ตอนที่ 6 สอนพี่ (1)
แสงแดดยามบ่ายลอดผ่านลายช่องหน้าต่างเข้ามา สาดต้องผืนดินเป็ประกายพร่างพราย มองดูแล้วรู้สึกสงบใจทั้งยังงามตา
แต่จี้มามาไม่มีจิตใจจะชื่นชมความงามเช่นนี้ นางรู้สึกไม่สบายใจนัก และคอยชำเลืองมองเยี่ยสุยเป็ครั้งคราว
คุณหนูนั่งขีดๆ เขียนๆ บนโต๊ะหนังสือโดยไม่พูดจาอะไรเลยมาเกือบชั่วยามแล้ว
คุณหนูมีนิสัยโลดโผนไม่ยึดติดกฎระเบียบ ที่ผ่านมายามอ่านหนังสือหรือฝึกคัดลายมือก็มักจะอดปากพูดคุยไม่ได้ จึงถูกนายท่านสามลงโทษอยู่บ่อยๆ คราวนี้ทำไมสงบเงียบนัก
จี้มามารู้สึกเหมือนมีบางอย่างผิดแปลกไป...
รอจนเยี่ยสุยหยุดพักมือ นางรีบเข้าไปถาม “คุณหนู พักสักครู่เถอะ เดี๋ยวบ่าวเรียกคนมาเตะลูกขนนกเป็เพื่อนคุณหนูดีไหมเ้าคะ”
เยี่ยสุยส่ายศีรษะปฏิเสธ ยิ้มพลางตอบกลับว่า “ไม่ต้องหรอกมามา ข้ายังต้องเขียนต่ออีกสักครู่”
จี้มามาเงียบไปครู่หนึ่งแล้วถามอีกว่า “ถ้าอย่างนั้นคุณหนูไปเดินเล่นที่ทะเลสาบิจ้าวกันดีไหมเ้าคะ”
“มามา ข้าเหนื่อยมาจากสนามอาชาแล้ว อยากจะนั่งพักสักครู่น่ะ” ขณะตอบเยี่ยสุยก็ทำสีหน้าให้ดูเหน็ดเหนื่อยอยู่บ้าง
มามาคงกลัวว่านางจะเบื่อจึงคิดหาวิธีแก้เบื่อให้
มามาไม่รู้เลยว่านิสัยโลดโผนโจนทะยานในวัยเด็กของนาง สูญสลายไปกับวันคืนที่ต้องเคี่ยวกรำอยู่กับการครุ่นคิดวางแผนทุกย่างก้าวของชีวิตจนกลายเป็คนนิ่งเงียบไปนานแล้ว
กระทั่งภายหลังนางจิตใจนิ่งสงบราวกับบ่อน้ำโบราณ ถึงกับมองดูกู้จางสิ้นลมไปต่อหน้าโดยไม่ขมวดคิ้วเลยสักนิด
ยามนี้ยังจะมีอะไรให้ครึกครื้นรื่นรมย์อีกเล่า
ทุกสิ่งเปลี่ยนไปแล้ว มิอาจเหมือนเดิมได้อีก...
นางยังคงเป็เยี่ยสุย แต่ไม่ใช่เยี่ยสุยคนเดิมอีกแล้ว และนางก็ไม่ได้พยายามปิดบังเื่นี้ด้วย
ไม่ว่าใครก็คงคิดไม่ถึงว่านางจะย้อนเวลากลับมาได้กระมัง สำหรับมามาและคนอื่นๆ คงได้แต่ปล่อยให้ค่อยๆ ยอมรับความเปลี่ยนแปลงนี้ไปเอง
ถึงอย่างไรนางก็ผ่านพิธีปักปิ่น ได้รับคำสั่งสอนชี้แนะจากท่านแม่ ก็ควรรู้จักเติบโตรู้ความแล้ว...
ทุกอย่างเป็ไปตามคาด แม้ว่าจี้มามาจะรู้สึกไม่คุ้นเคยกับนางไปบ้าง แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก
โดยทั่วไปผู้คนมักเข้าใจทุกอย่างตามความเคยชิน จี้มามาคิดว่าคุณหนูคงจะเหนื่อยแล้วจริงๆ จึงไม่พูดอะไรอีก
เยี่ยสุยเองก็ดูเหมือนจะเหนื่อยแล้วจริงๆ นางวางพู่กันลง พิงหลังกับพนักเก้าอี้ จากนั้นหลับตาลง
ภาพเหตุการณ์ผ่านเข้ามาในหัวเป็ฉากๆ มีทั้งสุขสนุกสนาน บ้างทุกข์ตรมเดียวดาย บางคราวสงบมั่นคง บางคราวเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย...
สุดท้ายสตินางก็เริ่มเลือนราง อาจเป็เพราะใช้สมองครุ่นคิดมากไป นางจึงนอนหลับไปทั้งอย่างนั้น
จนกระทั่งจี้มามามาปลุกเรียก นางจึงได้สติลืมตาขึ้น เยี่ยสุยเข้าใจว่าตัวเองยังฝันอยู่ จึงหลุดปากเรียกออกมาว่า “เซี่ยนชู...”
เพิ่งเอ่ยปากออกมานางก็รีบหยุดตัวเอง ได้สติขึ้นมาในบัดดล นี่ไม่ใช่ฝัน มามายังมีชีวิตอยู่!
จี้มามาเข้ามาประคองนางพลางถาม “คุณหนู เริ่มต้น[1] อะไรก่อนหรือเ้าคะ”
เยี่ยสุยยิ้มพลางตอบกลับด้วยสีหน้าสะลึมสะลือ “มามา ข้าแค่คิดว่าตัวเองยังฝันอยู่ จึงพูดเรื่อยเปื่อยน่ะ”
เซี่ยนชูยังไม่ได้มาอยู่ข้างกายนางเลย อีกทั้งในตอนนี้นางยังไม่ได้สกุลเดียวกับ ‘เซี่ยนชู’ เลยด้วย
ตอนนี้เพิ่งรัชศกหย่งเจาปีที่สิบแปดเองนี่นา...
จี้มามาไม่ถามเื่ฝันของนางอีก กลับเอ่ยปากว่า “คุณหนู รีบตื่นเถอะ นายน้อยห้ามาแล้ว รอท่านอยู่ที่ห้องหนังสือเล็กเ้าค่ะ”
ในตระกูลเยี่ย เยี่ยเซี่ยงอวี๋จัดอยู่ในลำดับที่ห้าของลูกหลานรุ่นเดียวกัน เหล่าคนรับใช้ในบ้านจึงเรียกเขาว่า “นายน้อยห้า”
พอได้ยินว่าพี่ชายมา ดวงตาเยี่ยสุยเป็ประกาย ลุกพรวดขึ้นยืนทันควันพร้อมกับพูดเร่งว่า “เร็วเข้า ข้าจะไปหาท่านพี่!”
จี้มามาได้ฟังก็ยิ้มออก คุณหนูในยามนี้กลับดูรีบร้อนขึ้นมาทีเดียว
เมื่อครู่ที่ดูสงบนิ่งปานนั้น คงเพราะเหนื่อยจริงๆ ด้วย
นางไม่รู้หรอกว่าเยี่ยสุยไม่ได้พบหน้าพี่ชายของตัวเองมายี่สิบกว่าปีแล้ว จะไม่รีบร้อนได้อย่างไรกัน
เชิงอรรถ
^ คำว่า ‘เซียน (先)’ หมายถึง ก่อน คำว่า ‘ชู (初)’ หมายถึง เริ่มต้น เริ่มแรก