หลูจงเหยียนรีบเงยหน้าขึ้นมา แล้วต้องตกตะลึงกับภาพตรงหน้า เด็กสาวหน้าตาน่ารัก ดวงตากลมโตสดใส แก้มนวลเนียนอมชมพู ริมฝีปากบางได้รูปที่กำลังเผยรอยยิ้มเล็กน้อยนั่น เขารีบยกมือขยี้ตาสองครั้ง ก่อนจะกะพริบตาปริบๆ อีกสองสามที แล้วเพ่งมองใบหน้านั้นอีกครั้ง ก็ยังน่ารักเหมือนเดิม
“ว่ายังไง สนใจรึเปล่า ฉันช่วยสอนพิเศษกับติวข้อสอบให้นายได้นะ” เมื่อเห็นว่าหลูจงเหยียนไม่ยอมตอบ เธอเลยถามย้ำอีกครั้ง
“เธอนี่นะ จะมาช่วยติวหนังสือให้ฉัน เธอรู้หรือเปล่าว่าฉันเป็ใคร”
“เธอก็คือหลูจงเหยียน เด็กห้อง 7 ที่ได้คะแนนสอบอันดับสุดท้าย และกำลังตกที่นั่งลำบาก หากทำคะแนนสอบปลายภาคได้ไม่ได้เหมือนเดิมก็อาจจะถูกไล่ออกได้”
หลูจงเหยียนหน้าเสียทันทีที่ได้ฟังความจริงจากปากของเด็กสาวตรงหน้า เขาเองก็กลุ้มใจจะแย่อยู่แล้ว ที่เขาสามารถเข้ามาเรียนที่โรงเรียนแห่งนี้ได้ เหล่าหลูพ่อของเขาต้องสนับสนุนเงินสร้างอาคารและมอบทุนการศึกษาให้กับโรงเรียนไปตั้งเยอะ
หากผลคะแนนสอบของเขาไม่พัฒนาขึ้นโดยเร็ว มีหวังโดนไล่ออก แถมจะโดนเหล่าหลูกระทืบซ้ำอีก
ข้อเสนอที่เด็กสาวยื่นให้ เปรียบได้กับขอนไม้ที่ลอยมาหาคนกำลังจะจมน้ำเช่นเขา ถ้าไม่คว้าไว้ก็คงโง่เต็มที เขาคงจะโง่มากไปกว่านี้ไม่ได้แล้วหรอกนะ หลูจงเหยียนคิดในใจ ก่อนตอบตกลงอย่างง่ายดาย
“อีฟ เธอจะบ้ารึเปล่า ทำไมถึงต้องไปยุ่งกับคนแบบนั้น” อู๋เหม่ยหลิงที่ยืนฟังอยู่ด้านข้างรีบคว้าแขนเซียวอี้เฟยแล้วดึงเธอออกมา
“คนแบบนั้น คนแบบไหน ก็เขากำลังเดือดร้อน และดูท่าทางแล้วเขาก็เป็คนดีคนหนึ่งเลยนะ ในเมื่อฉันสามารถช่วยให้เขาไม่โดนไล่ออกได้ ทำไมถึงจะไม่ช่วยกันล่ะ” เซียวอี้เฟยตอบก่อนจะหันกลับไปหาหลูจงเหยียน
อู๋เหม่ยหลิงกลอกตามองบน เธอเริ่มจะทนเซียวอี้เฟยที่ความจำเสื่อมคนนี้ไม่ได้มากขึ้นทุกที ไหนจะกลายเป็เด็กเรียน วันๆ เอาแต่อ่านหนังสือ ชวนไปเที่ยวเตร่ที่ไหนก็ไม่ยอมไป แล้วตอนนี้ยังมาทำตัวเป็แม่พระไปเสียอีก เธอสะบัดหน้าหนีแล้วเดินออกจากบริเวณนั้นทันที
“หลูจงเหยียน ่พักเที่ยงทุกวัน นายจะต้องมาทบทวนบทเรียนกับฉัน ส่วนตอนเลิกเรียนเราจะไปติวข้อสอบกันที่บ้านของฉันก็แล้วกัน เริ่มวันนี้เลย นายสะดวกรึเปล่า”
..............
่พักเที่ยง เซียวอี้เฟยมักจะแอบขึ้นไปบนดาดฟ้าคนเดียว นั่งอ่านรายงานผลประกอบการของบริษัทบ้าง เขียนแผนธุรกิจบ้าง และเป็เวลาเดียวกับที่จางอี้เทียนหลบจากเวลาเรียนมาสิงอยู่บนดาดฟ้า เพื่องีบพักผ่อนบ้าง อ่านเอกสารต่างๆ บ้าง ทั้งสองใช้เวลาร่วมกันเงียบๆ ต่างคนต่างอยู่ในมุมของตัวเอง แต่ก็รับรู้ถึงการมีอยู่ของอีกคน จนถือเป็เื่ปรกติ
แต่วันนี้ ความสงบที่ทั้งสองคนร่วมแบ่งปันกันมาเกือบสองเดือน ต้องมีอันพังทลายลง เมื่อหลูจงเหยียนก้าวเข้ามาบนดาดฟ้า พร้ะโกนเสียงดัง
“โอ้โห... โรงเรียนเรามีที่เจ๋งๆ อย่างนี้ด้วยหรือเนี่ย ไม่รู้มาก่อนเลย นี่ๆ น้องสาวคนสวย เราจะมาติวหนังสือกันที่นี่น่ะเหรอ สุดยอดไปเล้ยยย...”
เซียวอี้เฟยก้าวตามเข้ามา พร้อมหันไปสบตาจางอี้เทียนที่นั่งอยู่อีกมุมหนึ่งของดาดฟ้า พร้อมค้อมศีรษะเล็กน้อยอย่างขอโทษขอโพย เธอไม่ตั้งใจจะทำลายบรรยากาศเงียบสงบของเขา แต่เธอนึกออกถึงสถานที่นี้เท่านั้น เมื่อเอ่ยปากชวนหลูจงเหยียนมาติวหนังสือด้วยกัน
จางอี้เทียนจ้องเขม็งไปทางหลูจงเหยียน สายตาคมปลาบ ส่งผลให้หลูจงเหยียนที่เพิ่งรู้สึกตัวว่ามีคนอื่นอีกคนอยู่บนดาดฟ้าแห่งนี้ด้วย เกิดอาการครั่นเนื้อครั่นตัว ขนลุกซู่ขึ้นมาทันที
“ขออภัยครับ ลูกพี่จาง ผมไม่ทันสังเกต ไม่เห็นว่าลูกพี่นั่งอยู่ที่นี่ด้วย พอดีน้องสาวคนสวยชวนผมมาติวหนังสือที่นี่น่ะครับ”
หลูจงเหยียน ถึงแม้จะได้รับฉายาพี่เบิ้มจอมอันธพาล แต่เขาก็เป็เพียงพี่เบิ้มของชั้นมัธยมปีที่สี่ ใครจะไปหาญกล้า เทียบบารมีกับลูกพี่จาง หรือที่จอมอันธพาลทั้งในและนอกโรงเรียนต่างเรียกกันว่า ‘จางเกอ’ ด้วยความเคารพนบนอบ
“มาๆ น้องสาว เดี๋ยวพี่ชายคนนี้จะแนะนำลูกพี่ให้รู้จัก นี่คือ จางเกอ ผู้ดูแลความสงบเรียบร้อยในเขตโรงเรียน Z และนอกเขตโรงเรียนของเราด้วย ทำความเคารพลูกพี่สิ”
หลูจงเหยียนลากเซียวอี้เฟยมายืนตรงหน้าจางอี้เทียน แล้วกดหัวเธอให้ค้อมลง เป็การแสดงความเคารพให้กับลูกพี่ของตน
“ลูกพี่จางครับ นี่คือน้องสาวอี้เฟย เธอจะมาเป็ครูสอนพิเศษให้ผมั้แ่วันนี้เป็ต้นไปครับ ฝากเนื้อฝากตัวตัวครับ”
เซียวอี้เฟยเงยหน้าขึ้นมองจางอี้เทียนก่อนจะหลุดหัวเราะคิกคักออกมาไม่ได้ เด็กหนุ่มหน้าตาหล่อเหลา สะอาดสะอ้าน เ้าสำอางขนาดนี้ กลายมาเป็หัวโจกของกลุ่มนักเรียนอันธพาลได้อย่างไร ไม่เข้ากับหน้าตาเอาซะเลย
“ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ จางเกอ ฉันชื่อเซียวอี้เฟย จ่อไปนี้จะเป็พี่เลี้ยงช่วยสอนหนังสือให้กับหลูเกอค่ะ” เซียวอี้เฟยพูดออกไปโดยซ่อนความขบขำแทบไม่มิด ในใจคิดว่าต่อจากนี้ไปเธอจะไม่เรียกเขาว่า นายน้อยจาง แต่จะเรียกเขาว่า จางเกอแทน มันฟังดูน่ารักดีไม่หยอก
“เพ้ย... อย่ามาเรียกฉันว่าหลูเกอ ถ้าหากเหล่าหลู พ่อของฉันได้ยินคงโดนตบกบาลเข้าให้ หลูเกอน่ะ เอาไว้ให้พวกลูกน้องของเหล่าหลูเรียกพ่อก็พอ น้องสาวเรียกพี่ว่า ต้าเกอก็แล้วกันนะ”
“ตกลงค่ะ ต้าเกอ ถ้าอย่างนั้น เพื่อไม่ได้เป็การเสียเวลา เรามาเริ่มทบทวนบทเรียนกันเลยดีกว่า”
เซียวอี้เฟยเดินนำหลูจงเหยียนไปอีกมุมหนึ่งของดาดฟ้า แล้วหยิบแบบเรียนขึ้นมา ก่อนจะก้มหน้าก้มตาอธิบายให้หลูจงเหยียนฟังอย่างตั้งใจ ขณะที่หลูจงเหยียนได้แต่มองหนังสือตาปริบๆ หน้าตาสับสน คล้ายคนที่ไม่เข้าใจอะไรสักอย่างเดียว
ขณะที่สองคนกำลังคร่ำเคร่งกับตำราตรงหน้า จางอี้เทียนที่รู้สึกอยากจะเขกกะโหลกหลูจงเหยียนั้แ่ได้ยินมันเรียกเซียวอี้เฟยว่า น้องสาวคนสวย กลับไม่มีสมาธิจดจ่อกับเอกสารในมือ เขาเหลือบมองไปทางสองคนนั้นเป็ระยะ ในใจค่อยๆ เพิ่มความเดือดดาลขึ้นมาทีละน้อย
‘ยัยเด็กน่าตาย เขายังจัดการเื่พี่เลี้ยงส่วนตัวของเธอไม่สำเร็จ ตอนนี้เธอดันมาสนิทสนมกับเ้าอันธพาลหลูจงเหยียนนี่อีก ทำไมเธอไม่คบหากับเพื่อนผู้หญิงบ้างเลยนะ’
‘แต่จะว่าไป ตอนได้ยินเธอเรียก จางเกอ ฟังแล้วก็รื่นหูดีนะ หากได้ยินเธอเรียก จางเกอทุกวันคงจะดี’
จางอี้เทียนสะดุ้งใกับความคิดของตัวเอง นี่เขาเป็อะไรไปนะ ถึงคิดเื่น่าคลื่นไส้แบบนี้ออกมาได้
.............
สำหรับเซียวอี้เฟยแล้ว การได้หลูจงเหยียนเข้ามาเป็พรรคพวกแบบนี้ ถือว่าเป็ไปตามแผนการฉันต้องรวย สวย เก่งของเธอ เพราะเธอสามารถช่วยให้หลูจงเหยียนไม่โดนไล่ออก และไม่ต้องไปเป็นักเลงคุมบ่อน เมื่อเขาเรียนจบชั้นมัธยม เธอก็จะให้เขามาทำงานกับเธอ การจะเป็นักธุรกิจที่มีกิจการมูลค่าหลายล้าน จำเป็ต้องมีคนคุ้มกัน ถึงแม้เธอจะไม่เปิดเผยตัวตนก็ตามที ยังไงก็ต้องระมัดระวังเอาไว้ก่อน
ถึงเธอจะไม่เคยร่ำรวยขนาดที่ต้องมีบอดี้การ์ดส่วนตัว แต่ไม่ใช่ว่าเธอจะไม่เคยอ่านข่าวหรือเขียนข่าวด้วยตัวเองมาก่อนว่าในแวดวงธุรกิจนั้นอันตรายขนาดไหน เพื่อผลประโยชน์แล้ว มนุษย์เราสามารถทำอะไรก็ได้ทั้งนั้น เธอจึงต้องเตรียมตัวให้พร้อม
########