บทที่ 142 ผลงานของนางแต่เพียงผู้เดียว
ได้ยินซือซือกล่าวเช่นนั้น ทุกคนก็แค่นหัวเราะกันออกมา นางถูกคนอื่นตำหนิจากการกระทำของตนเอง แต่กลับมีความคิดแค้นจนไม่ต้องการทำงานเพื่อชาวบ้านเช่นนั้นหรือ? อย่างนั้นนางจะมาที่นี่ทำไมกัน ไม่ใช่ว่ามาที่นี่เพราะเอ่ยปากว่าต้องการช่วยเหลือชาวบ้านด้วยกันกับพวกเขาหรือ?
“แม่นางซือซือ เจ้าอาจจะกำลังโกรธที่ถูกตำหนิ อย่างไรก็ตาม...เรื่องนี้เป็นคนละเรื่องกันแล้ว ข้าอยากให้เจ้าค่อยๆไตร่ตรองให้ดี ช่วยเป็นปากเป็นเสียงให้พวกเรา จะได้ทำงานได้ง่ายขึ้นด้วย อีกอย่าง...เจ้าก็คือคนที่รับปากกับชาวบ้านว่าจะทำให้พวกเขากินดีอยู่ดีขึ้นไม่ใช่หรือ? หากเจ้าไม่ต้องการจะช่วยเจรจา เช่นนั้นก็ช่วยแสดงวิธีการของเจ้าให้พวกเราได้เห็นหน่อยเถอะ”
จางหลิวอี้เป็นคนออกปากเรื่องนี้เอง นางต้องการชี้ให้องค์รัชทายาทเห็นว่าสตรีที่เจ้าอารมณ์และไร้เหตุผลเช่นนี้ไม่อาจจะมาอยู่ข้างกายของเขาได้
อย่างไรก็ตาม ซือซือเพียงแค่หัวเราะเยาะคำพูดของนางเท่านั้น หญิงสาวไม่ได้ตอบกับจางหลิวอี้โดยตรง เพียงหันไปมององค์รัชทายาทนิ่งๆ
“องค์รัชทายาทเพคะ สำหรับเรื่องที่หม่อมฉันได้พูดออกไปแล้วถือเป็นเรื่องที่หม่อมฉันต้องรับผิดชอบเอง การรายงานการทำงานของหม่อมฉัน ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องรายงานต่อพระองค์ เนื่องจากหม่อมฉันไม่ได้เป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของพระองค์ และไม่ใช่คนที่รับคำสั่งมาจากทางการด้วย หม่อมฉันเข้าใจถูกต้องหรือไม่เพคะ”
ซือซือประชดประชันด้วยการพูดกับองค์รัชทายาทสุภาพทุกคำ ต่อให้นางไม่ได้ร่ำเรียนมา แต่แค่ฟังคนอื่นพูดอยู่ทุกวัน นางจะไม่รู้วิธีการใช้คำศัพท์หรือ?
นางจงใจที่จะเอ่ยถามองค์รัชทายาทโดยตรงเพื่อให้เขาตัดสินใจ เหมือนกับก่อนหน้านี้ที่เขาตัดสินใจจะให้นางเปลี่ยนคำพูดจาต่อเขา เพื่อให้เขาพูดมันออกมาต่อหน้าผู้คนทั้งหมด หลังจากนี้...ซือซือสาบานกับตนเองแล้วว่าจะไม่เชื่อคำพูดของเขาที่พูดต่อนางเพียงลำพังอีก คำพูดเหล่านั้นสามารถลบล้างได้ตลอดเวลา เชื่อถือไม่ได้!!
“ซือซือ...”
“หม่อมฉันเข้าใจผิดหรือเพคะ” ซือซือตอบรับด้วยน้ำเสียงเย็นชา นางไม่สนใจสีหน้าเศร้าและเต็มไปด้วยความกังวลของเขาด้วยซ้ำ
“ไม่หรอก เจ้าไม่ได้เข้าใจผิด เป็นเราเองที่ผิดต่อเจ้า ไปเถอะ...ตอนนี้เจ้าคงจะเหนื่อยมากแล้ว เช่นนั้นก็กลับไปพักผ่อนก่อนเถอะ” องค์รัชทายาทถอนหายใจออกมา เขารู้ว่าแผลครั้งนี้เป็นแผลสด ถ้าจะพยายามรักษาให้หายดีในทันทีคงเป็นไปไม่ได้
ปล่อยให้นางได้สงบอารมณ์และทำความเข้าใจด้วยตนเองเสียก่อน ถ้านางไม่เข้าใจ วันหลังเขาค่อยหาโอกาสไปพบเจอนางด้วยตนเอง อธิบายว่าทำไมเขาจะต้องให้นางพูดด้วยราชาศัพท์กับเขา เนื่องจากทั้งหมดไม่ใช่เพราะเรื่องตำแหน่งและชาติเกิดของเขาเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวกับความปลอดภัยของนางเองด้วย
“ขอบพระทัยที่ทำให้กระจ่างเพคะ เช่นนั้นหม่อมฉันขอตัว” ซือซือไม่มองหน้าองค์รัชทายาทอีก นางเพียงหันหลังแล้วเดินออกมาทันที
เมื่อหญิงงามออกมาจากกระโจม ชาวบ้านที่อยู่รอบๆก็มองด้วยความสนใจ ซือซือถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ หันหลังกลับไปมองกระโจมด้านหลังแล้วจากไป ท่าทางเหมือนกับผู้ที่ถูกรังแกของซือซือทำให้ชาวบ้านจำนวนมากสงสารนางไม่น้อย บางคนเร่งเท้าติดตามนางไปเพื่อสอบถามเรื่องที่เกิดขึ้นด้วยซ้ำ แต่ทุกคนก็ได้รับคำตอบเป็นการส่ายหหน้าเงียบๆเท่านั้น
ซือซือเร่งเท้าของตนเองจนมาถึงแปลงเพาะปลูกที่นางเตรียมเอาไว้ ที่นั่นมีพืชพรรณมากมายซึ่งเติบโตอย่างผิดธรรมชาติ แน่นอนว่าสิ่งนี้เป็นเพราะพลังของนางเอง ซือซือปลูกพืชตระกูลถั่วเป็นอย่างแรกเพราะรู้สึกว่ามันมีฤทธิ์ทำให้อิ่มท้อง ทั้งยังทำให้ผู้คนมีกำลังวังชาขึ้นมาด้วย
ซึ่งนอกจากถั่วแล้ว ก็ยังมีพืชผักอีกมากมาย ซือซือเก็บเมล็ดพันธุ์จำนวนมากเอาไว้ที่ตัวอยู่ก่อนแล้ว เผื่อว่าจะได้ใช้ในโอกาสเช่นนี้ และคิดไม่ถึงว่านางจะได้เอาออกมาใช้จริงๆ
“อีกสามวันเท่านั้น ข้าจะทำให้พวกเจ้าได้เห็นเองว่าการดูแคลนข้า ผลลัพธ์เป็นอย่างไร!!”
ซือซือตั้งมั่นกับความคิดของตนเอง นางเก็บตัวอยู่แต่ในแปลงผัก ไม่ยอมกลับไปที่หมู่บ้าน ไม่เจอองค์รัชทายาทตลอด 3 วันที่ผ่านมา
การกระทำของนางได้ผลดีมาก ยิ่งนางไม่ยอมไปพบเจอเขานานเท่าไร ความร้อนรุ่มจากความคิดถึง กังวล และรู้สึกผิด ก็ยิ่งจะทำให้องค์รัชทายาทอยู่ไม่สุข วันนี้เมื่อตื่นเช้ามา...เขาต้องการจะออกไปตามหาซือซือ แต่กลับได้เห็นถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้นแล้ว
“เกิดอันใดขึ้น?” เขาเอ่ยถามทหารและขุนนางที่อยู่รอบๆ
ปกติเวลาเช้าเช่นนี้ พวกชาวบ้านจะมารวมตัวกันเพื่อรอแจกจ่ายผลคันต้ม ซึ่งเป็นการทำงานหนักขององค์รักษ์และทหารส่วนตัวของเขา ยังมีขุนนางบางคนที่ช่วยเหลือด้วย โดยเฉพาะคุณหนูจางที่เสียสละเวลาของตนเอง นางตื่นเช้ากว่าใครเพื่อเตรียมช่วยแจกจ่ายอาหารให้ชาวบ้าน เป็นเช่นนี้ตั้งแต่มาถึง ยิ่งทำให้ทหารและขุนนางที่เห็นชื่นชมนางกันถ้วนหน้า
ทว่าวันนี้กลับต่างออกไป ไม่มีชาวบ้านแม้เพียงคนเดียวมาที่นี่ พวกเขาหายไปไหนกันหมด?
“องค์รัชทายาทเพคะ ชาวบ้านหายไปหมดเช่นนี้ ไม่ใช่ว่าจะเกิดเรื่องไม่ดีขึ้นหรอกใช่หรือไม่เพคะ” จางหลิวอี้รีบเข้ามา นางแสดงความกังวลใจออกมาจนองค์รัชทายาทยังต้องกล่าวปลอบประโลม
“อย่ากังวลไปเลย ที่นี่ไม่ควรมีอันตรายอะไร มีทหารเฝ้าระวังตลอดเวลา แถมยังใช้ผงไล่แมลงและสัตว์ร้ายรอบๆด้วย พวกเขาหายไปเช่นนี้สมควรมีเหตุผลอื่น”
เขากล่าวเช่นนั้นก่อนจะออกคำสั่งให้ทหารพระองค์ไปตรวจสอบ จางหลิวอี้เม้มริมฝีปากแดงฉ่ำของนาง ก่อนจะรีบวิ่งไปที่หม้อต้ม หยิบถ้วยเล็กๆใส่ผลคันต้มกลับมา
“กินผลคันรองท้องก่อนเถอะเพคะ หากเกิดเรื่องขึ้นมาจริงๆ พระองค์จะได้มีเรี่ยวแรงในการแก้ปัญหา” จางหลิวอี้ใส่ใจแม้แต่เรื่องเล็กๆน้อยๆเช่นนี้ สายตาของรัชทายาทที่มองนางมีความซาบซึ้งใจอยู่ไม่น้อย
“ขอบใจเจ้ามาก” เขารับเอาไว้ในมือ เตรียมผ่าตรงกลางผลคันร้อนเพื่อให้มันอุ่นขึ้นจนสามารถกินได้
อย่างไรก็ตาม ในขณะที่เขากำลังรอจะกินผลคันอยู่นั้น ทหารที่รับคำสั่งไปก่อนหน้านี้ก็รีบวิ่งกลับมา สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
“องค์รัชทายาทพะย่ะค่ะ กระหม่อมได้ข่าวมาแล้วพะย่ะค่ะ”
“ว่ามา”
“ชาวบ้านพวกนี้หายไปเนื่องจากพวกเขากำลังต่อแถวเพื่อรับอาหารจากแม่นางซือซือพะย่ะค่ะ”
“หืม? หมายความเช่นไร” เมื่อได้ยินชื่อของคนที่เขาคิดถึงมานาน กอปรกับเรื่องที่เกิดขึ้นนี้เกี่ยวกับนางด้วยแล้ว องค์รัชทายาทก็ไม่สามารถอยู่เฉยได้
“ไม่รู้ว่าแม่นางซือซือทำเช่นนี้ได้อย่างไร แต่ว่านางกำลังแจกจ่ายผัดผักและข้าวต้มอยู่พะย่ะค่ะ กลิ่นอาหารของนางนั้นเหมือนกับอาหารชั้นดีที่ได้กินในเมืองหลวงเลย ไม่เหมือนกับเป็นกลิ่นของผลคัน...”
“นางอยู่ที่ไหน ข้าจะไปดูนางเอง” องค์รัชทายาทโบกมือ สิบปากว่าย่อมไม่เท่าตาเห็น เขาสั่งให้ทหารรีบนำทางตนเองไป ในขณะที่ด้านหลังก็มีเหล่าขุนนางที่อยากรู้อยากเห็น รวมถึงจางหลิวอี้เองก็ติดตามมาด้วย
คนงามได้แต่ภาวนาไม่ให้เป็นอย่างที่ตนเองคิด ไม่อย่างนั้น...ช่วงเวลาแห่งชัยชนะสองสามวันที่ผ่านมา แท้จริงแล้วคงจะเป็นนางที่เข้าใจผิดไปเอง!
“ค่อยๆต่อแถวกันนะเจ้าคะ ข้าเตรียมเอาไว้ให้ทุกท่านแล้ว แน่นอนว่าไม่ใช่แค่วันนี้เท่านั้น แต่วันอื่นๆข้าก็จะพยายามทำให้ดีเช่นกัน” เสียงของสตรีที่เข้มแข็งดังขึ้น เป็นซือซือนั่นเองที่อยู่กลางวงของชาวบ้านทั้งหลาย
มือของนางตักข้าวต้มที่มีเนื้อข้าวสีขาวสะอาดอย่างเห็นได้ชัด แม้จะป่นไปบ้างจากการบดก่อนนำมาทำอาหาร ทว่ากลิ่นของมันก็ยังหอมหวานชวนให้คนเข้าไปขอสักถ้วยอยู่ดี ซึ่งไม่ใช่แค่ข้าวต้มเท่านั้นที่นางได้เตรียมเอาไว้ ข้างกันยังมีบุรุษสองสามคนช่วยงานนาง พวกเขาตักผัดผักที่มีสีเขียวสีแดงสีม่วงลงในถ้วยข้าวต้ม เมื่อทำเช่นนี้ยิ่งทำให้ข้าวต้มหอมน่ากินมากขึ้นไปกว่าเดิมอีก
“ท่านผู้วิเศษ สิ่งนี้อร่อยมาก อร่อยมากจริงๆ!!”
“ข้าวที่หอมอร่อยเช่นนี้ ต่อให้เป็นสถานการณ์ปกติ ข้าก็ไม่เคยได้กินเลย นี่เรียกว่าเป็นพรจากสวรรค์แล้ว”
“แม่นางซือซือเก่งกาจยิ่งนัก คราแรกพวกข้าไม่คิดว่าท่านจะทำสำเร็จเลย คิดไม่ถึงว่าสุดท้ายแล้วจะเพาะปลูกอะไรขึ้นมาได้กินจริงๆ”
“ผู้อื่นทำไม่ได้ ไม่ใช่ว่าแม่นางซือซือทำไม่ได้ ไม่อย่างนั้นผู้คนในหมู่บ้านอื่นจะเรียกนางว่าผู้วิเศษได้อย่างไร”
“ดี ต่อไปข้าขอเรียกแม่นางซือซือว่าท่านผู้วิเศษด้วยก็แล้วกัน”
“ข้าก็ด้วย!!”
ทุกคนต่างร้องชื่นชมกันจ้าละหวั่น คนที่เพิ่งมาได้ยินเสียงคำสรรเสริญของแม่นางซือซือ ท่านผู้วิเศษซือซือ และอีกหลายคำจะสรรเสริญเท่านั้น ใบหน้าของพวกเขาเปลี่ยนเป็นสีดำคล้ำ ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าสตรีผู้นี้...จู่ๆก็ตั้งหม้อแจกจ่ายอาหารชนกับพวกเขา!
นี่ไม่เรียกว่าตบหน้าแล้วจะเรียกว่าอะไรได้อีก! นางไม่เห็นหรือว่าวันนี้พวกเขาใช้เวลามากเพื่อเตรียมผลคันเอาไว้ตั้งแต่วันก่อน และยังนำผลคันไปต้มแต่เช้าตรู่เพื่อรอมอบมันให้กับชาวบ้าน แต่ซือซือผู้นี้...ไม่เพียงแค่ไม่บอกกล่าวกันก่อนเท่านั้น นางยังตั้งหม้อประชันเพื่อให้ชาวบ้านเป็นผู้เลือกเองอีกต่างหาก!!
“ในขณะที่แม่นางซือซือพยายามช่วยพวกเราให้อยู่ดีขึ้น ทหารของทางการกลับทำเพียงผลคันต้มให้พวกเราเท่านั้น ทำเหมือนกับพวกเราเป็นสุนัขที่ต้องกระดิกหางเวลาได้รับเศษอาหารจากพวกเขาอย่างไรอย่างนั้น”
“จริงด้วย ก่อนหน้านี้ที่พวกทหารล่าเนื้อมาได้ พวกขุนนางได้กินเต็มถ้วย แต่พวกเราได้กินแค่น้ำกระดูกและเศษเนื้อเท่านั้น”
“พวกเขาไม่ได้ใส่ใจพวกเราตั้งแต่แรกอยู่แล้ว คนเหล่านั้นเป็นขุนนางจะเห็นใจพวกเราชาวบ้านได้อย่างไร”
“ขนาดแม่นางซือซือยังถูกตำหนิที่ไม่แสดงความเคารพต่อพวกเขาเลย แล้วพวกเราจะถูกมองว่าต่ำต้อยขนาดไหน พวกเขามาที่นี่เพื่อช่วยเหลือพวกเราชาวบ้าน แต่กลับยังวางท่าว่าเหนือกว่า พวกตัวเองเป็นคนทำให้สันสะพานแตกแท้ๆ ถ้าไม่ใช่เพราะพวกเขา พวกเราจะต้องมาอดอยากเช่นนี้หรือ?”
“เสบียงที่นำมาแจกจ่ายก็ลอยไปกับน้ำจนหมดแล้ว เท่ากับว่าการเดินทางมาในครั้งนี้ มาเพื่อสร้างความยากลำบากให้กับพวกเราอย่างแท้จริง”
“ข้าว่า...พวกเขาไม่ต้องมาเสียยังดีกว่า ให้คนส่งจดหมายมาที่ผู้นำหมู่บ้านเกี่ยวกับวิธีทำผลคันกินเป็นอาหารก็ได้แล้ว สุดท้าย...พวกเขาก็ทำเพียงผลคันต้มให้อยู่ดี”
“เหอ เหอ เหอ ขบวนทางการนี้มีข้อดีเพียงอย่างเดียวก็คือ พวกเขาผ่านหมู่บ้านที่ท่านผู้วิเศษซือซืออยู่ ไม่อย่างนั้นพวกเราคงจะไม่ได้กินอาหารวิเศษเช่นนี้หรอก!!”
ไม่เพียงแค่ชื่นชมซือซืออย่างออกนอกหน้าเท่านั้น พวกเขายังกล่าวนินทาคนลับหลังอีกด้วย กว่าจะมีคนรู้ตัวว่าตนเองกำลังพูดสิ่งใดอยู่ ก็กินเวลาไปนานแล้ว สีหน้าของขุนนางทั้งหลายรวมองค์รัชทายาทเปลี่ยนเป็นสีเขียวจนน่ากลัว
ซือซือสังเกตเห็นพวกเขามาได้สักพักแล้ว แต่นางแสร้งทำเป็นมองไม่เห็น นางจงใจให้พวกเขารู้ว่าผลลัพธ์ของการกดข่มนางคืออย่างไร ในเมื่อนางไม่ให้ความร่วมมืออีกต่อไป เช่นนั้นพวกเขาก็เป็นได้แค่ขี้ปากของชาวบ้านเท่านั้น
อยากได้ชื่อเสียงหรือ? อยากได้ผลงานหรือ? ขอโทษด้วยนะ! นี่เป็นเพราะพวกเจ้าเลือกที่จะเป็นศัตรูกับข้าก่อนเอง!
“ขอแสดงความเคารพองค์รัชทายาทเพคะ ชาวบ้านจำนวนมากที่ไร้การศึกษาไม่รู้ว่าพระองค์เสด็จมาจึงไม่ได้รีบจัดขบวนต้อนรับ ต้องขอความเมตตาจากพระองค์ โปรดอภัยโทษแก่พวกเขาด้วยเพคะ” ซือซือประชดประชันแทบจะถูกคำพูดที่ออกมา
ในสถานการณ์เช่นนี้ ถ้าคนยังต้องการให้เตรียมขบวนต้อนรับก็เรียกได้ว่าเป็นคนประหลาดและไร้มนุษย์ธรรมเกินไปแล้ว คิ้วของคนตัวสูงได้แต่กระตุกขึ้น รู้สึกว่าแม่นางซือซือผู้นี้ช่างเผ็ดร้อนเสียเหลือเกิน
เขาทำนางไม่พอใจเล็กน้อย นางกลับเอาคืนเขาทุกครั้งที่เจอหน้าเลยทีเดียว!
“ข้าไม่ได้ถือสาเรื่องเล็กๆน้อยๆเหล่านั้น อย่างไรก็ตาม...เจ้ากำลังทำสิ่งใดอยู่”
“หม่อมฉันจำได้ว่าพระองค์อนุญาตว่าหม่อมฉันไม่ต้องรายงาน....แล้วทำไม...”
“ซือซือ เจ้าอย่าได้เป็นเช่นนี้เลย พวกเรามาที่นี่เพื่อช่วยเหลือชาวบ้านเหมือนกัน หากเจ้าไม่พอใจข้า เช่นนั้นให้ข้าชดเชยแก่เจ้าดีหรือไม่?” องค์รัชทายาทยอมผ่อนปรน เขาต้องการขอโทษนางต่อหน้าผู้อื่น เหมือนกับตอนที่ตำหนินางต่อหน้าผู้อื่น
“หม่อมฉันจะมีสิทธิอะไรไม่พอใจพระองค์กันล่ะเพคะ อีกอย่าง...นี่ก็เป็นการทำงานหนักของชาวบ้านเช่นข้าเท่านั้น พระองค์ช่วยเหลือชาวบ้านด้วยวิธีของพระองค์ หม่อมฉันก็ช่วยในวิธีของหม่อมฉัน พวกเราต่างคนต่างทำงาน มีตรงไหนไม่ดีต่อชาวบ้านหรือเพคะ”
“ซือซือ เจ้าเข้าใจทุกอย่างนั่นแหละ เจ้าเพียงยังโกรธที่ข้าตำหนิเจ้าอยู่ใช่หรือไม่?”
“องค์รัชทายาทเพคะ อย่าได้มอบโทษตายแก่หม่อมฉันเลยเพคะ คนมากมายมองดูอยู่ พระองค์ตรัสเช่นนี้ พวกเขาคงจะเตรียมใช้กฎหมาย มอบโทษตายให้หม่อมฉันที่บังอาจแล้วเพคะ” ซือซือส่ายหน้าไปมา ความหมายของนางก็คือ...ต่อให้รัชทายาทจะขอโทษนางก็ตาม แต่นางจะหายโกรธแค้นได้อย่างไร
สุดท้ายแล้วคนที่ทำให้นางอับอายมีเพียงเขาเท่านั้นหรือ?
จนกว่าขุนนางเหล่านี้จะกล่าวขอโทษต่อนาง เช่นนั้นพวกเราก็ลองมาสู้กันสักตั้งเถอะ!!
……………………………………………..