที่สอง โดยปกติคนทั่วไปที่ต้องการสร้างแก่นลมปราณจะต้องพึ่งพาโอสถวิเศษต่างๆ เพื่อลดเงื่อนไขต่างๆในการสร้างแก่นลมปราณ ซึ่งเงื่อนไขหลักๆก็คือปริมาณของลมปราณที่ใช้ในการสร้างแก่นลมปราณแต่ละครั้ง การสร้างแก่นลมปราณโดยไม่ใช้พึ่งพาโอสถเลยไม่ใช่ว่ามันไม่มีในโลก หากมันต้องใช้เวลานานการมากในการสะสมลมปราณให้มากพอแต่กลับเจ้าเด็กบนยอดเขานั้น... มันอาศัยที่สามารถสัมผัสถึงพลังธรรมชาติรอบๆตัวได้ เลยชักนำพลังเหล่านั้นมาเป็นเครื่องสังเวยให้กับแก่นลมปราณต่างๆ ความจริงแล้วก็ไม่ใช่ว่าไม่มีคนที่สามารถทำเช่นเจ้าเด็กนี่ได้ แต่พลังธรรมชาติไม่ใช้สิ่งที่ร่างกายมนุษย์ทนรับได้อย่างไม่มีขีดจำกัด เหมือนกับใช้แก้วน้ำตักน้ำในทะเลสาบที่กว้างใหญ่ถึงจะตักอย่างไรก็ได้น้ำเท่ากับขนาดของแก้ว แต่ร่างกายของเจ้าเด็กกลับไม่ใช่ร่างของมันรับพลังธรรมชาติอย่างไม่มีขีดจำกัด....ในเหล่านั้นเองเสวี่ยฟางที่กำลังอ่านหนังสือที่หน้าบ้านก็เงยหน้าขึ้นมา “ออกเถอะ...เจ้าคอยแอบตามดูข้ามานานเกินไปแล้ว” สิ้นเสียงของนาง นกอวบอ้วนตัวสีฟ้าก็บินลงมาข้างๆนาง เสวี่ยจ้องมองนกอ้วนนี่ด้วยความสงสัย หลายวันมานี้เธอรู้สึกเหมือนมีใครบ้างคนจ้องมองอยู่ตลอดเวลา“เจ้าต้องการอะไรกันแน่?” เสวี่ยฟางพึมพำกับตนเองโดยไม่หวังคำตอบ แต่ร่างอ้วนๆตรงหน้ากับทำสิ่งที่เหนือความคาดหมายของเธอนั้นคือมันดันตอบคำถาม“ข้ามาช่วยเหลือเจ้า” เสียงนุ่มกังวานของบุรุษดังมาจากนกอ้วนซึ่งมันดูไม่ได้เข้ากันเลยซักนิด เสวี่ยฟางแทบจะโยนตำราในมือทิ้งทันที่ได้ยินนกพูดกลับตนเอง เธอรู้สึกเหมือนสามัญสำนึกกำลังบินหายไปจากเธอทุกนากที ท่าไม่ติดว่าตอนนี้เป็นกลางวันแสกๆ เธอคงมีตะโกนว่าผีหลอกกันบางแล้ว“แค่ก แค่ก เจ้าพูดได้?” เสวี่ยฟางถามด้วยสีหน้าแปลกๆ“นามของเราคือ ปักษาแห่งท้องทะเลไห่เมิ่ง เราถูกมอบหมายจากจากต้นตระกูลของเจ้าให้มาคอยดูแลและปกป้องเจ้า ตามข้ามาเถิดข้าจะนำทางเจ้าไปยังสถานที่ๆเข้าควรจะอยู่” นกสีฟ้าเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล“ต้นตระกูลข้า?” เสวี่ยฟางขมวดคิ้ว “อธิบายมา” เธอพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา“เดิมทีเจ้าไม่ใช่คนของที่นี่” นกอ้วนเงียบไปก่อนพูดต่อ “มารดาของเจ้านำเจ้ามาไว้ที่นี่เพื่อให้รอดพ้นจากการไล่ล่าของต้วนฮูหยินแห่งตำหนักเทวะ”“มารดาของข้า? หลบหนีการไล่ล่าของตำหนักเทวะ?” เสวี่ยฟางที่ฟังถึงตรงนี้ก็ใจเต้นตึกตัก งั้นข้าก็ไม่ใช่คนของสกุลตงฟางงั้นเหรอ?....ปักษาแห่งท้องทะเลไห่เมิ่งที่เห็นเสวี่ยฟางเงียบไปก็พูดต่อ “ต้วนฮูหยินอิจฉามารดาของเจ้ามานานที่ได้รับความโปรดปรานจากเจ้าตำหนัก ยิ่งนางให้กำเนิดเจ้าที่เกิดมาพร้อมพันธสัญญากับสัตว์วิเศษระดับสูงสุดเช่นกิเลนสวรรค์เขาหยก นางจึงอาศัยรากฐานอำนาจในตำหนักเทวะไล่สังหารพวกเจ้าสองแม่ลูก” ไห่เมิ่งพูดด้วยน้ำเสียงจริง “อีกไม่นานจะมีหายนะมาเยือนที่หมู่บ้านนี้เจ้ารีบตามข้ามาเถอะ”“เจ้าบอกว่าข้าเกิดมาพร้อมพันธสัญญากับสัตว์วิเศษระดับสูงสุด มันคืออะไร?”“......คนของตำหนักเทวะไม่เหมือนกับผู้อื่น พวกมันไม่ได้ฝึกฝนลมปราณหากแต่ฝึกฝนสัตว์วิเศษ พวกมันจะทำพันธสัญญากับสัตว์วิเศษและใช้พวกมันต่อสู้แทนตนเอง ส่วนเจ้าที่เกิดมาพร้อมพันธสัญญาก็ง่ายๆสัตว์วิเศษระดับสูงมากได้เลือกเจ้าให้กลายมาเป็นคู่พันธสัญญาของมันตั้งแต่เจ้าเกิดแค่นั้นแหละ เอาละตามข้ามาได้แล้ว”นกอ้วนทำท่าจะบินขึ้นนำทางแต่ก็ไปไม่ถึงฝั่งฝันเพราะถูกเสวี่ยฟางคว้าตัวไว้ได้เสียก่อน “เจ้าจะทำอะไร!?” นกอ้วนร้องตกใจและยิ่งตกใจเมื่อสัมผัสได้ว่ามือที่บีบมันอยู่ค่อยๆแน่นขึ้น สายตาเย็นเฉียบของเด็กสาวทำให้มันเงียบกริบ“ฟังนะไอ้นกผี ข้าจะไม่ไปไหนทั้งนั้น” สายตาของเธอราบเรียบเย็นชา “แล้วไอ้หายนะที่เจ้าพูดมันหมายความว่างยังไง?”ไห่เมิ่งกลืนน้ำลายสายตาของนางน่ากลัวเป็นบ้า... “ข้าได้ยินจากผู้อาวุโสในหมู่บ้านของเจ้าคุยกัน ว่าในอีกสิบปีข้างหน้าจะมีคนมาบุกโจมตีที่หมู่บ้านและเหมือนว่าผู้อาวุโสในหมู่บ้านของเจ้าจะไม่มั่นใจด้วยว่าจะรอดได้หรือไม่” เสวี่ยฟางขมวดคิ้วยิ่งจ้องนกอ้วนเข้าไปใหญ่ “บอกมา”“หา?” นกอ้วนงุนงง“บอกมาว่าทำยังไงข้าถึงจะแข็งแกร่งขึ้น” เธอได้สัญญากันตนเองไว้แล้วว่าจะไม่ยอมสูญเสียอะไรไปอีกราวกับรู้ถึงความต้องการของเธอ สัตว์แห่งพันธสัญญาผู้ยิ่งใหญ่ในหมู่สัตว์วิเศษ เสียงคำรามดังกึกก้องจากจากพันธสัญญาในตัวเธอ และในครั้งเสียงคำรามนี้ไม่ได้มีเธอที่ได้ยิน ทั่วทั้งแผ่นดินสั่นสะท้านราวกับว่ากำลังเผชิญกับพลังที่ยิ่งใหญ่ผู้คุมกฎชราเบิกตากว้างมองไปยังเด็กสาวด้วยความตกตะลึง ไม่ใช่แค่มันเท่านั้น ผู้ทรงอำนาจทั่วทั้งแผ่นดินต่างเงยหน้ามองท้องฟ้าที่กำลังปั่นป่วนเพราะเสียงคำรามในตำหนักเทวะ เจ้าตำหนักเทวะมีรอยยิ้มจางๆเมื่อได้ยินเสียงคำราม ในขณะที่ต้วนฮูหยินที่อยู่ข้างๆมีสีหน้าเกรียดชั่งและเท่านั้นยังไม่พอเว่ยเมิ่งที่กำลังหลับตาดูดซับพลังธรรมชาติพลันลืมตาตื่นขึ้น ในดวงตาของเด็กชายตอนนี้แสงส่องสว่างคล้ายประกายจากดวงดาว บนท้องฟ้ากลุ่มเมฆสีดำทมิฬค่อยๆก่อตัวขึ้นเหนือยอดเขา เสียงคำรามจากกลุ่มเมฆดังสนั่นไม่แพ้เสียงของกิเลนสวรรค์ตอนนี้ผู้ทั่วทั้งแผ่นดินเริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติแล้ว พลังธรรมชาติต่างสถานที่ต่างๆทั่วแผ่นค่อยๆถูกดูดไปหลอมรวมกับเมฆสีดำเหนือยอดเขา ประกายสายฟ้าสว่างวาบไปมาในหมู่เมฆทมิฬ“ทัณฑ์สวรรค์!?” หัวใจของผู้คุมกฎชราแทบจะกระเด็นออกมา ทัณฑ์สรรค์ที่จะปรากฏขึ้นเฉพาะตอนที่มีผู้ฝ่าฝืนกฎแห่งธรรมชาติตอนนี้ปรากฏขึ้นเหนือหัวของเว่ยเมิ่ง มันปรากฏขึ้นมาเพราะมีสิ่งที่บังอาจช่วงชิงพลังธรรมชาติมากเกินไปเว่ยเมิ่งที่ตอนนี้ดูดพลังจากธรรมชาติมาอย่างมหาศาลสามารถสร้างแก่นลมปราณได้ครบทั้งเก้าแก่นลมปราณเรียบร้อยแล้ว เด็กชายมองเมฆทมิฬด้วยสายตาเย็นชา ทัณฑ์สวรรค์ส่งเสียงคำรามลั่นสายฟ้าหนึ่งสายพุ่งเข้าใส่ร่างผู้บังอาจฝ่าฝืนกฎของธรรมชาติสายฟ้าสายนี้สามารถสังหารผู้แข็งแกร่งเก้าแก่นลมปราณได้อย่างายได้ ทว่าเมื่อมันกำลังจะสัมผัสกับร่างของเด็กน้อยสายฟ้าคล้ายกับถูกปากขนาดใหญ่ดูดกลืน สายฟ้าจากทัณฑ์สวรรค์ถูกดูดกลืนเข้ามาในร่างของเว่ยเมิ่งช่วยให้เด็กน้อยได้ฝึกฝน อวิชชาเทพอสนีบาต! ทัณฑ์สวรรค์คล้ายรู้สึกเหมือนถูกเหยียดหยาม สายฟ้าสองสายฝ่าลงมาอีกครั้งแต่ก็เหมือนกับก่อนหน้านั้นพวกมันถูกดูดกลืนเข้าไปในร่างของเว่ยเมิ่งอย่างง่ายดายสายฟ้าฝ่าลงมาอีกครั้งและอีกครั้ง จากเป็นสี่ จากสี่เป็นแปด ไปเรื่อยๆจนในที่สุด สายฟ้านับร้อยสายถูกเด็กน้อยดูดกลืนไปจนหมดสิ้นทัณฑ์สวรรค์ที่หมดพลังค่อยๆจางหายไปราวกลับว่ายอมรับในตัวของเด็กผู้นี้ผู้คุมกฎชรามองสองพี่น้องผู้แปลกประหลาดก็สูดลมหายใจเข้าลึกๆ ในดวงตาที่เคยเรียบเฉยปรากฏสิ่งที่เรียกว่าความหวังขึ้นมาอีกครั้ง
    ณ ที่ห่างไกลจากหมู่บ้านน้ำตกสวรรค์ ตงฟางเทียนกำลังนั่งมองท้องฟ้าที่สั่นสะเทือนจากพลังของสองพี่น้องด้วยสายตาวาวโรจน์ มันไม่รู้ว่าสิ่งที่ทำให้ท้องฟ้าต้องสั่นสะเทือนเป็นใคร หากแต่ยังพอมั่นใจว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นมาจากทางหมู่บ้านน้ำตกสวรรค์แน่ๆบุรุษที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นปรมาจารย์ของที่แห่งนั้นถอนหายใจ “หากต้องการจะมีชีวิตอยู่.....ก็จงดิ้นรนซะ” ดวงตาของตงฟางเทียนเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น
    ตอนนี้จะตัดไปตัดมาหน่อยนะครับ
    ถ้าหากไม่เป็นการรบกวนจนเกินไปฝากผู้อ่านทุกท่านช่วย comment สิ่งที่ผู้อ่านเห็นว่าเป็นจุดด้อยของนิยายเรื่องนี้ทีนะครับ ผู้เขียนอยากปรับปรุ่งงานเขียนของตัวเองมากๆ >_<