เมื่อแน่ใจแล้วว่าผิงเก่อไม่ได้รู้เื่ราวของเซียวซ่านและไม่รู้ว่า การยักยอกเงินภาษีในครั้งนี้สกุลผิงจะเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องด้วยแล้ว เซียวซ่งจึงได้เล่าเื่ราวที่ผ่านมาตลอด 3 เดือนที่ผ่านมาให้นายท่านผู้เฒ่าผิงเก่อฟังอย่างละเอียด
“ท่านปู่ใหญ่ ข้าไม่คิดปิดบังท่าน ข้าได้ว่าจ้างคนของสำนักเซินเหวินให้สืบความมาโดยละเอียด จากนั้นก็เร่งหาพยานหลักฐานมาไว้ในมือได้ทั้งหมดแล้ว แต่สกุลเซียวมิมีผู้ใดคิดทรยศต่อสกุลผิงของท่านจึงยังไม่ได้ส่งหลักฐานเหล่านี้ออกไป” เซียวซ่งกล่าวโดยมีคำเท็จปะปนอยู่เล็กน้อย ที่พวกเขายังไม่เปิดโปงไม่ใช่เพราะห่วงสกุลผิงอย่างสุดใจ แต่เป็เพราะหากว่าสกุลผิงจัดการแก้ปัญหาให้เซียวซ่านพ้นผิดได้ พวกเขาจึงจะยินยอมพร้อมใจ
“ไม่คิดเลยว่าซีหวงจะใช้มือเดียวปิดฟ้า แอบซ่อนความ กระทำความชั่วลับหลังข้าเช่นนี้ น้องชายเซียวอวี๋ข้าผิดต่อเ้าแล้ว” ชายชรามีสีหน้าหม่นหมอง
ต่อให้เขาเป็สกุลพ่อค้าที่มีเล่ห์เหลี่ยมเขี้ยวลากดินเพียงใด แต่เขาก็ยังรู้จักสำนึกบุญคุณคน เซียวอวี๋มีบุญคุณช่วยชีวิต บุตรชายเซียวหยุนและหลานชายทั้งสองก็เป็ผู้มีคุณธรรมน้ำมิตร เขาไม่เคยคิดจะเอาผลประโยชน์จากคนสกุลเซียวเลยแม้แต่น้อย กระทั่งเื่ของหลานสาวผิงจินเยว่ที่เขาหมายจะฝากฝังนางไว้กับเซียวซ่ง ก็ยังคิดจะสนับสนุนหลานชายผู้นี้ให้มากหน่อยเป็การตอบแทน กลับกลายเป็ผิงซีหวงที่ไร้ยางอาย มีจิตคิดอิจฉาริษยาจนกระทั่งสามารถคิดร้ายกับสกุลเซียวข้ามหน้าเขาไปได้ลงคอ
“เื่ของเซียวซ่านข้าจะกลับไปสืบความให้ละเอียดเอง หากเห็นว่าเขาได้รับความไม่เป็ธรรมหรือต้องลำบากกายใจในเื่ใด ข้าผู้ชรารับปากเ้าว่าข้าจะช่วยเหลือหลานชายเซียวซ่านจนสุดความสามารถ”
สามคนพ่อแม่ลูกสกุลเซียวถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก พวกเขายังไม่แน่ใจว่าหลักฐานที่มีอยู่นี้จะถูกอำนาจเงินลบเลือนกลบเกลื่อนไปได้หรือไม่ ยามนี้ผิงเก่อรับปากด้วยตนเองแล้วโอกาสที่เซียวซ่านจะรอดปลอดภัยย่อมมีแล้วถึงเก้าส่วน
“ขอบคุณท่านลุง/ท่านปู่ใหญ่”
“อาหยุน อาซ่ง แต่ข้าก็มีเื่จะขอร้องเ้าอยู่่เช่นกัน แม้ว่าสกุลผิงไม่สมควรจะร้องขออันใดจากพวกเ้าแล้ว แต่หลานสาวของข้า..”
เซียวซ่งคิดคำนวนเอาไว้แล้ว ชื่อเสียงของผิงจินเยว่ในครั้งนี้เกี่ยวพันกับเขาโดยตรง หากตัวเขาปฏิเสธหญิงสาวก็จะกลายเป็สตรีที่มีมลทิน คงไม่อาจมีผู้ใดรับนางเป็ภรรยาอย่างออกหน้าออกตา ผิงเก่อย่อมคิดเช่นนี้เช่นกัน จิ้งจอกเฒ่าแม้จะคิดดีกับสกุลเซียว แต่อย่างไรเขาก็ยังเป็จิ้งจอกเฒ่า ที่กล่าวถึงผิงจินเยว่ขึ้นมาในเวลานี้ย่อมหมายถึง ้าให้สกุลเซียวรับผิงจินเยว่เอาไว้เพื่อแลกกับการออกหน้าช่วยเหลือเซียวซ่าน
“เป็ข้าที่ไม่รู้จักระวังตนเองขอรับท่านปูใหญ่ ข้าทำไปด้วยเจตนาบริสุทธิ์ไม่ได้คิดล่วงเกินคุณหนู แต่ไม่ได้คิดว่าการกระทำอย่างเปิดเผยจะนำมาซึ่งความเข้าใจผิดและทำให้คุณหนูผิงเสื่อมเสียเกียรติ ข้าเต็มใจจะตกแต่งนางมาเป็ภรรยา แต่เวลานี้ท่านปู่ใหญ่ก็ทราบดีว่าสกุลเซียวกำลังวุ่นวายนัก ข้ายังต้องเข้าออกเมืองหลวงอยู่ตลอดเวลา จะเร็วไปหรือไม่หากจะให้หลานกับคุณหนูผิงแต่งงานกันภายใน 10 วัน” เซียวซ่งกล่าวพร้อมกับส่งสายตาไปยังผู้ชราอย่างมีความหมาย
ผิงเก่อหรี่ตามองหลานชายสกุลเซียวผู้นี้ด้วยสายตาที่ชื่นชมแต่แฝงไว้ด้วยโทสะอยู่สามส่วน ที่เซียวซ่านรีบรับเอาผิงจินเยว่เข้ามาเป็ภรรยาโดยเร็ววัน นั่นเป็เพราะเขาไม่ได้วางใจคนสกุลผิงอย่างสุดใจจึงคิดจะเอาเื่ของผิงจินเยว่มาเป็เครื่องต่อรอง อีกทั้งเป็การบีบให้ตัวเขาเร่งจัดการแก้ปัญหาในกรมคลังให้สำเร็จภายใน 10 วันอีกด้วย เขาคิดไม่ผิดสองพี่น้องสกุลเซียวดูเบาไม่ได้เลยสักคน
แต่ความที่แฝงอยู่ในคำกล่าวนี้ก็เป็การหยามเกียรติสกุลผิงไปในตัว ส่งตัวเ้าสาวภายใน 10 วันโดยไม่มีพิธีหมั้นกันก่อนล่วงหน้า แม้แต่จะแลกเปลี่ยนวันเดือนปีเกิดกันก็ยังเอาไปเทียบหาฤกษ์ไม่ทันด้วยกระมัง การกระทำเช่นนี้ยิ่งเป็การยืนยันว่าหลานสาวของตนเป็สตรีไร้ยางอาย ลักลอบมีความสัมพันธ์กับเซียวซ่งก่อนแต่งงานจริง จนอีกฝ่ายต้องรีบรับเข้าสกุลมาโดยเร็ว นี่มิใช่ว่าพวกเขาก็ตบหน้าคนสกุลผิงไปแล้วฉาดใหญ่หรอกหรือ
“ไม่ได้ อาซ่งไม่เคยมีความสัมพันธ์กับนางพวกท่านทุกคนก็รู้ดี เหตุใดต้องรับผิดชอบนางด้วยเล่า” ฉิงยี่ะเิอารมณ์ขึ้นมาอย่างเหลืออด นางไม่ได้ซาบซึ้งกับบุญคุณและคำมั่นสัญญาระหว่างผู้าุโทั้งสองตระกูล แต่นางเต็มใจที่จะเคารพท่านผู้เฒ่าสกุลผิงตามอย่างสามี แต่บัดนี้เขาจะมายัดเยียดคนให้บุตรชาย ซึ่งไม่ต่างอันใดกับรับหมาป่าเข้าเรือน นางรับน้ำใจครั้งนี้ไว้ไม่ไหว
“ฮูหยินเ้าเชื่อใจอาซ่งเถิด อีกอย่างต่อไปรับนางเข้ามาเป็สะใภ้เ้าก็นับว่าเป็มารดาคนหนึ่ง ค่อยๆ อบรมสั่งสอนกันไป นางยังเป็เพียงเด็กสาวที่ไม่รู้ความ” เซียวหยุนพอจะทำความเข้าใจกับเหตุผลของบุตรชายได้จึงได้เอ่ยปากปลอบโยนภรรยา และแท้จริงแล้วเขาก็เอ็นดูผิงจินเยว่มาั้แ่เล็ก ที่นางนิสัยเสียเช่นนี้ก็ได้แต่ตำหนิผู้ใหญ่ที่ไม่อบรมสั่งสอนนางให้ดีเท่านั้น
ผิงเก่อที่ยืนฟังคนสกุลเซียวทั้งสามโต้ตอบกันไปมา กล่าวถึงหลานสาวตนในแง่มุมที่ไม่น่าฟังเท่าไรนัก ก็ได้แต่หอบหายใจถี่ จะโกรธก็โกรธไม่ได้เพราะที่พวกเขากล่าวมาทุกคำล้วนเป็ความจริงทั้งหมด คิดดูแล้วเขาก็ไม่มีทางเลือกอื่นเช่นกันจึงตัดสินใจได้ในทันที
“ตกลง อาหยุน อาซ่ง หลังจากนี้เ้าก็ส่งสินสอดไปสกุลผิงได้เลย จะไม่มีผู้ใดคัดค้านการแต่งงานในครั้งนี้อย่างแน่นอน”
“ท่านปู่ใหญ่ ยังมีอีกขอรับ” เซียวซ่งกล่าวด้วยสีหน้าจนด้วยเกล้า โค้งตัวลงคำนับผู้เฒ่าชราครั้งหนึ่ง
“ในระหว่างที่สืบความและหาพยานหลักฐาน ข้าได้ใช้จ่ายเงินในสกุลเซียวจนหมดสิ้น สมบัติที่พอจะมีราคาก็ถูกนำไปขายเอามาใช้จ่ายไปหมดแล้ว หากจะให้สกุลเซียวมอบสินสอดที่คู่ควรกับคุณหนูผิงพวกเราคงต้องเลือกขายจวนหรือขายกิจการร้านเครื่องเขียนทิ้งไปทางหนึ่งขอรับ”
ผิงเก่อต้องสูดลมหายใจเข้าเฮือกใหญ่ไปอีกครั้ง เขาไม่มั่นใจว่านี่เป็ความจริงหรือเซียวซ่งจงใจจะดูิ่ผิงจินเยว่ การมอบสินสอดให้นางเพียงเล็กน้อยย่อมหมายความว่านางไม่มีคุณค่ามากพอ แต่ที่เซียวซ่งใช้จ่ายเงินจำนวนมากไปนั้นก็เป็ไปได้ เขารู้ดีว่าการจ่ายเงินให้สำนักเซินเหวินและกลุ่มพ่อค้าพวกนั้นไม่ต่างอันใดกับการโยนเงินตำลึงลงไปในหลุมไร้ก้นที่ไม่มีวันเต็ม ยิ่งคิดยิ่งโมโหหลานสาวตัวดีหากไม่วิ่งแร่เข้ามาหาความใส่ตัว อย่างไรสกุลเซียวก็ไม่พ้นต้องรับนางเป็สะใภ้อยู่แล้ว
“จะวุ่นวายไปทำไมเล่า สกุลผิงและสกุลเซียวไม่ต่างกับญาติสนิท หลานชายเห็นสมควรเช่นไรก็จัดการไปเถิด” ผิงเก่อโบกมือคราหนึ่งอย่างตัดใจ ก่อนที่จะเอ่ยปากขอตัวกลับจวนไปโดยรถม้าที่พ่อบ้านลี่สั่งให้คนย้อนมารับเขา
“อาซ่งเ้ารีบไปดูพี่ชายเ้าก่อนเป็ไร ทางแม่เ้าเดี๋ยวข้าเกลี้ยกล่อมนางเอง” เซียวหยุนรีบมากระซิบกระซาบกับบุตรชายคนเล็ก พลางมองไปยังภรรยาที่ร้องไห้คร่ำครวญไม่หยุด ปากก็พร่ำบ่นสกุลผิงไม่ยั้งเลยแม้แต่น้อย
“ข้าว่าเรารอดูอีกวันสองวันดีกว่าขอรับท่านพ่อ ว่าท่านปู่ใหญ่จะจัดการอย่างไรบ้าง อย่างไรเสียท่านผู้ตรวจสอบฉินก็ยังไม่ได้ประกาศความผิดออกมาแน่ชัด เอาหลักฐานไปให้ในเวลานี้ก็ยังดูไม่จำเป็เท่าใดนัก ข้าจะไปเยี่ยมหลานชายกับพี่สะใภ้สักหน่อยก่อนด้วย ข้ายังไม่ได้พบหน้าหลานชายเลยสักครั้ง" เซียวซ่งอมยิ้มน้อยๆ เมื่อนึกถึงบุตรชายของพี่ชายที่เขายังไม่เคยได้เห็นหน้า