“เสร็จเรียบร้อยแล้ว ปล่อยให้เขาพักผ่อนดีๆ ก่อนแผลสมานตัวห้ามขยับซี้ซั้ว ส่วนเรื่องยา วันพรุ่งไปหาท่านหมอแล้วทำตามที่หมอกำชับเป็นพอ”
บาทหลวงสวมถุงมือสะอาดอีกครั้ง กำชับเก๋อจือที่กำลังตั้งใจจดด้วยใบหน้าเป็นมิตร เจียนั่วมองโม่จ้านด้วยความสงสัย ส่วนโม่จ้านเอนพิงมุมกำแพงพลางมองภาพที่เกิดขึ้นด้วยสายตาเย็นชา
ลาถีเท่อที่ถูกร่ายเวทปีศาจง่วงงุนกำลังนอนหลับลมหายใจสม่ำเสมอ ใบหน้าขาวซีดดีขึ้นบ้างแล้ว ปากแผลที่แท่งน้ำแข็งสร้างขึ้นมิใหญ่มากนัก หากอวัยวะภายในที่สำคัญที่สุดของร่างกายมิเป็นอันใด เรื่องที่เหลือก็เป็นเพียงอาการบาดเจ็บภายนอกเท่านั้น
ขณะมองลาถีเท่อที่ถูกกำหนดให้นอนในท่าตะแคง อารมณ์ของโม่จ้านกลับมาเป็นปกติขึ้นบ้าง ตนรักและเอ็นดูศิษย์ที่ทั้งฉลาดและขยันผู้นี้ยิ่งนัก รู้ว่าอีกฝ่ายกระทำการบุ่มบ่ามเพราะอยากสั่งสมประสบการณ์จริงเร็วๆ จึงมิได้ห้ามปราม เพียงแต่เพราะอีกฝ่ายได้รับบาดเจ็บเพราะเหตุนี้ อีกทั้งยังเกือบจบชีวิตในสนามรบแรก ตนจึงทั้งปวดใจและเสียใจภายหลัง ภายในหัวล้วนแต่คิดว่า ‘ยามนั้นมิทำเช่นนั้นก็คงจะดี’
ความรู้สึกยุ่งเหยิงเช่นนี้คล้ายจะเคยพบเห็นที่ใดมาก่อน…เดี๋ยว เหตุใดจึงคล้ายกับตนกำลังเลี้ยงบุตรเช่นนี้?
โม่จ้านถูกความคิดของตนเองทำเอารู้สึกมิต่างกับถูกฟ้าผ่า เขาขมวดคิ้วเข้าหากันแน่น
“เอ่อ..เจียนั่ว?”
“มีเรื่องอันใด โม่เจ๋อเอ่อร์?”
ภายใต้สายตาฉายแววแปลกประหลาดของเก๋อจือ เจียนั่วกำลังทำการศึกษาแผลของลาถีเท่ออย่างละเอียด
“…คือ ราคาค่าเชิญบาทหลวงเท่าใดหรือ เจ้าคงจะเป็นผู้ออกไปก่อนกระมัง?”
โม่จ้านล้วงหยิบถุงเงินออกมาจากกระเป๋าสัมภาระ นั่นคือเงินที่ ‘กลุ่มทหารรับจ้างราชาปีศาจ’ หามาได้ตลอดช่วงที่ผ่านมา
“ราคาคงจะมิน้อยเป็นแน่ มิอาจใช้เงินของเจ้า”
โม่จ้านเลือกหยิบเอาเหรียญทองออกมาทีละเหรียญ ทว่าสีหน้ากลับฉายแววอึมครึมอย่างรวดเร็ว — เหรียญส่วนมากในถุงเงินคือเหรียญเงินกับเหรียญทองแดง จำนวนมิน้อย ทว่ามูลค่าโดยรวมมิได้สูงมากนัก เจียนั่วมองแววตาลำบากใจของโม่เจ๋อเอ่อร์พลันเผยสีหน้าลำบากใจออกมา
“..ไม่ มิต้อง…คือว่า รอให้กลุ่มทหารรับจ้างมีอิทธิพลเสียก่อนค่อยคืนข้าเถิด”
เมื่อได้ยินน้ำเสียงลังเลของเจียนั่ว โม่จ้านกลับยิ่งใจฝ่อเสียแล้ว
“… ราคาสูงมากใช่หรือไม่? ก็ใช่ ค่าใช้จ่ายที่สามารถช่วยชีวิตคนได้ หากจะแพงก็นับว่าปกติ…”
เก๋อจือถึงกับกุมใบหน้าเสียแล้ว เจียนั่วชูสองนิ้วขึ้นมาด้วยสีหน้ากระอักกระอ่วน
“หากสองร้อยเหรียญทองยังพอแบกรับไหว…”
โม่จ้านปิดถุงเงินพลางยกยิ้มเจื่อนมิกล้ามองหน้าเจียนั่ว สองนิ้วนั้นยังชูอยู่ที่เดิมไม่ขยับเขยื้อน เป็นเครื่องพิสูจน์แล้วว่า หนึ่งตนเพ้อฝันเกินไป สองตนจนเกินไป
“…คือสองพันเหรียญทอง”
“อันใดนะ?! แพงเพียงนั้น / ถูกเพียงนั้น?!”
เก๋อจือกับโม่จ้านร้องอุทานออกมาพร้อมกัน ทว่าประโยคครึ่งหลังกลับต่างกันโดยสิ้นเชิง โม่จ้านมองเก๋อจือด้วยสีหน้าไร้สิ่งใดจะเอ่ย ส่วนเก๋อจือกลับถลึงตาโตมองไปทางเจียนั่ว เจียนั่วกลับสะดุ้งตกใจเสียแล้ว
“….ใช้เงินเพียงสองพันตำลึง?! เมื่อก่อนยามอยู่ในกิลด์ แขกของกิลด์จอมเวทได้รับบาดเจ็บยามทำภารกิจและใกล้จะตาย ตาเฒ่าไปเชิญบาทหลวงผู้หนึ่งมารักษา ใช้เงินไปทั้งหมดหกพันตำลึงเต็มๆ!!!”
“…ยามกองอัศวินออกมาทำภารกิจที่เขตนี้ล้วนแต่มีบาทหลวงเฟินเจ๋อเป็นผู้เยียวยามาโดยตลอด หากจะให้ราคาพิเศษก็คงปกติกระมัง”
ขณะมองเด็กหนุ่มผมแดงทำท่าทางขุ่นเคือง เจียนั่วแบมือยักไหล่อย่างผู้บริสุทธิ์
“เหตุใดพวกเจ้าจึงโชคดีเพียงนี้ นึกมิถึงว่าจะได้พบบาทหลวงที่จิตใจดี? บาทหลวงไม่กี่คนนั้นของทางฝั่งพวกเราจมูกแทบจะชี้ฟ้า อย่าว่าแต่ราคาพิเศษ แต่ละปีเลิกโก่งราคาเพียงนิดเดียวพวกเราก็ยังขอบคุณพระเจ้าแล้ว!”
เก๋อจือบ่นพลางทำไม้ทำมือ นึกแค้นใจจนเข็ดฟัน เจียนั่วได้ฟังกลับขมวดคิ้ว
“หากบาทหลวงโก่งราคาซี้ซั้วก็สามารถร้องเรียนบาทหลวงใหญ่ได้มิใช่หรือ? หากทำเกินไปยังสามารถเขียนจดหมายไปยังองค์กร จะมีบาทหลวงใหญ่ในองค์กรมาจัดการ”
“อุ๊บ…ท่านเจียนั่ว ท่านเอาจริงหรือ? หากกิลด์กล้าเขียนจดหมายร้องเรียนไปยังองค์กร เช่นนั้นบาทหลวงกับบาทหลวงใหญ่ที่นั่นก็จะร่วมมือกันต่อต้าน ต่อให้คนทั้งกิลด์ตายหมดสิ้นก็ไม่มีทางมาช่วยเจ้า”
เก๋อจือทำราวกับได้ยินเรื่องตลกพลันเปล่งเสียงหัวเราะเย้ยหยันเจือความรังเกียจออกมา
“แต่ละเมืองมีผู้คนมากมาย ทว่ากลับมีบาทหลวงอยู่เพียงไม่กี่คน มีเงินมีอำนาจไปเชิญยังมิยอมมา มิอาจสร้างความหมางใจโดยแท้”
“ไม่ เป็นไปมิได้! บาทหลวงของสันตะสำนักมีมากมายจนล้นอย่างเห็นได้ชัด แต่ละปีมีคนใหม่ที่ถูกฝึกฝนออกมานับร้อย ถึงขั้นไปทำงานจิปาถะเพราะไม่มีสิ่งใดให้ทำ!”
อารมณ์ของเจียนั่วร้อนระอุอยู่บ้าง เขาตบโต๊ะก่อนหยัดกายลุกขึ้น เพลิงโทสะของเก๋อจือพลันลุกโชนเช่นกันก่อนจะลุกขึ้นสบสายตากับเจียนั่วโดยตรง
“บาทหลวงของอาณาจักรไหลเต๋อมีอยู่มากแล้วอย่างไร? ยินดีเลี้ยงบาทหลวงไม่มีงานการกองใหญ่ ทว่ากลับมิยอมปล่อยออกมารักษาอาณาจักรอื่น ข้ากล่าวว่าสันตะสำนักห่วงแต่เงินทองแล้วมันผิดหรืออย่างไร?”
“…………”
คำพูดของเก๋อจือมีเหตุผลและหลักฐาน เจียนั่วถึงกับโต้กลับมิได้ก่อนจะนั่งลงทั้งสีหน้าฉายแววซับซ้อน เก๋อจือดูออกเช่นกันว่าเจียนั่วมิรู้คุณโทษของเรื่องนี้จึงเบือนหน้าหนีด้วยความไม่พอใจ
“ขออภัย ข้าพูดแรงเกินไปสักหน่อย เพียงแต่เรื่องจริงก็เป็นเช่นนี้”
โม่จ้านมิเอ่ยสิ่งใด ภายในใจกลับค่อนข้างสลับซับซ้อน เรื่องเช่นนี้ตนคุ้นหูเสียจนมิอาจคุ้นหูอีกแล้ว
เจ้าของฟาร์มยอมเทนมวัวทิ้ง กระนั้นยังคงต้องประคองราคานมวัวในตลาดไว้ให้ได้ หากลู่ทางเช่นนี้สามารถอธิบายสถานการณ์ในยามนี้ได้อย่างชัดเจน อาณาจักรไหลเต๋อที่เป็นเจ้าของฟาร์มมิเพียงแต่เทนมวัวทิ้งเพื่อให้นมวัวในอาณาจักรอื่นขาดแคลน กลับยังเอาลูกวัวนมและวัวนมทั้งหมดไปซ่อนไว้ในบ้านของตน สิ่งที่ทำเกินเหตุมิได้มีเพียงเรื่องเดียว
“เจียนั่ว ดูเจ้าจะคุ้นเคยกับสันตะสำนักยิ่งนัก?”
บรรยากาศค่อนข้างหนักอึ้ง เหลืออากาศไว้ให้หายใจแค่เพียงบางเบา โม่จ้านเงยหน้าขึ้น ปรายมองไปทางเจียนั่วที่จ้องมองไปทางหน้าโต๊ะ
“…อืม ท่านผู้หนึ่งในเมืองนักดาบพเนจรรับเลี้ยงข้า บ้านของเขาอยู่ใกล้กับอาณาจักรไหลเต๋อยิ่งนัก”
ระดับเสียงของเจียนั่วมิดังมาก น้ำเสียงยังค่อนข้างกดข่มความรู้สึก
“ดังนั้นข้าจึงรู้เพียงขั้นตอนการทำงานของพวกเขา ทว่ากลับมิได้คิดถึงสถานการณ์ความเป็นจริง…”
“ต่อให้เป็น ‘ราคาพิเศษ’ กระนั้นเงินสองพันเหรียญทองก็เพียงพอให้ครอบครัวคนธรรมดากินอิ่มไปสิบปีแล้ว”
โม่จ้านเคาะโต๊ะพลางยกยิ้มขมขื่น จัดการเก็บเหรียญทองบนโต๊ะกลับเข้าถุงอีกครั้ง
“เดิมทีข้ายังคิดว่าทำงานมาหลายวันเพียงนี้ การเงินคงจะผ่อนคลายลงสักหน่อย นึกมิถึงว่าจะมิพอจ่ายกระทั่งค่ายา”
“เห็นทีคงต้องยกระดับความยากของภารกิจและการฝึกเสียแล้ว…ยึดหลักความมั่นคง มิอาจรีบร้อนเกินไป”
โม่จ้านนำถุงเงินใส่ลงในกระเป๋าสัมภาระก่อนจะเผยรอยยิ้มขออภัยไปทางเจียนั่ว
“เจียนั่ว เช่นนั้นถือเสียว่ากลุ่มทหารรับจ้างติดค้างเจ้า รอพวกเราหาครบแล้วค่อยคืนเถิด จะทำหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษรหรือไม่?”
“ไม่ ไม่ต้อง ไม่ต้องเขียนหลักฐานใด เพียงจดจำก็พอแล้ว”
เจียนั่วรีบโบกมือ ‘ไม่ต้องคืน’ สามคำนี้ติดอยู่ที่ปากและถูกกลืนกลับลงไปอีกครั้ง หากตนเอ่ยออกไปเช่นนี้ อีกฝ่ายจะต้องเกิดความคิดว่า ‘ถูกดูถูก’ เป็นแน่ แม้ว่าตนจะมิได้มีเจตนาเช่นนั้นจริงก็ตาม
“…คือว่า ข้ายังมีอีกหนึ่งคำถามเช่นผู้มิรู้สิ่งใดเลย”
โม่จ้านคลี่ยิ้มเจื่อนพลางเกาแก้ม เจียนั่วเผยสีหน้างุนงง เก๋อจือเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย ใช้หางตามองไปทางโม่จ้านที่กำลังฉีกยิ้ม
“ในข้าวของติดตัวของเจียนั่ว ข้าจำได้ว่าคล้ายจะไม่มีกระเป๋าหรือถุงอันใดที่สามารถใส่เงินสองพันเหรียญทอง…”
“…มิรู้อันใดสักอย่างจริงๆ ข้ายังทนฟังต่อไปมิไหวแล้ว”
เก๋อจือนิ่งงัน เขากัดฟันพลางนำมือป้องหน้า มุมปากของเจียนั่วอดกระตุกมิได้ จากนั้นจึงหยิบป้ายประทับลวดลายสวยงามออกมา
“ป้ายพันธมิตร ใช้กันทั่วทั้งแผ่นดินใหญ่ บนป้ายมีตราบอกระดับพลังเวท หากเป็นการค้ามูลค่าภายในห้าพันเหรียญทองสามารถไปรับที่กิลด์สาขาย่อยทุกแห่งทุกเวลา”
โม่จ้านพยักหน้าระรัว คิดไว้แล้วเชียวว่าอย่างน้อยก็คงจะต้องมีบัตรเดบิตหรือไม่ก็สมุดบัญชีเงินฝาก