จิ่งเสี่ยวเยวี่ยได้ยินหลิวชุนฮวาพูดแบบนั้นสีหน้าก็ดีขึ้นเล็กน้อย “หนูจะต้องสอบเข้ามหาวิทยาลัยให้ได้ ต้องแต่งงานกับคนที่เรียนมหาวิทยาลัยด้วย และต้องแต่งกับคนที่ดีกว่าฟางเสียนจือ!”
วันนั้นฟางเสียนจือปฏิเสธเธอต่อหน้าคนมากมาย เป็นเรื่องที่กระทบกระเทือนจิตใจเธออย่างมาก เพราะเธอคิดมาตลอดว่าขอแค่พูดความในใจออกไปตรงๆ ฟางเสียนจือก็จะแต่งงานกับเธอ
หลิวชุนฮวาเห็นด้วยกับความคิดของเธอ “เสี่ยวเยวี่ยลูกสาวแม่ดีขนาดนี้ ต้องได้แต่งกับผู้ชายที่ดีที่สุดในโลก”
จิ่งเสี่ยวเยวี่ยไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่มองไปยังทิศทางที่รถยนต์หายลับไป ถ้าเธอไม่ได้แต่งงานกับฟางเสียนจือ จิ่งเยี่ยนกุยก็อย่าหวังจะได้แต่งงานเหมือนกัน!
จิ่งเยี่ยนกุยนำเนื้อกระต่ายป่าและเนื้อไก่ป่าที่ห่อมาวางไว้บนโต๊ะ “คุณปู่คุณย่า หนูห่อของอร่อยมาให้ค่ะ”
หยางหว่านซิ่วมองเนื้อในชามด้วยความรู้สึกปวดใจ “แกนี่หนา กว่าจะหาเงินมาได้ก็ลำบากแล้ว ทำไมถึงใช้จ่ายแบบนี้!”
“การกตัญญูต่อคุณปู่คุณย่าจะเรียกว่าใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่ายได้ยังไงกันคะ!” จิ่งเยี่ยนกุยพูดด้วยรอยยิ้ม
หยางหว่านซิ่วรู้สึกอบอุ่นในหัวใจ วันแรกที่จิ่งเยี่ยนกุยเข้ามาอยู่ในบ้านเก่าก็พูดว่าจะกตัญญูต่อพวกเขา ตอนนั้นเธอแค่ฟังผ่านๆ เท่านั้น แต่เมื่อนึกย้อนกลับไปแล้ว ตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมาเธอได้กินเนื้อมากกว่าสามปีที่ผ่านมาเสียอีก
เธอแสร้งทำหน้าดุ “ถึงแกจะอยากกตัญญูพวกเรา แต่ก็ไม่ควรใช้จ่ายแบบนี้ ของในร้านอาหารแพงเกินไป ถ้าแกอยากกินอะไรก็ซื้อมาให้ย่าทำก็ได้! เก็บเงินไว้เรียนดีกว่า!”
จิ่งเยี่ยนกุยหัวเราะคิกคัก ก่อนจะขยับเข้ามากระซิบไม่กี่ประโยค ดวงตาของหยางหว่านซิ่วก็เป็นประกายขึ้นมาทันที “จริงเหรอ? งั้นพรุ่งนี้ย่าจะขึ้นเขาไปช่วยเก็บสมุนไพรนะ”
จิ่งเยี่ยนกุยหัวเราะ “หนูจะหลอกย่าได้ยังไง? แต่เรื่องนี้ย่าห้ามบอกคนอื่นนะคะ”
หยางหว่านซิ่วเข้าใจในเรื่องนี้ดี “ไม่ต้องห่วง ย่าจะไม่บอกใครนอกจากปู่แก!”
คำที่จิ่งเยี่ยนกุยพูดเมื่อครู่ ทำให้เธอรู้สึกทั้งประหลาดใจและสบายใจ ทำเงินได้ถึงสี่พันหยวนในครั้งเดียว เป็นจำนวนเงินที่ไม่น้อยเลย มันดีกว่าพวกที่ออกไปทำงานรับจ้างใช้แรงงานอย่างเถี่ยหนิวที่อยู่บ้านข้างๆ เสียอีก
จิ่งเยี่ยนกุยยื่นธนบัตรสิบหยวนปึกใหญ่ให้เธอ “เงินนี้ให้ย่าเก็บไว้ใช้จ่าย เงินที่เหลือหนูจะเก็บไว้หมุนเวียนทำธุรกิจเองค่ะ”
หยางหว่านซิ่วไม่ยอมรับเงินของเธอ จึงพูดเบาๆ ว่า “ตั้งแต่เกิดมาพ่อแม่ก็ทิ้งหนูไป ตลอดหลายปีมานี้หนูรู้ว่ามีแต่คุณย่าที่ใจดีกับหนูจริงๆ ชีวิตหนูจะต้องดีขึ้นเรื่อยๆ แน่นอน เงินนี้ย่าเก็บไว้เถอะค่ะ ถ้าหนูหาเงินได้มากกว่านี้แล้ว จะให้ย่าใช้เยอะๆ เลย”
หยางหว่านซิ่วกับเธอไม่ได้มีความสัมพันธ์ทางสายเลือด ที่คอยปกป้องเธอก็เพราะความใจดี ไม่เคยคิดจะใช้เงินจากเธอเลย เมื่อได้ยินจิ่งเยี่ยนกุยพูดแบบนี้ก็ถอนหายใจแล้วพูดว่า “ก็ได้ ย่าจะเก็บเงินนี้ไว้ให้ ถ้าแกขาดเงินทองก็บอกย่านะ”
จิ่งเยี่ยนกุยรู้ว่าเธอดื้อรั้นในเรื่องนี้ จึงแย้มยิ้มตอบรับไป ยังไงก็ตามสำหรับเธอแล้ว การที่ผู้สูงอายุทั้งสองท่านมีเงินติดตัวไว้นั้นก็เป็นเรื่องที่จำเป็น
จิ่งเยี่ยนกุยหาเงินได้ หยางหว่านซิ่วก็ดีใจจนนอนไม่หลับในคืนนั้น ในใจเกิดเป็นความรู้สึกมากมาย
เธอมีลูกชายสามคนและลูกสาวสองคน นอกจากลูกสาวคนโตที่แต่งงานไปอยู่ในเมืองและมีชีวิตที่ดีแล้ว ลูกชายสามคนและลูกสาวคนเล็กต่างก็ชีวิตแบบธรรมดา ไม่มีเงินเหลือเฟือที่จะมาดูแลพวกเขา ในแต่ละปีลูกชายสามคนก็ให้ข้าวเปลือกแค่สามร้อยจิน ไม่ถึงกับอดตาย แต่ตลอดทั้งปีก็แทบไม่มีเงินเหลือใช้
ไม่คิดเลยว่าจิ่งเยี่ยนกุยผู้เป็นหลานสาวที่เก็บมาเลี้ยงจะทำให้เธอสุขสบายได้ เธอจึงตัดสินใจว่าจะดูแลจิ่งเยี่ยนกุยให้ดีกว่าเดิม
วันต่อมาจิ่งเยี่ยนกุยก็ออกไปเก็บสมุนไพรที่หลังเขาแต่เช้า เธอพบว่าวันนี้ในหมู่บ้านคึกคักเป็นพิเศษ ทุกคนตื่นเช้ากันหมด บนถนนหน้าหมู่บ้านมีรถไถจอดอยู่สิบกว่าคัน พอลองถามจึงรู้ว่าวันนี้เป็นวันที่หมู่บ้านอิ๋นซานต้องส่งข้าวให้รัฐ
ที่ดินในหมู่บ้านแบ่งตามจำนวนคน หมู่บ้านอิ๋นซานมีภูเขาเยอะ มีนาข้าวเล็กน้อย เมื่อเฉลี่ยแล้วตกคนละเจ็ดเฟิน [1] ลูกชายสามคนของหยางหว่านซิ่วกับจิ่งจงอี้จะหมุนเวียนกันปลูกปีละคน ใครปลูกก็จะเป็นคนส่งข้าวให้รัฐ ไม่ต้องให้คนอื่นมายุ่งเกี่ยว ดังนั้นจิ่งเยี่ยนกุยเลยไม่ได้สนใจเรื่องการส่งข้าวให้รัฐ
จิ่งเยี่ยนกุยไม่ได้เห็นภาพแบบนี้มาหลายปีแล้ว นี่ก็ถือว่าเป็นเอกลักษณ์ของยุคแปดศูนย์ เธอไปยืนดูข้างถนนอยู่ครู่หนึ่งก็ได้ยินเสียงหลิวชุนฮวาร้องเรียกว่า “เยี่ยนกุย รีบมานี่ มาช่วยฉันขนข้าวเปลือกขึ้นรถไถหน่อย!”
จิ่งเยี่ยนกุยแสร้งไม่ได้ยิน แล้วหันหลังเดินเข้าป่าไป ทำให้หลิวชุนฮวาโมโหจนร้องด่าอยู่ตรงนั้น ป้าที่อยู่ข้างๆ จึงปลอบเธอว่า “อย่าไปด่าเลย หล่อนรู้แล้วว่าเธอไม่ใช่แม่แท้ๆ คงจะไม่ฟังเธออีกแล้ว”
พอหลิวชุนฮวาได้ยินดังนั้นก็คิดว่าเรื่องนี้เป็นความผิดของเชอฉางเกิน ทันใดนั้นก็ยิ่งโมโหขึ้นมา ร้องด่าไปถึงบรรพบุรุษของหมอเชอ ภรรยาของเชอฉางเกินก็อยู่ตรงนั้นพอดี จึงหยิบไม้พายขึ้นมาฟาดไปที่ตัวเธอ
ภรรยาของเชอฉางเกินวิ่งเข้าใส่พลางร้องด่า “เยี่ยนกุยเป็นเด็กดีตั้งขนาดไหน แต่แกก็ไม่เคยเห็นหล่อนเป็นคน มองหล่อนเป็นเหมือนสัตว์ใช้งาน ยังจะให้ลูกสาวแท้ๆ ไปแย่งคู่หมั้นของหล่อนอีก แกเคยทำอะไรที่คนเขาทำกันบ้าง! แล้วจะมาด่าว่าคนอื่นที่พูดความจริงทำไม?”
หลิวชุนฮวาเป็นคนขี้ขลาด พอเห็นภรรยาของเชอฉางเกินถือไม้พายพุ่งเข้ามาอย่างดุดัน ก็ตกใจจนตัวสั่น ถึงปากจะยังด่าอยู่ แต่ตัวก็รีบวิ่งแจ้นกลับบ้านไปแล้ว ทั้งยังลงกลอนประตูอีกด้วย
ชาวบ้านข้างๆ พยายามห้ามปราม “เรื่องมันผ่านไปแล้ว ช่างมันเถอะ!”
ภรรยาของเชอฉางเกินพูดด้วยความไม่พอใจ “วันนี้ฉันขอพูดให้ชัดต่อหน้าทุกคนเลย วันนั้นที่บ้านฉันพูดเรื่องของจิ่งเยี่ยนกุยก็เพราะทนไม่ไหวจริงๆ จะมาโทษบ้านฉันว่าปากมากไม่ได้!”
พูดจบก็ใช้ไม้พายทุบประตูบ้านตระกูลจิ่ง “หลิวชุนฮวา แกทำตัวไม่ดีเอง ยังจะมาโทษคนอื่นว่ายุ่งเรื่องของชาวบ้าน ถ้าได้ยินแกพูดอะไรไม่เข้าหูอีก ฉันจะตีหัวแกให้แตกเลย!”
หลิวชุนฮวาด่าทออยู่ในบ้านอย่างโมโห แต่ก็กลัวจนรอกระทั่งภรรยาของเชอฉางเกินเดินออกไปแล้วถึงกล้าโผล่หน้าออกมาจากบ้าน
ภรรยาของเชอฉางเกินด่าหลิวชุนฮวาเสร็จก็อดไม่ได้ที่จะหันไปบ่นเชอฉางเกิน “ใครใช้ให้แกไปยุ่งเรื่องของคนอื่น! โดนด่าทุกวันแล้วสบายใจไหม?”
จริงๆ แล้วหลังจากพูดคำนั้นไปเชอฉางเกินก็รู้สึกเสียใจ เพียงแต่วันนั้นเขาโกรธจนทนไม่ไหวจริงๆ ก็เลยพูดออกไปแบบนั้น ครั้นตอนนี้โดนเมียด่าก็ก้มหน้าไม่กล้าเถียงกลับ
สองผัวเมียกลับมาถึงบ้านหลังจากส่งข้าวให้รัฐ ก็เห็นจิ่งเยี่ยนกุยยืนหิ้วไก่หนึ่งตัวอยู่หน้าบ้าน พอเห็นพวกเขามาก็แย้มยิ้มแล้วพูดว่า “วันนั้นต้องขอบคุณหมอเชอที่ช่วยห้ามแม่หนูไว้ ไม่งั้นหนูคงโดนตีตายแน่ๆ หนูตั้งใจจะมาขอบคุณตั้งนานแล้ว แต่ช่วงนี้ยุ่งนิดหน่อย ถึงเพิ่งได้มาวันนี้ค่ะ อย่าถือโทษโกรธกันนะคะ”
เดิมทีภรรยาของเชอฉางเกินโทษว่าเขาเข้าไปยุ่งเรื่องของคนอื่น แต่ก็นึกสงสารจิ่งเยี่ยนกุยเช่นกัน ตอนนี้เมื่อเห็นจิ่งเยี่ยนกุยหิ้วไก่มาขอบคุณก็รู้สึกกระดากอาย จึงเอ่ยเพียงแค่ว่า “เรื่องนั้นใครเห็นก็ต้องห้ามอยู่แล้ว ปีนี้เธอเจ็บตัวตั้งสองครั้ง เก็บไก่นี้ไว้บำรุงร่างกายตัวเองเถอะ…”
เธอยังพูดไม่ทันจบ เชอฉางเกินกลับรับไก่มาแล้ว…
เชิงอรรถ
[1] เฟิน 分 เป็นหน่วยวัดพื้นที่แบบดั้งเดิมของจีน โดย 1 เฟิน (分) = 10 หลี (厘)