ความมืดมิดที่เคยหนาวเหน็บและว่างเปล่าดุจห้วงอวกาศเริ่มถูกเจือจางด้วยแสงสว่างเลือนรางที่ลอดผ่านม่านตา ความรู้สึกแรกที่ััได้ไม่ใช่ความเ็ปเสียดแทงเจียนตายจากการโหมงานหนักในห้องพักสี่เหลี่ยม หรือกลิ่นกาแฟเย็นชืดที่วนเวียนอยู่ในอากาศ แต่มันคือความอุ่นวาบที่โอบอุ้มไปทั่วทั้งร่าง ราวกับถูกห่อหุ้มด้วยปุยเมฆที่อ่อนนุ่มที่สุดเท่าที่มนุษย์จะจินตนาการได้ พร้อมกับเสียงจังหวะหัวใจของใครบางคนที่ดังสะท้อนสม่ำเสมออยู่แนบหู เป็จังหวะที่ให้ความรู้สึกปลอดภัยอย่างประหลาด
‘ฝันไปงั้นเหรอ... หรือว่าเราแค่เหนื่อยจนสลบไปบนเก้าอี้ทำงานตัวโปรดนั่นกันแน่?’
ผมพยายามจะสั่งการให้เปลือกตาลืมขึ้นเพื่อเช็กหน้าจอคอมพิวเตอร์ว่ารันโค้ดเสร็จหรือยัง แต่ร่างกายกลับไม่ฟังคำสั่งเอาเสียเลย เปลือกตามันหนักอึ้งและรู้สึกบวมเป่งอย่างประหลาดจนน่ารำคาญ เมื่อฝืนเค้นกำลังเฮือกสุดท้ายจนลืมตาได้สำเร็จ ภาพที่เห็นกลับมัวซัวคล้ายกับเลนส์กล้องราคาถูกที่หลุดโฟกัส แสงแดดอ่อนๆ ที่ลอดผ่านช่องว่างเล็กๆ ส่องกระทบสายตาจนต้องหยีตาลงด้วยความแสบพร่า
ผมพยายามจะขยับแขนเพื่อหยิบแว่นสายตาที่ควรจะวางอยู่ข้างกระเป๋าเอกสารบนโต๊ะทำงาน แต่ในวินาทีที่แขนยื่นออกไปนั้น... ความคิดทุกอย่างในหัวของอดีตอาจารย์ผู้ยึดมั่นในตรรกะกลับหยุดกึก ราวกับระบบปฏิบัติการล่มสลาย
ท่อนแขนที่ปรากฏสู่สายตาไม่ใช่แขนที่ซูบผอมและสากกร้านของชายวัยกลางคน แต่มันคือท่อนแขนสั้นๆ ป้อมๆ ที่มีรอยพับเป็ชั้นนุ่มนิ่มราวกับก้อนแป้ง ิัสีชมพูระเรื่อละเอียดลออนั้นไม่มีรอยแผลจากการทำงานหนัก คราบหมึกปากกาที่เคยติดแน่น หรือแม้แต่รอยเหี่ยวย่นตามกาลเวลาแม้แต่นิดเดียว
“อ้อ... แอ้...”
เสียงที่หลุดออกมาจากลำคอไม่ใช่คำอุทานด้วยความใอย่างที่ใจคิด แต่มันคือเสียงอ้อแอ้ไร้ความหมายของสิ่งมีชีวิตที่ยังไม่เดียงสา ความรู้สึกอึดอัดแล่นปราดไปทั่วร่าง ร่างกายนี้เล็กเกินไป อ่อนแอเกินไป ขยับเขยื้อนไม่ได้ดั่งใจนึกแม้แต่น้อย มันเป็ความรู้สึกที่น่าประหลาดใจและขัดใจในเวลาเดียวกัน ราวกับมีใครเอาซอฟต์แวร์ระดับไฮเอนด์ที่บรรจุฐานข้อมูลและประสบการณ์ชีวิตมาทั้งชีวิต มาบังคับติดตั้งลงในฮาร์ดแวร์รุ่นเริ่มแรกที่ยังประมวลผลการเคลื่อนไหวพื้นฐานไม่ได้เลยด้วยซ้ำ
‘นี่เรา... ตายแล้วจริงๆ สินะ’
ความจริงอันหนักอึ้งเริ่มตอกย้ำลงในจิติญญาทีละน้อย บรรยากาศรอบตัวที่พอจะมองเห็นได้ลางๆ ไม่ใช่ฝ้าเพดานสีขาวที่มีหลอดไฟนีออนสว่างจ้าอย่างที่คุ้นตา แต่มันคือคานไม้ขัดมันที่ดูเก่าแก่แต่เปี่ยมไปด้วยความประณีต สะอาดสะอ้านและเป็ระเบียบเรียบร้อย ให้ความรู้สึกเหมือนบ้านไม้ในชนบทที่ห่างไกลจากเทคโนโลยีสถาปัตยกรรมแบบเดิมที่ผมเคยรู้จัก
ผมหวนนึกถึงเสียงสังเคราะห์ที่ดังขึ้นในมโนสำนึกก่อนสติจะดับวูบลง [ตรวจพบิญญาที่มีคุณสมบัติ...] เสียงนั้นคืออะไรกันแน่? ในฐานะที่ผมก็พอจะเคยผ่านหูผ่านตากับสื่อบันเทิงแนวต่างโลกมาบ้าง ปกติมันต้องมีเทพธิดาสุดสวย หรือพระเ้าผู้ทรงพลังมาปรากฏตัวท่ามกลางแสงสีขาวเพื่อมอบพรหรือภารกิจกู้โลกไม่ใช่เหรอ? แล้วไหงผมถึงมานอนมองเพดานไม้โง่ๆ ในร่างเด็กทารกแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย และไร้ซึ่งคำอธิบายใดๆ แบบนี้ล่ะ?
ยิ่งคิดก็ยิ่งไม่ได้คำตอบ... แต่ผมสาบานกับตัวเองในฐานะผู้ที่ยึดถือใน "ข้อเท็จจริง" มาตลอดว่า สักวันผมต้องหาคำตอบของ ‘ระบบ’ และกฎเกณฑ์ของโลกใบนี้ให้เจอ
ในขณะที่สมองของอดีตอาจารย์กำลังวิเคราะห์สถานการณ์อย่างหนักหน่วง ร่างของผมก็ถูกชูขึ้นสู่อ้อมกอดที่แสนอ่อนโยน แรงสั่นะเืจากเสียงพูดคุยของคนสองคนดังอยู่ใกล้ๆ จนผมรู้สึกได้ถึงไออุ่นจากลมหายใจของพวกเขา
“ดูสิเซน... ลูกชายของเราน่ารักขนาดนี้เชียวล่ะ ผิวเขานุ่มเหมือนปุยเมฆเลย” เสียงนั้นนุ่มนวลและสั่นเครือด้วยความตื้นตันจนผมััได้ถึงความรักที่อัดแน่นอยู่ข้างใน
“นั่นสินะเอลิน... เขาดูเป็เด็กที่แข็งแรงมากจริงๆ ดูท่าทางจะซนไม่เบาเลยนะเนี่ย” เสียงทุ้มต่ำที่เปี่ยมไปด้วยพลังและมวลความอบอุ่นตอบกลับมาอย่างอ่อนโยน ฝ่ามือใหญ่ที่หยาบกร้านแต่ทว่ามั่นคงลูบหัวผมเบาๆ “ต่อจากนี้ไป ชื่อของเ้าคือ ‘ไค’ ... ไคที่แปลว่าการเริ่มต้นใหม่นะลูกรักของพ่อ”
ไค... งั้นเหรอ?
ชื่อใหม่ที่ได้รับมานั้นช่างสั้นและเรียบง่าย แต่มันกลับก้องกังวานในส่วนลึกของดวงิญญาอย่างบอกไม่ถูก ผมััได้ถึงความรักที่บริสุทธิ์ผ่านอ้อมกอดที่กระชับแน่นขึ้นเล็กน้อยและสายตาที่ทอดมองลงมา แม้เลนส์ตาจะยังไม่พัฒนาพอจะเห็นใบหน้าของพวกเขาได้ชัดเจน แต่ความร้อนผ่าวที่ขอบตามันบอกอดีตนักวิทยาศาสตร์อย่างผมว่า ‘พ่อ’ และ ‘แม่’ ใหม่ของผมนั้นวิเศษเพียงใด ความอบอุ่นนี้มันช่างแตกต่างจากแสงสีขาวนวลของหลอดไฟในห้องวิจัยที่เยือกเย็นสิ้นดี
“แปลกจังเลยนะคะเซน... ทำไมไคถึงไม่ร้องไห้งอแงเลยล่ะคะ? เด็กคนอื่นป่านนี้คงร้องลั่นบ้านไปแล้ว หรือว่าเขาจะใอะไรหรือเปล่า?” เอลินพูดด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความฉงนและปนความเป็ห่วง พลางใช้นิ้วเรียวสวยเขี่ยแก้มป่องๆ ของผมเบาๆ ราวกับจะหยั่งเชิง
‘ก็ข้างในนี้มันผ่านโลกมาจนแทบจะเกษียณทางจิติญญาแล้วนะแม่ จะให้มาร้องไห้แงๆ เพราะใเสียงพ่อตัวเองมันก็น่าอายไปหน่อย...’ ผมคิดในใจพลางพยายามอย่างหนักที่จะบังคับกล้ามเนื้อใบหน้าที่ยังไม่คุ้นชิน เพื่อส่งยิ้มเล็กๆ ที่มุมปากคืนไปให้ (แม้ว่าในความเป็จริง ท่าทางนั้นคงจะออกมาดูเหมือนเด็กทารกที่กำลังสำลักน้ำลายหรือทำหน้ามุ่ยเสียมากกว่า)
ท่ามกลางความสงสัยและความสับสนในโลกใบใหม่ที่เต็มไปด้วยปริศนา สิ่งหนึ่งที่ผมตัดสินใจได้อย่างแน่วแน่ในวินาทีนั้นคือ... ผมจะทำทุกวิถีทางเพื่อรักษาความอบอุ่นที่ทั้งสองมอบให้นี้ไว้ให้ดีที่สุด และจะใช้ความรู้มหาศาลที่ติดตัวมาเพื่อปกป้องและตอบแทนพวกเขาให้ได้มากที่สุดเท่าที่ลูกชายคนหนึ่งจะพึงทำได้
[เริ่มต้นการประสานระบบจัดการมานาเข้ากับโครงสร้างประสาท...]
[ปลดล็อกฟังก์ชันพื้นฐาน: Anatomical Scanner Lv.1]
เสียงเ็าที่ไร้อารมณ์ดังขึ้นก้องในหัวอีกครั้ง คราวนี้มันมาพร้อมกับภาพกราฟิกโปร่งแสงสีฟ้าครามที่ค่อยๆ ปรากฏขึ้นในคลองจักษุที่ยังพร่ามัว ตัวอักษรและเส้นกริดทางเรขาคณิตเริ่มวาดทับซ้อนลงบนใบหน้าของเอลินที่กำลังก้มมองผมอยู่
‘หือ? ระบบสแกนงั้นเหรอ? มาได้ถูกจังหวะจริงๆ กำลังอยากรู้พอดีว่าโลกนี้มันขับเคลื่อนด้วยอะไร!’
ทว่า ในขณะที่ผมพยายามจะเพ่งสมาธิเพื่อวิเคราะห์ข้อมูลเ่าั้ ความร้อนสายหนึ่งกลับแล่นปราดเข้าสู่ขมับอย่างกะทันหัน มันไม่ใช่ความเ็ปที่แหลมคม แต่มันคือความรู้สึก "หนักอึ้ง" และมึนตึ้บที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
สมองของทารกที่เพิ่งลืมตาดูโลกเพียงไม่กี่ชั่วโมง กำลังถูกบีบคั้นจากการพยายามรันโปรแกรมวิเคราะห์ที่ซับซ้อนเกินกว่าฮาร์ดแวร์จะรับไหว สติสัมปชัญญะที่เต็มเปี่ยมของอดีตอาจารย์กำลังสร้างภาระให้กับเส้นประสาทที่ยังไม่พัฒนาเต็มที่ ราวกับการเอาซูเปอร์คอมพิวเตอร์ไปติดตั้งในเครื่องคิดเลขรุ่นเก่า
‘อ่า... ไม่ไหวแล้ว... นี่มันอาการโอเวอร์โหลดชัดๆ สมาธิเริ่มหลุด...’
สติของผมเริ่มพร่ามัวลงอย่างรวดเร็ว ระบบ UI ที่ลอยอยู่ตรงหน้าค่อยๆ กะพริบถี่ๆ ก่อนจะเลือนหายไปพร้อมกับความอ่อนล้าที่จู่โจมเข้าใส่อย่างมหาศาล แต่ในขณะที่ความไม่สบายตัวกำลังกัดกินสติอยู่นั้น ผมกลับรู้สึกถึงฝ่ามือหนาที่หยาบกร้านแต่ทว่ามั่นคงของเซนที่ช่วยช้อนตัวผมไว้อย่างเบามือ และความนุ่มนวลจากปลายนิ้วของเอลินที่ลูบไล้ไปตามไรผมเพื่อปลอบประโลม
ความอบอุ่นที่แผ่ออกมาจากทั้งคู่ไม่ใช่แค่เื่ของอุณหภูมิร่างกาย แต่มันคือ "กระแสพลัง" บางอย่างที่นุ่มนวลอย่างประหลาด มันไหลเวียนเข้ามาประคองเส้นประสาทที่กำลังตึงเครียดของผมให้ทุเลาลงได้อย่างน่าอัศจรรย์
“ดูสิคะเซน ไคหลับไปแล้ว... ดูท่าทางจะฝันดีด้วยนะคะนั่น” เอลินกระซิบบอกสามีด้วยน้ำเสียงที่เปี่ยมไปด้วยความรักปนเอ็นดู
“เขาคงเหนื่อยจากการทำตัวเป็เด็กเข้มแข็งเมื่อกี้นี้แหละ” เซนหัวเราะเบาๆ ในลำคอ น้ำเสียงทุ้มต่ำของเขาให้ความรู้สึกมั่นคงราวกับขุนเขาที่ไม่มีวันถล่ม “นอนหลับให้สบายเถอะนะเ้าตัวเล็ก พ่อกับแม่จะอยู่กับเ้าตรงนี้... จะไม่มีอะไรในโลกนี้มาทำร้ายเ้าได้เด็ดขาด พ่อสัญญา”
คำมั่นสัญญาเ่าั้เป็สิ่งสุดท้ายที่สติของผมได้รับรู้ ก่อนที่ทุกอย่างจะจมดิ่งลงสู่ห้วงนิทราที่แสนลึกล้ำ
ตลอดชีวิตที่ผ่านมา ผมใช้เวลาเกือบทั้งหมดไปกับการอุทิศตนเพื่อหน้าที่และผู้อื่น จนหลงลืมไปแล้วว่าการถูก "ปกป้อง" และ "รัก" โดยไม่้าสิ่งตอบแทนมันให้ความรู้สึกที่มั่นคงเพียงใด ความอบอุ่นที่โอบรัดร่างเล็กๆ นี้ไว้มันช่างล้ำค่า... ล้ำค่าจนอดีตนักวิทยาศาสตร์ที่ยึดถือเหตุผลและข้อเท็จจริงอย่างผม ยอมปล่อยวางความสงสัยทั้งหมดลงชั่วคราว
‘ขอพัก... สักหน่อยละกัน... โลกใหม่นี้... ไม่เลวเลย...’
ผมหลับไปในอ้อมกอดของครอบครัวใหม่ เป็การนอนหลับที่สนิทใจและเป็สุขที่สุดเท่าที่เคยจำความได้ โดยมีกลิ่นอายของไม้ที่แสนอบอุ่นและเสียงหัวใจที่เต้นเป็จังหวะของพ่อและแม่คอยเป็เพลงกล่อมเกลา
โลกใบนี้อาจจะมีปริศนาและกฎเกณฑ์ลึกลับมากมายที่รอให้ผมตื่นไปค้นหา แต่อย่างน้อยในตอนนี้... อาจารย์อย่างผมก็ได้พบกับสิ่งที่สำคัญที่สุดที่เคยทำหล่นหายไปในชีวิตก่อนแล้ว
นั่นคือสิ่งที่เรียกว่า... "บ้าน"