ประตูบานสุดท้ายนั้นมีคนมากถึง 4-5 คนกองอยู่เป็กระจุก คนที่นำหน้ามากที่สุดนั้นก็คือจอร์จ ด้วยความที่เขาอ้วนมาก มันเป็ไปไม่ได้เลยที่จะวิ่งตามใครได้ทันด้วยหุ่นและสัดส่วนไม่ต่างจากหมูป่า เขาทำได้เพียงแค่เดินด้วยซ้ำ แต่ข้อได้เปรียบที่ทำให้จอร์จเดินนำหน้าก็คือขนาดตัวของเขาใหญ่จนปิดทางเดินจนมิด
"ใครที่คิดจะผ่านฉันไปล่ะก็ฉันจะล้มทับมันให้แบน" จอร์จสบถด้วยเสียงทุ้มต่ำ ทุกครั้งที่เขาขยับปากไขมันที่แก้มก็กระเพื่อมไม่ต่างจากลูกคลื่น เขาค่อยๆ เดินถอยหลังเข้าหาประตู ดวงตาจับจ้องกับกลุ่มเพื่อนร่วมชั้นที่กองกันอยู่เป็กลุ่ม แต่ละคนล้วนมีสีหน้าที่เผ็ดร้อน
"หลีกไปไอ้หมูตอน"
"เดินห่าอะไรไม่ต่างจากหมูคลาน ใครก็ได้เปิดมันทีฉันจะตามเอง"
"แกก็เปิดมันก่อนดิ ไอ้ขี้ขลาด ขื่นปล่อยไว้แบบนี้ ไอ้พยูนตัวนี้มันก็ได้เข้าประตูไปแล้ว"
แม้ทุกคนจะเถียงกัน แต่ก็ไม่มีใครกล้าที่จะเป็คนเสียสละ ถึงจอร์จจะเชื่องช้าแต่ขนาดตัวมหึมาเกือบ 2 เมตรพร้อมไขมันนับสิบชั้นมันมากพอที่จะทำให้ทุกคนปอดแหก ในเมื่อนักศึกษาเหล่านี้เป็เพียงแค่คนธรรมดา ไม่ได้มีทักษะต่อสู้ใดๆ ในชีวิตของพวกเขามีกี่ครั้งกันที่ออกกำปั้นไปยังใบหน้าคนอื่น
แต่ระหว่างที่ทุกคนเถียงกันคอลลินก็ตามมาถึงในที่สุด "ฉันจะเป็คนเปิดเอง พวกนายเตรียมรุมกระทืบไอ้ฮิปโปนี้ซะ"
"คอลลิน แกนี่มัน…" ทันทีที่ได้เห็นคอลลินใบหน้าของจอร์จก็ปรากฏความรู้สึกกลัวเป็ครั้งแรก คอลลินนั้นสูงพอๆ กับจอร์จแถมยังแข็งแรงและยังเป็นักกีฬาตัวแทนของหลายชมรม ยิ่งไปกว่านั้นคอลลินเพิ่งชนะอีเว้นท์ศิลปะการต่อสู้ประจำจังหวัดไม่นานมานี้ เขาเป็ชายที่ไม่กลัวความป่าเถื่อนและนองเื
เมื่อคอลลินพูดจบบรรยากาศก็เปลี่ยนไปในทันที คนเราเมื่อมีพวกเยอะๆ ย่อมมีความกล้าที่จะทำอะไรเกินตัวมากขึ้น ยิ่งมีผู้กล้านำหน้าที่แข็งแกร่งความกลัวก็จะลดลง นี่เป็ความจริงของมนุษย์ั้แ่โบราณแม้จะปัจจุบันก็ไม่เปลี่ยนแปลง เหล่าคนที่ปอดแหกในตอนแรกตอนนี้แววตากลายเป็เปลวเพลิงลุกโชด่ ส่วนจอร์จนั้นกลับมีใบหน้าบิดเบี้ยวมากขึ้นเรื่อยๆ ตอนนี้แม้แต่เขาเองก็รู้ว่าทุกอย่างมันจบแล้ว
"ต่อให้พวกนายมารุมฉัน คอลลินมันก็จะเป็คนได้… อ็ออกก"
"หนวกหูโว้ยไอ้อ้วน" ก่อนที่จอร์จจะพูดจบ คอลลินก็ยัดหมัดเข้าไปที่ใบหน้า ด้วยประสาทััและประสบการณ์สำหรับคอลลินนั้นจอร์จก็ไม่ต่างจากกระสอบทรายที่ยืดหยุ่น และความป่าเถื่อนแต่เพียงฝ่ายเดียวก็เริ่มขึ้น
ร่างของจอร์จนั้นปิดทางเดินจนมิดแม้หลังจากโค่นเขาลงแล้วการฉวยโอกาสปีนข้ามหมูั์โดยที่คอลลินไม่เห็นนั้นมันเป็ไปไม่ได้ แน่นอนว่าท้ายที่สุดคอลลินก็เป็ผู้เดียวที่ยืนอยู่ "โทษทีนะ คนที่ถูกขังอยู่ในนี้จะต้องไม่ใช่ฉัน" คอลลินกล่าวพึมพำ "ไอ้เ้าอาร์ตกะเบส พวกชั่วที่ทำให้ฉันต้องออกแรงเกินจำเป็ คอยดูเถอะ…"
หลังจากชายหนุ่มที่บัดนี้โซกไปด้วยเหงือผสมกับเืของเพื่อนนักเรียนด้วยกันเปิดประตูออกมา ประตูทั้ง 10 บานที่กลายเป็ไข่ขนาดั์ก็หายไปจากมิติที่ว่างเปล่านี้
หลังจากประตูทุกบานมีเ้าของ ข้อความที่แสดงค่าสเตตัสของผมก็ค่อยๆ จางหาย พร้อมกับข้อความใหม่ที่ปรากฏขึ้น
>>>ภารกิจเพื่อปลุกพลังพิเศษ<<<
ในเวลานี้อสูรมิติกำลังทำการกลืนกินดวงดาวทุกดวงบนจักรวาล เหล่าจิตมวลสารของดวงดาวทุกดวงได้ทำการรวบรวมสิ่งมีชีวิตทุกชนิดที่สามารถจะต่อกรกับมันได้และคุณคือหนึ่งในนั้น แต่ทรัพยากรนั้นมีจำกัด การจะปลุกพลังพิเศษนั้นคุณต้องพิสูจน์ตัวตนว่าคุณนั้นคู่ควรกับมัน คุณจะถูกเทเลพอร์ตไปยังจุดอ่อนโยนของสมรภูมิไร้ขอบเขตเป็เวลา 4 วัน เพื่อต่อสู้กับอสูรมิติระดับต้นที่กำลังบุกรุก หากคุณสามารถต้านพวกมันได้พลังพิเศษของคุณจะตื่นขึ้น
หลังจากได้อ่านภารกิจผมก็รู้ทันทีว่าที่เป็ภารกิจที่ยากอย่างมาก ต่อให้ไม่รู้ว่าอสูรมิติระดับต้นนั้นอันตรายแค่ไหน แต่หากมนุษย์ธรรมดาในสังคมสงบสุขเช่นนี้ จู่ๆ ต้องย้ายไปอยู่ในพื้นที่าซัก 4 วันล่ะก็ต่อให้ไม่มีศัตรูที่ไหนมันก็ไม่แน่ว่าจะมีชีวิตรอดด้วยซ้ำ ทุกคน้าน้ำ ทุกคน้าอาหาร แต่ในกลุ่มนักศึกษาอย่างเรา จะมีกี่คนกันที่จะมีทักษะพอจะทำเื่พวกนี้ ไม่ต้องพูดถึงสภาพอากาศที่อาจจะหนาวหรือร้อนเกินจะอยู่รอด
ระหว่างที่คิดผมก็เพ่งมองไปยังข้อความตรงหน้าสิ่งที่อัศจรรย์ก็เกิดขึ้น ทันทีที่โฟกัสคำว่าอสูรมิติรายละเอียดข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับมันก็ลอยเข้ามาในหัวของผม ราวกับข้อความเหล่านี้สามารถที่จะอ่านเข้าไปถึงจิตใจผมได้ ดูเหมือนจิตมวลสารของดวงดาวไม่ได้้าที่จะให้เหล่าสิ่งมีชีวิตดิ้นรนหาทางอย่างสูญเปล่าโดยไม่รู้อะไร ทันทีที่ผมโฟกัสคำว่าสมรภูมิไร้ขอบเขต ข้อมูลเกี่ยวกับดินแดนที่เราจะต้องไปก็ปรากฏขึ้น ดูเหมือนพวกเราทั้ง 10 คนจะต้องร่วมมือกันเพื่อหาทางอยู่รอดใน 4 วันต่อมา
สิ่งที่ทำให้โล่งใจได้ก็คือสมรภูมิไร้ขอบเขตนั้นมีกลางวันและกลางคืนไม่ต่างจากโลกเรานักและอุณหภูมิก็พอเหมาะที่มนุษย์จะอยู่ได้ เพียงแต่กลางคืนอากาศต่ำลงไปถึง 10°C ใน่นี้ อืม… อาจจะต้องหาวิธีก่อไฟเพื่อพักผ่อน รัศมีของพื้นที่าก็ราว 1 กิโลเมตร หากเดินออกไปเกินพื้นที่ที่กำหนดก่อน 4 วันจะโดนคำสาปจากการหนีศึก.. ยิ่งเพ่งไปที่ข้อมูลต่างๆ ที่โผล่ขึ้นมาผมก็ได้รับข้อมูลที่ละเอียดขึ้นเรื่อยๆ
แต่คนคนเดียวมันจำเื่พวกนี้ทั้งหมดไม่ไหวแน่ คนอื่นจะสังเกตเห็นหรือเปล่า ว่าข้อความจากภารกิจมันก็มีข้อมูลที่เพียบพร้อมแฝงมาด้วย อย่างน้อยผมก็ควรต้องจำลักษณะพืชและสัตว์แต่ละชนิดที่อยู่ในพื้นที่ อาหารและน้ำนั้นเป็สิ่งสำคัญสำหรับการอยู่รอด พืชบางชนิดมีพิษที่น่าจะเอามาใช้ทำอาวุธได้ สัตว์บางตัวก็โจมตีทุกคนที่เข้ามาอาณาเขตของมัน ผมมองข้อมูลอันแล้วอันเล่าและพยายามจำทุกสิ่งที่ผ่านตา