บทที่3 แม่มดแห่งป่า
บ้านสองชั้นซึ่งสร้างจากไม้นี้แม้จะอยู่กลางป่าไร้ผู้มาเยี่ยมเยียนแต่ก็หาได้มีสภาพง่อนแง่นทรุดโทรม ตัวบ้านนั้นดูมั่นคงแข็งแรงราวกับสร้างด้วยมือช่างผู้ชำนาญ
มุมหนึ่งของชั้นล่างเป็ห้องครัวและบนโต๊ะก็ถูกวางไว้ด้วยชามซุปร้อนๆ
เธอตื้นตันก่อนจะตักเข้าปากหนึ่งคำ
อาหารร้อนๆที่ห่างหายไปพักใหญ่นั้นทำให้หญิงสาวถึงกับน้ำตาซึม
“มีความสุขจังเลย”
“เลือกเอาสักอย่างสิว่าจะกินหรือจะร้องไห้เอาเนื้อด้วยไหม”
“ด้วยความยินดีเลยค่ะ!!”
รูริกัดฟันลงไปบนเนื้อแล้วน้ำเนื้อก็ชุ่มฉ่ำนองลงมาบนลิ้น
เธอเพลิดเพลินกับอาหารในใจก็ยินดีว่าโชคดีเหลือเกินที่ได้เจอคนดี
การพบกันครั้งแรกออกจะะเืขวัญไปนิดแต่ดูเหมือนว่าที่โชกเืมานั้นไม่ได้เพราะไปก่ออาชญากรรมอะไรเ้าตัวเพิ่งเชือดคอสัตว์เตรียมทำอาหารอยู่ พอรู้ว่ามีคนมาก็เลยออกมาดูแต่ทักไปคำเดียวก็เจอเธอเป็ลมใส่ไปต่อหน้าต่อตาด้วยความใ
ก็มันชวนให้เข้าใจผิดจะตาย...
แต่หญิงชราก็คอยพยาบาลจนเธอตื่นแถมยังเตรียมอาหารร้อนๆ มาให้กินอีก ขอบคุณอีกเท่าไหร่ก็คงไม่พอเลยทีเดียว
ตอนแรกเจอรูริใเกินไปจนเป็ลมไปเสียก่อน จึงไม่ทันดูหน้าให้ชัดๆ มาตอนนี้ถึงเห็นว่าอีกฝ่ายเป็หญิงชราธรรมดาๆนี่เอง
อาจจะดูปากร้ายนิดๆแต่คนที่เมตตาจัดหาอาหารให้คนแปลกหน้าแบบนี้จะเป็คนเลวไปได้อย่างไร
นิทานเื่แม่มดที่แกล้งใจดีแล้วจับคนกินทีหลังผ่านแวบไปในสมองแต่ตอนนี้ อาหารตรงหน้าย่อมสำคัญกว่า!
หากก็อดไม่ได้ที่จะแอบชำเลืองมองว่าเตาผิงอยู่ที่ไหน
“แต่เ้าก็โชคร้ายจริงๆนะ ข้าไม่ได้ชอบนาดาเชียมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว นี่ยิ่งจะชอบน้อยลงไปอีกไม่รู้หรอกนะว่าคำทำนายนั่นมันดีเด่ยังไง แต่ไปลักพาตัวมาจากอีกโลกนี่ก็เกินไป”
รูริชะงักมือที่กำลังหยิบอาหารอยู่แล้วหันไปมองหญิงชราอย่างใ
“คุณรู้ได้ยังไงฉันยังไม่ทันได้เล่าอะไรเลย”
เธอไม่ได้บอกแม้แต่ว่าตัวเองมาจากที่ไหนแต่อีกฝ่ายกลับพูดเหมือนรู้ทุกอย่างดีอยู่แล้ว
หญิงชรายิ้มอย่างมีเลศนัยก่อนจะเบนสายตาไปยังเพดาน
รูริเลื่อนสายตาตามไปยังเพดานและมองเลยไปรอบๆห้อง หากก็ไม่พบอะไรจึงได้แต่ฉงนใจ
“เด็กพวกนี้เป็คนบอกฉันไงละ”
อย่าว่าแต่เด็กพวกนี้ที่ว่าเลยกวาดตามองแค่ไหน ภายในห้องก็มีแค่รูริกับหญิงชราลำพังสองคนเท่านั้น
นั่นทำให้เธอยิ่งงงขึ้นไปอีก
“ทำหน้าแบบนี้แปลว่ามองไม่เห็นเลยสินะ....จริงสิ ก่อนจะมาถึงที่นี่ เ้าได้ยินเสียงอะไรบ้างไหม”
“เสียง...อ๊ะมีได้ยินเสียงกระดิ่งค่ะ พอตามเสียงไปแล้ว ก็จะเจอน้ำเจออาหารด้วย”
เสียงเดียวกันกับที่ได้ยินในป่าพลันดังขึ้นมาราวกับพยายามประกาศตัวตนว่าเราอยู่ที่นี่
“นั่นคือเสียงของภูตไงละพวกเขาอยู่ในห้องนี้เต็มไปหมดเลย”
เธอลองหันไปรอบๆอีกที แต่ก็มองไม่เห็นอะไรอยู่ดี
“เท่าที่ดูข้าว่าเ้าน่าจะมีพลังเวทไม่น้อยเลยทีเดียวแต่ที่มองไม่เห็นคงเพราะยังไม่รู้วิธีใช้พลังให้ถูกต้องสินะต่อให้มีเครื่องมือดีเลิศยังไง ถ้าไม่รู้วิธีใช้ก็ใช้ไม่ได้แหละ”
เธอสามารถมองเห็นได้แต่ยังมองไม่เห็น คงเหมือนกับโทรทัศน์ที่ยังไม่ได้เปิดสินะ
เท่ากับว่าถ้ากดปุ่มเปิดเสีย เธอก็จะมองเห็นได้นั่นเอง
คิดดังนั้นแล้วรูริตั้งสมาธิรวบรวมพลังไปที่ดวงตาเหมือนกับตอนวาดภาพไฟในใจก่อนจะรู้สึกเหมือนสายตาที่เคยหรี่ปรือนั้นสามารถเบิกกว้างได้ในที่สุด
วินาทีถัดมาเธอก็มองเห็นอย่างชัดเจนว่าภายในห้องมีคนตัวจิ๋วขนาดนั่งบนฝ่ามือได้พอดีพวกเขามีใบหน้าอ่อนเยาว์และมีปีกอยู่กลางหลัง จำนวนนั้นไม่ใช่น้อยๆบ้างก็ลอยตัวอยู่ใกล้เพดาน บ้างก็นั่งอยู่บนโต๊ะ มีทั้งชายและหญิงซึ่งแต่ละคนก็แต่งตัวต่างกันออกไป
“หวา!”
เธอใเสียจนหงายหลังตกเก้าอี้ไป
แล้วบรรดาภูตก็พากันเข้ามาล้อมเธอไว้ด้วยท่าทีเป็ห่วงเป็ใย
‘เป็อะไรหรือเปล่า’
‘เจ็บหรือเปล่า’
“ไม่เป็ไรหรอก...อ้าว?ฉันฟังเขาพูดรู้เื่ด้วย”
“อ้อมองเห็นแล้วสินะ ถ้าไม่เพราะเ้าเป็คนสอนง่าย ก็คงเพราะมีคลื่นพลังเวทที่ภูตชอบที่เ้าฟังพวกเขาพูดเข้าใจ ก็เพราะเ้ามองเห็นแล้วว่าภูตมีตัวตน”
“คลื่น?”
“ก่อนอื่นช่วยเล่าเื่เด็กที่ชื่ออาซาฮิให้ข้าฟังหน่อยสิเด็กพวกนี้อธิบายด้วยความรู้สึกตัวเองเกินไป ข้าฟังไม่รู้เื่”
ถึงจะบอกให้เล่าแต่เธอก็อดเกร็งไม่ได้ถ้าจะต้องเล่ารายละเอียดทั้งหมดให้คนเพิ่งรู้จักได้ฟัง
ทั้งที่ยังไม่รู้ชัดว่าอีกฝ่ายเป็มิตรจริงหรือไม่
ถ้าเล่าแล้วหญิงชราเกิดคิดว่าไม่ใช่ธุระแล้วไล่เธอออกไปนั้นยังไม่เท่าไหร่แต่ถ้าจะส่งตัวเธอกลับไปนาดาเชีย คราวนี้คงได้มีอันตรายถึงชีวิตแน่ๆ
“เอ้อคือฉันว่า อยู่ๆ ให้เล่าเื่ส่วนตัวกับคนแปลกหน้าที่เพิ่งเจอกันครั้งแรกมันก็ยังไงอยู่นะคะ...”
พูดไม่ทันจบชิ้นเนื้อที่เพิ่งกินไปได้คำเดียวก็ถูกแย่งไปจากมือ
“โฮ่งั้นอาหารฝีมือคนแปลกหน้าที่เพิ่งเจอกันครั้งแรกนี่ก็ไม่ควรกินสินะ”
“หวากินค่ะกิน! จะเล่าทุกอย่างเลย!!”
เล่นตัดเสบียงกันใครจะไปทนไหว
การมีของกินกลิ่นหอมน่าอร่อยอยู่ตรงหน้าแล้วกินมันไม่ได้คือสิ่งที่รูริในตอนนี้ไม่มีทางทนได้เลย
เธอกินเนื้อที่แย่งกลับมาพลางเล่าเื่ั้แ่ถูกอัญเชิญมายิ่งเล่าก็ยิ่งอารมณ์ร้อนกลายเป็ว่าเล่าเสียละเอียดผิดจากที่อ้อมแอ้มไว้ในตอนแรกไปเลย
โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับอาซาฮินั้นออกปากบ่นปนน้ำตาเต็มที่ด้วยความคับแค้นใจที่สั่งสมมาั้แ่เด็ก
ดูแล้วก็คงแทบไม่ต่างอะไรกับลุงพนักงานกินเงินเดือนที่เมาเหล้าแล้วร้องไห้โวยวายเื่ที่ทำงานกับครอบครัวนั่นเอง
กว่าจะเล่าจบหน้าตาของรูริก็เละเทะไปถึงไหนๆ
แต่ในใจนั้นปลอดโปร่งอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน
ที่ผ่านมารอบตัวเธอมีแต่สาวกของอาซาฮิ พ่อแม่เธอไม่ได้รวมอยู่ในนั้นด้วยก็จริงหากทั้งสองก็อยู่ต่างประเทศเกือบตลอดปี จึงไม่มีเวลามาฟังลูกสาวบ่นเท่าไหร่
ฝ่ายคนต้องมาฟังก็เหนื่อยใจไม่แพ้กัน
“เ้าก็ลำบากมาไม่น้อยเลยนะ”
“เข้าใจใช่ไหมคะ!?คนอื่นเขาเข้าข้างอาซาฮิกันหมดแล้วมาเขม่นฉันเป็ศัตรูอีก พยายามจะอยู่ห่างๆก็โดนเกาะแจเป็กาวดักนกเลย! ขืนเป็แบบนี้มีหวังต่อให้ฉันแต่งงานแล้วก็ตามมาไม่เลิกแน่ๆ ฉันกลัวจะแย่อยู่แล้วค่ะ!!”
รูริยังพูดไม่หนำใจแต่ฝ่ายหญิงชราท่าทางจะอิ่มจนไม่อยากเติมแล้ว
“เออๆข้าเข้าใจแล้ว พอได้แล้วแต่ข้าก็พอจะเข้าใจความรู้สึกของเด็กที่ชื่ออาซาฮิอยู่หรอกนะ”
“เข้าใจอะไรเหรอคะ”
“เพราะคลื่นจากตัวเ้ามันชวนให้สบายใจยังไงละ”
“เห็นเมื่อกี้ก็พูดคำนี้ไปทีนึงคลื่นนี่คืออะไรหรือคะ”
“อ้อ คลื่นที่ว่านี่เป็สิ่งที่มีอยู่ในทุกคนที่มีพลังเวทเรียกง่ายๆ ก็คือคุณลักษณ์ของพลังเวทสินะ สำหรับโลกนี้แล้วคลื่นอันนี้สำคัญยิ่งกว่าปริมาณของพลังเวทเสียอีก สิ่งที่เรียกว่าเวทมนตร์น่ะโดยธรรมดาทั่วไปคือการเอาพลังเวทเป็สิ่งแลกเปลี่ยนเพื่อขอยืมอำนาจของภูตมาใช้ ภูตธาตุไหนจะมาให้ยืมพลังก็ขึ้นอยู่ที่ความเข้ากันของคลื่นนี่แหละภูตจะยินยอมให้ยืมอำนาจกับคนที่มีคลื่นเข้ากันได้กับคนที่มีคลื่นไม่เข้ากันก็จะไม่ยอมเข้าใกล้เลย แต่รอบตัวเ้ามีภูตหลากหลายธาตุมารวมกันอยู่เท่ากับว่าคลื่นของเ้าเป็คลื่นที่ดีซึ่งภูตทั้งหลายชมชอบนั่นแหละ”
“แปลว่าอาซาฮิก็คลื่นเข้ากับฉันเลยไม่ยอมห่างไปงั้นเหรอคะ”
“ไม่บ่อยหรอกนะที่ภูตในธาตุต่างๆพากันอยากช่วยเหลือขนาดนี้ เด็กที่ชื่ออาซาฮิก็คงจะรู้สึกสบายใจที่ได้อยู่กับเ้าด้วยเหมือนกัน”
เธอพอจะเข้าใจความยึดติดที่เฉียดๆจะเป็สตอล์กเกอร์นั้นแล้ว แต่พูดตามตรงว่ามันเดือดร้อนเธออยู่ดี
ถ้าเป็คุณสมบัติที่มีมาแต่เกิดก็คงจะเปลี่ยนกันไม่ได้ทำอย่างไรอาซาฮิก็ไม่มีทางแยกจากเธอไปอยู่ดี ถึงจะโดนเ็าใส่เช่นไรสิ่งที่ดึงใจอาซาฮิไว้นั้นไม่ใช่นิสัยใจคอของเธอแต่เป็พลังเวทที่รูริมีอยู่นี่เอง
เธอย่นหน้าอย่างชัดเจนเหมือนเป็การแทนหมื่นล้านคำพูดในใจ
“อ๊ะแต่ที่คลื่นเข้ากันได้นี่หมายความว่าอาซาฮิก็ต้องมีพลังเวทถึงรับรู้คลื่นได้สินะคะ?”
**ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่ readawrite
https://bit.ly/2Gbylei