เช้าวันรุ่งขึ้น ผมตื่นมาข้าง ๆ อเล็ก แล้วพวกเราก็ไปทำงานกันทันที แน่นอนว่า่เช้าก่อนที่พวกเราจะได้กินข้าวเที่ยง เป็่เวลาที่ทรมานมาก เพราะเราไม่ได้กินข้าวสามวันที่ผ่านมา ทั้งเหนื่อยและเจ็บ ร่างกายไม่มีอะไรไปซ่อมแซมจากงานหนัก ก็เลยเจ็บมาก ๆ เลย แต่เจ็บยังไงก็ต้องทำงานต่อ เพราะว่าเราจะถูกยิงตายได้ แต่ดีหน่อยที่ผมมีจอมเวทอย่างอเล็กอยู่ด้วย เขาใช้พลังเวทของเขาควบแน่นอากาศให้กลายเป็น้ำ และทำให้มันเย็น พวกเราก็เลยได้ดื่มน้ำกัน ถึงถือว่าเป็สิ่งที่ทำให้ยังมีชีวิตอยู่ ถ้าไม่มีน้ำ ป่านนี้ก็ตายไปแล้วแน่ ๆ
“จะเอายังไง ว่าจ้างทาสครั้งต่อไป?” เขากระซิบถามผมระหว่างที่พวกเขากำลังขุดถ่านหิน
ผมกระซิบกลับ “พักสองวัน ไม่งั้นพวกเราตายแน่ จากนั้นก็ติดต่อกับทาสของรูขุดเดิมที่เราติดต่อไปครั้งแรก ให้พวกเขาส่งการจ้างไปให้รูขุดที่อยู่ถัดไปอีก เราจะได้ทดสอบกันได้ซักทีว่าพวกเขาเชื่อได้จริง ๆ รึเปล่ากับดอกไม้ขาว เราส่งอาหารให้พวกเขา แล้วให้พวกเขาส่งอาหารพวกนั้นไปอีกรูขุด คนจากรูขุดนั้นลองเจรจาการติดสินบนกับผู้คุม ถ้าไม่ได้ก็เปลีี่ยนฝั่งเป็ฝั่งของพลเอก… ถ้าไม่ได้อีกก็… พักกินข้าว แล้วก็กลับมาอดจ้างคนอื่น ทำไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะได้” ที่ผมพูดไปคืออะไรที่ผมคิดออกหลังจากทั้งคืนที่ผ่านมา และผมก็คิดอยู่ตลอด คิดอะไรซับซ้อนบ้าง คิดอะไรง่าย ๆ บ้าง แต่สุดท้ายก็ได้แผนแบบนี้ออกมา
ทำไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะได้ ผมไม่น่าพูดแบบนั้นเลยล่ะ…
4 สัปดาห์ อดข้าว 16 วัน พักกิน 12 วัน รวมทั้งหมด 8 รูขุดที่เราติดต่อด้วย…
แน่นอนว่าตอนนี้สภาพของพวกผอมแห้งจนเห็นกระดูกได้อย่างชัดเจน ผมจนผู้คุมสงสัย พวกเขาเข้าใจผิดว่าพวกเราทำงานหนัก และให้ข้าวเราเพิ่ม ่สัปดาห์สุดท้ายก็เลยดูดีขึ้นมาหน่อย ย้ำ หน่อย ที่ว่านักสู้หยกเคารพพวกทาสเป็บุคลากรทำงานคนสำคัญเป็เื่จริงอยู่ ไม่งั้นพวกเขาคงปล่อยเราอดข้าวตายไปแล้ว แต่ไม่ว่าจะดีด้วยยังไง ทาสยังไงก็ยังคงเป็ทาส และวิถีทาสไม่ใช่การใช้ชีวิตของมนุษย์ ผมและอเล็กยังคงมีอุดมการณ์ชัดเจน แม้ว่ามือของพวกเราถลอกจนเห็นกระดูก หรือไม่ว่าร่างกายจะเหนื่อยล้ามากแค่ไหน ภารกิจยังคงดำเนินการต่อ
มีพี่น้องร่วมรบสองคนทำภารกิจโหดหินในเหมืองทาส อะไรจะน่ายินดีไปมากกว่านั้น คงไม่มีแล้ว ยกเว้นว่าผมจะได้เจอผู้หญิงคนหนึ่งอีกครั้ง… ผมไม่ได้เห็นเธอมานานมาก ๆ และอยากเห็นเธอมาก ๆ เลย อาญ่า… เป็ยังไงบ้างแล้วนะ หวังว่าจะยังไม่ตาย หวังว่านะ ผมอยากเห็นหน้าเธอมากจริง ๆ ก็แค่อยากรู้ว่าหนึ่งในความหวังของผมเป็ยังไงบ้างแล้ว
ตกเย็นวันนั้น ผมกับอเล็กเช็ดเหงื่อ โดนที่ขุดทิ้งแล้วทรุดลงกับพื้นแทบจะทันทีที่ผู้คุมประกาศให้หยุดพักได้… พวกเรานั่งกันเงียบ ๆ หายเหนื่อยอยู่ตรงนั้นกันพักใหญ่ ไม่พูดไม่จากันเลย เพราะว่าผู้คุมยังอยู่ที่นี่ ผมต้องทำเป็ไม่สนิทสนมกับอเล็ก เขาจะได้ไม่แยกเราออกจากกันก่อนที่จะได้วางแผนแหกเหมืองทาสแห่งนี้ พอตอนตกดึกประมาณสองทุ่ม เวลานี้จะมีการผลัดเปลี่ยนเวรประจำทุกหกชั่วโมง… ผมรู้เวลาได้ยังไงน่ะรึ? ก็ถามผู้คุมสิ เขาไม่ได้ห้ามเราถามสิ่งนั้น และเวลาพลัดเปลีี่ยนเวรจะใช้เวลาประมาณสามสิบนาทีก่อนที่อีกคนจะเข้าแทน เวลานี้แหละที่พวกเราใช้ปฏิบัติการทุกอย่างในเวลาที่ผ่านมา และผมคิดว่าอาจจะเป็เวลาที่เราย่องเบาไปถึงวิทยุ
ไม่นานนักเมื่อผู้คุมของพวกเราออกไป ก่อนหินก่อนหนึ่งก็ถูกโยนมาที่ตำแหน่งของพวกเรา พวกเรารู้ทันทีว่ามันคืออะไร และพากันตื่นเต้น ผมรีบลุกไปหยิบมันมาดูถ้าจะมีข้อความอะไรเขียนอยู่กันบนหินก้อนนี้
“อเล็ก… อเล็ก… อเล็ก!!”
“ห้ะ!? อย่าบอกนะ!” แทบจะคุมความรู้สึกดีใจไม่อยู่ อเล็กรีบลุกขึ้นมาดูหินที่ผมกำลังอ่านอยู่
มันเขียนว่า “เขายอมรับข้อตกลง เป็ผู้คุมหนุ่ม ๆ ที่ดูโลภ ๆ อ้วนท้วม น่าจะไว้ใจได้ ข้อมูลจะมาเร็วที่สุดเท่าที่เขาทำได้” การที่ได้เห็นว่ามันเขียนแบบนั้น ผมกับอเล็กถึงกับะโโลดเต้นดีใจ
“ยังไงต่อ ๆๆๆๆๆ ” เขาถามผมอย่างกระตือลือล้น
“ระหว่างนี้ก็… ฟื้นฟูกำลัง แล้วก็วางแผนว่าจะเข้าถึงวิทยุที่ว่ายังไง ฉันคิดออกอยู่ไม่กี่ทางหรอก…”
“อะไรนะ นายคิดออกแล้วเหรอ?”
“ไม่หรอก ไอเดียโง่ ๆ น่ะ ฉันลองคิดว่า งานนี้ต้องใช้คนสามคน คนที่สามนี่ไม่รู้ว่าจะเป็ใครเลย… ฉันจะลองเจรจากับผู้คุมว่าให้ฉันทำงานเลยเวลาตอนเย็น แล้วฉันก็จะพักผ่อนตอนเช้า พอถึงตอนเย็น ในระหว่างที่ผู้คุมเปลี่ยนเวร ฉันจะแอบย่องออกไปแล้วให้คนที่สามทำงานและนายเป็คนขนถ่านที่ขุดได้ออกมา เพื่อทำให้เนียนว่าฉันกำลังขุดอยู่จริง ๆ แต่ที่จริงฉันย่องไปหาที่ห้องวิทยุ อาจจะต้องน็อคผู้คุมกับเ้าหน้าที่ซักสองสามคนถึงจะเข้าถึงวิทยุได้ จากนั้นให้ฉันสวมรอยเป็นาย วิทยุเรียกยาซอพ อ้างชื่อนายและให้ข้อมูลกับพวกเขา แล้วก็ขอการสนับสนุนอย่างที่พวกเราตกลงกัน”
“ถ้าจะสวมรอยเป็ฉันทำไมถึงไม่ให้ฉันไปแต่แรก?” เขาทำหน้างง ๆ ที่ผมบอกเขาไปแบบนั้น เพราะถ้าเขาไปเองั้แ่แรก เราก็จะได้ไม่ต้องยุ่งยากในการให้ผมสวมรอยเป็เขา แต่ผมมีเหตุผลของตัวเองอยู่ เหตุผลที่ผมรู้คนเดียวก็พอ
“ฉันไม่มั่นใจว่านายจะน็อคคนสามสี่คนให้หลับได้แบบเงียบ ๆ” นั่นคือคำตอบทีี่ผมบอกกับเขา ผมไม่ได้โกหก แต่เพียงไม่ได้บอกเขาไปทั้งหมดเท่านั้น
“โอเคร… ยุติธรรมดีนะ คร้าบโผมมม นายคนเก่ง ตามนั้นก็แล้วกัน” เขาพูดน้ำเสียงประชดเล็กน้อย
“อุตส่าห์ลดความเสี่ยงให้นายนะ”
“ฉันก็ไม่ได้ว่าอะไร สหายรัก”
ผมที่มาจากอาณาจักรเทนญ่า รู้ดีว่าความตายอยู่ทุกที่ในสนามรบ รู้ดีถึงขนาดว่าแม้แต่ตนเองจะกลัวมากแค่ไหนก็ต้องยอมรับว่าตนเองตายได้ตลอดเวลา เพราะพวกเขาส่งพวกเราไปตายตลอดเวลา ลุงกับพ่อของผมตายจากการรบ ปู่และทวดของผมเองก็เช่นกัน พวกเขาล้วนถูกส่งไปต่อสู้และตายก่อนที่จะเกิดาโลกครั้งที่สามเสียอีก ผมยอมรับแบบนั้นมาทั้งหมดหกปีแล้วว่าผมอาจจะต้องเป็ไปตามพวกเขา ตอนนี้เองก็เช่นกัน…
เพื่อที่ผมจะกอบกู้ความหวังที่ผมเชื่อและยึดมั่นไว้ ผมรู้จักวิธีแสดงความรักที่หวานชื่นและสวยงามมากที่สุดเท่าที่ผมเคยได้ยิน และผมจะทำตามมัน ที่ว่า “ไม่มีความรักใดจะยิ่งใหญ่ไปกว่าการสละชีวิตเพื่อมิตรสหายของตนเอง” ถ้าผมทำแบบนั้นได้จริง ๆ สิ่งที่ผมกำลังไล่ตามอยู่ก็ไม่เกินเอื้อม พระเ้าที่ชื่อว่า “ความหวังและแสงสว่าง” ของผม
“อะไรนะ” เมื่อกี้ผมพูดออกไปเหรอ
“ไม่มีอะไร ได้ยินเหรอ?” ผมมั่นใจนะว่าผมแค่คิดเฉย ๆ
“เปล่าเลย…” ผมคงจะพูดออกไป ดูจากสีหน้าของเขาที่่ยิ้มแย้มแบบนั้น