ตอนที่ 11 ไก่งามเพราะขน คนงามเพราะแต่ง
“นี่คือค่ารักษา 3 ตำลึงเงิน และค่ายาเดือนนี้ 200อีแปะเ้าค่ะ” เธอออกมาคุยกันท่านหมอพานโม่โฉวที่ด้านนอกห้องผู้ป่วย
โรงหมอพานแห่งนี้ค่อนข้างเป็ระเบียบแม้ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะเป็คนยากจน แต่ท่านหมอพานโม่โฉวนั้นเป็ผู้มีเมตตา และใจดีอย่างมาก ท่านมีความชำนาญด้านการแพทย์อย่างยิ่ง สามารถทำงานสำนักหมอใหญ่ๆได้ แต่ท่านเลือกจะเปิดโรงหมอเอง รักษาผู้ป่วยยากจน หากอาการผู้ป่วยเพียงแค่วินิฉัยโรคท่านแทบจะไม่คิดเงิน จ่ายเพียงค่ายาเท่านั้น
ยกตัวอย่างกรณีท่านพ่อของเธอเป็การรักษายากจนยิ่ง าแสาหัสโดยเฉพาะที่ขา ท่านหมอพานยังรักษาได้ ค่ารักษาที่อื่นยิ่งไม่ใช่แค่ 3 ตำลึงเงิน แต่ท่านหมอที่ทราบดีว่าพวกนางยากจนทั้งอาจจะไม่มีเงินค่ารักษาด้วยซ้ำ แต่ก็ทำการรักษาให้ก่อน แล้วค่อยมาแจ้งค่ารักษา ทั้งยังไม่ทวงถามให้ลำบากใจ กระทั่งแม้แต่ท่านพ่อเองยังเกรงใจขอพูดคุยว่าหากขาหายแล้วจะขายตัวเป็บ่าวนำเงินมาจ่ายค่ารักษาแน่นอน โชคดีที่เธอตัดสินใจกลับเข้าป่าอีกครั้งเพื่อไปขุดโสมออกมาขาย
“หืม เ้าหาเงินมาได้แล้วรึ” ท่านหมอถามอย่างแปลกใจ
“เ้าค่ะ พอดีได้เท้าหมีตัวนั้นไปขายมา”
“โห่ ดีแล้วดีแล้ว พรุ่งนี้ข้าจะตรวจอาการท่านพ่อของเ้าอีกที แล้วจึงให้กลับ จากนี้จงใช้ชีวิตอย่างระมัดระวังด้วยละ”
“ขอบคุณเ้าค่ะท่านหมอพาน”
เธอกลับมาที่ห้องผู้ป่วยที่จัดแบ่งไว้ คล้ายๆเตียงรวมในโรงพยาบาลโลกเดิม มีเพียงสามเตียง แต่ตอนนี้มีเพียงท่านพ่อที่พักอยู่เพียงเตียงเดียวเท่านั้น ชาวบ้านทั่วไปหากมาหาหมอแล้วถ้าไม่อาการหนักจนเกินไปย่อมไม่มีใครอยากนอนที่โรงหมอ เพราะต้องทำงานหาเงินจุนเจือครอบครัวทั้งนั้น
“ท่านพ่อจากนี้ท่านพักผ่อนให้สบายใจเถิด วันพรุ่งยามเฉิน[1]ข้าจะเข้าเมืองไปเช่าเกวียนวัวหนึ่งวันมารับท่าน แต่ข้าน่าจะมารับท่านยามเว่ย[2] ข้ามีความคิดที่จะซื้อของเข้าเรือนก่อน”
“ตามที่เ้าเห็นสมควรเถิด”
“เวลาไม่เช้าแล้ว พวกข้ากลับก่อนนะเ้าคะ”
“เดินทางดีดี ขอบใจเ้ามาก มี่เอ๋อร์”
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
ยามเฉิน
“พวกเ้าจะเข้าเมืองชิงเถียงไปเยี่ยมถังเต๋ออีกแล้วรึ” ท่านลุงอู๋ท่ง เ้าของเกวียนที่ทำอาชีพขับเกวียนรับส่งคนไปกลับในหมู่บ้านทักเมื่อเห็นพวกนางเข้าเมืองอีกครั้ง
“เ้าค่ะท่านลุงอู๋ วันนี้พวกข้าต้องไปรับท่านพ่อกลับเรือน”
“หึ วันนี้ก็จะนั่งฟรีอีกเรอะ” จงไฉ่หงแม่นางน้อยปากเสีย เสียดสีพวกเธอ เพราะเมื่อวานที่พวกเธอเข้าเมืองไปขายโสมแต่ดันไม่มีเงินจ่ายค่าเกวียน แต่เธอเอาพวกเห็ดกับผักป่ามาคลุมไว้รอบๆในตะกร้าไว้ทำให้ไม่มีใครเห็นของข้างใน
“ไปเถอะเ้าอย่าคิดมากเลย เมื่อก่อนท่านพ่อพวกเ้าก็เคยแบ่งของป่าให้ข้าบ้าง ครั้งนี้ถือว่าข้าช่วยอีกสักครั้ง” ท่านลุงอู๋ท่งบอก
“เ้าของเขายังไม่ว่า คนอื่นชอบสาระแน” เธอพูดลอยๆ
“เ้าว่าลูกข้าอีกแล้วนะ” อู๋ซินอี๋มองจิกเธอทันที
“เอะ นี่ข้าว่าลูกเ้าหรอกหรือ”
“ฮึ่ยย อย่าไปสนใจนางเ้าค่ะท่านแม่” จงไฉ่หงม้วนหางกลับทันที
“วันนี้พวกข้ามีเงินเ้าค่ะ นี่เ้าค่ะ 6อีแปะ คนละ1อีแปะ รวมของเมื่อวานด้วย” เธอจงใจพูดเสียงดังเล็กน้อย ส่งเงินที่ท่านแม่นับให้ ให้แก่ท่านลุงอู๋ท่ง
“ไม่เป็ไรพวกเ้าเก็บไว้เถอะ ยังต้องจ่ายค่าหมอของอาเต๋ออีก” ท่านลุงอู๋ท่งปฏิเสธ เพราะทราบมาว่านอกจากจะต้องจ่ายค่าหมอแล้วพวกเธอยังถูกแยกบ้านแบบไม่ได้ตังสักอีแปะอีกด้วย
“พอดีพวกข้าขายอุ้งเท้าหมีป่าได้เงินมาจำนวนหนึ่งเ้าค่ะ ตอนนี้จึงมีเงินพอค่ารักษาท่านพ่อแล้ว ท่านลุงอู๋รับไว้เถอะเ้าค่ะ มิเช่นนั้นครั้งหน้าข้าไม่กล้าขึ้นเกวียนท่านอีก” เธอชี้แจง พร้อมประกาศเื่มีเงินไปในตัว ชาวบ้านจะได้ไม่ต้องเดา เดี๋ยวมาหาว่าไปขโมยเงินใครมาอีก ส่วนพวกเธอจะมีเงินเท่าไหร่ เื่อะไรเธอที่จะบอก
“อ้าว หมิ่งรุ่ยวันนี้พวกเ้าก็จะเข้าเมืองไปเยี่ยมอาเต๋ออีกแล้วเหรอ” ท่านลุงเฉียนจ้านทักท่านแม่เธอขณะยกกระสอบถุงใหญ่หนึ่งถุงขึ้นเกวียน “อะนี่ 2อีแปะ ค่าที่นั่งข้ากับกระสอบถั่วเหลือง” จากนั้นก็ไปจ่ายเงินค่าเกวียนให้ท่านลุงอู๋ท่ง
“เมื่อเช้าข้าเห็นอาเหอบอกจะไปหาพวกเ้าที่เรือนท้ายหมู่บ้านหรือ” ท่านลุงเฉียนชวนคุยอย่างเป็กันเอง เพราะเป็เพื่อนบ้านกันกับท่านลุงหนิงเหอ พอเห็นคนสามสี่คนที่หน้าบ้านท่านลุงหนิงเหอ จึงสอบถามได้ความมาว่าจะไปซ่อมเรือนถังเต๋อท้ายหมู่บ้าน
“เ้าค่ะ ท่านลุงหนิงเหอมาช่วยซ่อมเรือนท้ายหมู่บ้านให้ข้าเ้าค่ะ” ท่านลุงเฉียนจ้านพยักหน้าเป็อันว่ารับทราบ
“ท่านลุงจะนำถั่วเหลืองไปขายในเมืองหรือเ้าคะ” เธอถามถึงกระสอบถั่วเหลืองที่ท่านลุงเฉียนจ้านแบกมา
“ใช่่นี้พวกข้าวฟ่างเปลือก ข้าวฟ่างเหนียว กับถั่วเหลืองขายได้ราคา”
“ท่านยังมีอีกเยอะหรือไม่เ้าคะ” เธอถาม
“น่าจะได้อีกกระสอบใหญ่ คาดว่านวดที่เหลือเสร็จได้ประมาณห้าสิบจิน พรุ่งนี้ค่อยนำไปขายอีกที เ้าถามทำไมรึ”
“เปล่าเ้าค่ะ ข้าแค่อยากรู้ราคาเฉยๆ”
“อ๋อ ขายทั้งกระสอบนี่ได้ประมาณ 450อีแปะ แต่ถ้าเ้าไปซื้อแบ่งก็ประมาณจินละ 10อีแปะ” ท่านลุงเฉียนจ้านบอกอย่างใจดี เพราะชาวบ้านไปขายก็ได้ราคาประมาณนี้
“เ้าค่ะท่านลุงเฉียน” สองแม่ลูกบ้านจงแอบฟังเก็บข้อมูลของพวกเธอเงียบๆ พร้อมสีหน้าริษยาอย่างไม่ปิดบัง ตอนแรกคงกะมาทับถมเต็มที่ทั้งเื่ที่พวกเธอแยกบ้านและไม่มีเงินแม้แต่ขี้นเกวียนแน่นอน
ขอโทษละกัน วันนี้เพ่มาเหนือ
+++++++++++++++++++++++++++++++++++
“จะให้ข้ารอรับพ่อของเ้าด้วยหรือไม่” ท่านลุงอู๋ท่งถามอย่างเมตตา
“ไม่เป็ไรเ้าค่ะ วันนี้พวกข้าคงทำธุระอีกสักพักก่อน”
พวกเธอเดินถามหาที่เช่าเกวียนพร้อมคนขับ ที่เธอไม่อยากเหมาเกวียนของท่านลุงอู๋ท่งเพราะไม่อยากให้คนในหมู่บ้านรู้ว่าพวกเธอใช้เงินไปกับอะไรบ้าง ถึงแม้ท่านลุงอู๋ท่งจะไม่ใช่คนปากมาก แต่ท่านขับเกวียนพบเจอชาวบ้านตลอดท่านอาจเผลอเล่าโดยไม่เจตนา วันนี้เธอตั้งใจมาซื้อของเต็มที่ เมื่อคืนเธอลิสรายการที่จำเป็ในใจ ซึ่งก็คือแทบทุกอย่างที่บ้านหนึ่งหลังควรต้องมี
“เถ้าแก่ ข้าเอาข้าวสารสิบจิน, น้ำตาลกับเกลืออย่างละจิน, น้ำมันหนึ่งไห, ข้าวฟาง ข้าวโพด แป้งมัน แป้งสาลี อย่างละห้าจินเ้าค่ะ”
“ได้เลยนังหนู” เถ้าแก่ร้านของแห้งมองสภาพขอทานสามคนอย่างยินดีต้อนรับทันที ใส่ชุดอะไรก็ไม่ผิด ขอแค่มีเงินซื้อของ
“ขนใส่เกวียนข้างร้านได้เลยนะเ้าค่ะ” เธอจ่ายเงินแล้วเดินไปร้านเนื้อข้างๆ พร้อมร่ายสารพัดชิ้นส่วนหมู เนื้อ หนัง สามชั้น สันคอ ไส้หมู ซี่โคร่ง สั่งไปน้ำลายก็จะไหลตาม กี่วันแล้วนะที่เธอไม่ได้กินเนื้อเลย ส่วนท่านแม่และน้องสาวเธอมองตามอย่างอึ้งๆ
“เอาอย่างละจินนะเถ้าแก่ และก็ไก่หนึ่งตัว กับไข่ไก่ยี่สิบฟองเ้าค่ะ ข้าสั่งไว้ก่อนแล้วจะกลับมาเอา มัดจำ 500อีแปะ ปะเดี๋ยวข้าจะกลับมาจ่ายส่วนที่เหลือ”
พวกเนื้อหมูหนึ่งจิน ราคาประมาณ 100อีแปะ ชาวบ้านขายข้าวกระสอบหนึ่งห้าสิบจินได้เงิน 1000อีแปะ จึงไม่แปลกที่ไม่ค่อยมีบ้านไหนซื้อเนื้อมาทำกิน ส่วนใหญ่มักเป็เมนูจากผักในป่า หรือซื้อมาทำกินในวันตรุษจีนเท่านั้น
จากนั้นเธอไปร้านอื่นๆ ซื้อหม้อ ไห กะละมัง กระทะ ตะหลิว ถ้วย ชาม จาน ช้อน ของใช้อื่นๆที่จำเป็
“พี่สาวคนสวยร้านท่านมีเสื้อผ้าสำเร็จรูปหรือไม่” เธอถามพนักงานที่หน้าร้านขายผ้า
“มี เ้าจะซื้อใส่เอง หรือมารดาของเ้าใส่” นางมองเธอและท่านแม่
“ซื้อให้ทุกคน ข้าอยากได้ที่เป็ผ้าฝ้ายสีอ่อนๆขนาดแบบพวกข้าสามคน แล้วเสื้อผ้าชายขนาดประมาณน้าชายท่านนั้น” เธอชี้ไปที่ผู้ชายคนหนึ่งยืนซื้อซาลาเปาร้านตรงข้าม “ชุดผู้ชายข้าของสีเข้มๆนะเ้าคะ คละๆมา 5ชุด พวกข้าก็คนละ 5ชุด แล้วก็ผ้าฝ้ายสองสีนี้อย่างละสองพับ และผ้าไหมนี้อีกสี่พับ ข้าขอซื้ออุปกรณ์เย็บผ้าด้วยนะเ้าคะ” เธอจะเอาผ้าฝ้ายมาให้ท่านแม่ทำชุดเพิ่มอีก และเอาพวกผ้าไหมมาทำผ้าปูเตียง หมอน และผ้าห่ม
“ได้เลยน้องสาว” หลังจากเธอพูดความ้าเรียบร้อยพี่สาวหน้าร้านก็นับญาติกับเธอทันที เอาเถอะมีเงินนับเป็น้อง มีทองนับเป็พี่ เื่ธรรมดาของชีวิต
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
“พวกข้าของผลัดผ้าในห้องลองชุดได้หรือไม่พี่สาวหาน” ความสัมพันธ์เติบโตอย่างรวดเร็วจนเธอทราบว่านางชื่อหานซิ่วเป็เด็กในร้านขายผ้าแห่งนี้
“ได้เลยน้องสาวซูมี่ เชิญพวกเ้าตามสบายเถิด” บริการทุกระดับประทับใจ
เมื่อเธอจ่ายเงินค่าเสื้อผ้าเรียบร้อยแล้วจึงไปเปลี่ยนชุดใหม่ที่ซื้อมาด้วยกันทันที
“พอน้องสาวเปลี่ยนชุดแล้วดูสวยขึ้นเลยนะ” การเยินยอลูกค้าเป็สิ่งที่สร้างความประทับใจให้เสมอ รวมถึงเธอด้วย
“ขอบคุณเ้าค่ะ”
แม้พวกเธอจะมีสภาพเหมือนขอทาน แต่พวกเราก็หมั่นทำความสะอาดเนื้อตัวเสมอ ยิ่งกับเธอแล้วที่ชินกับการอาบน้ำทุกวันเช้าเย็นมาก่อน ที่นี่อาจจะทำเช่นนี้ไม่ง่าย เพราะน้ำนั่นเธอต้องแบกมา หากใช้สิ้นเปลืองก็จะโดนท่านย่าใหญ่ด่า แต่เธอก็พยายามอาบให้ได้อย่างน้อยวันละครั้ง และกับคนในครอบครัวเธอด้วยถึงพวกเขาจะอาบน้ำนานๆที่ แต่ก็มีเช็ดตัวทุกวัน ทำให้เมื่อเปลี่ยนจากชุดที่ปะชุนจนแทบจะจำตะเข็บเดิมไม่ได้แล้ว พวกเธอจึงดูดีขึ้นมาก ท่านแม่ของเธอขาวและสวยมาก เพียงแต่ซูบผอมไปหน่อย จากนี้เธอจะบำรุงท่านให้มาก
“ท่านพี่ข้าเป็อย่างไรบ้างเ้าคะ” ถังซูเม่ยถามแบบกระตือรือร้น นางคือคนที่มีความสุขอย่างมากในตอนเลือกชุด ตอนนี้น้องสาวเธออยู่ในชุดชมพูน่ารัก มัดจุกสองข้าง
“เ้าน่ารักมากเม่ยเอ๋อร์ ท่านแม่ก็งามมากเ้าค่ะ” ท่านแม่อยู่ในชุดสีขาวนวลๆ มีดิ้นสีแดง ทำให้ดูเหมือนฮูหยินขุนนางเลยแหะ เพียงแต่ผอมเกินไปจริงๆ
“เราจะไปซื้อของที่ท่าเรือกันสักหน่อย จากนั้นกลับมาเอาเนื้อแล้วค่อยไปรับท่านพ่อกลับเรือนกัน” เธอบอกแผนวันนี้
[1]ยามเฉิน (辰:chén) คือ 07.00 – 08.59 น.
[2]ยามเว่ย (未:wèi) คือ 13.00 – 14.59 น.