หลังจากที่เยว่เฟยหลิงปลีกตัวออกมาได้เขาก็เจอกับเฟิงหลันที่ดักรออยู่ด้านนอกหอคณิกา
“ปลอดภัยหรือไม่?”
“อืม ขอบคุณ”
“พวกทหารเริ่มออกค้นหาคนยิงธนูแล้วเราไปกันเถอะ” พวกเขาเร้นกายลบร่องรอยตัวเองเพื่อหลบหลีกการค้นหาของทหารพวกทหารเริ่มกระจายกำลังออกค้นหามือธนูทั้งสองยังไม่ได้กลับไปยังที่ซ่อนเพราะอาจจะถูกจับได้พวกเขาจึงเร้นกายหายไปเรื่อยๆภายในตัวเมืองจนกระทั่งผ่านไปครึ่งค่อนคืนพวกทหารจึงกลับไปที่ค่ายเพื่อวางกำลังค้นหาใหม่อีกครั้ง
“นายกองคนนั้นเท่าที่ได้ยินมาจากค่ายทหารเขาเป็นายทหารยศใหญ่และเป็คนหนึ่งที่ไม่ได้คัดค้านการขึ้นครองบัลลังก์ของรัชทายาทเขาเป็คนฉลาดถึงแม้วรยุทธ์การต่อสู้จะไม่ได้เก่งกาจอะไรแต่คนคุ้มกันของเขานับว่าไม่ธรรมดาอย่างที่ประมุขน้อยเห็น แค่ััมือก็ทำให้รู้ว่าใครทำอะไรมาบ้างคนส่วนใหญ่จึงค่อนข้างหลีกเลี่ยงการพบปะกับเขาเพื่อไม่ให้ปัญหาจวนตัว” ภายในความมืดที่อยู่ภายในบ้านทั้งสองนั่งอยู่บนโต๊ะโดยที่ไม่ได้จุดตะเกียงด้วยความมืดเพียงแค่นี้ไม่เป็ปัญหาสำหรับพวกเขาในการมองหน้าอีกฝ่าย
“ได้ยินว่าเขามาทำธุระที่ชายแดนเจ็ดวันเป็ธุระแบบไหน?”
“คงเป็เื่ที่ทหารในค่ายเป็ปรปักกับฮ่องเต้กระมัง”
“มีเื่แบบนี้เกิดขึ้นด้วยรึ”
“ภายในค่ายทหารไม่ใช่ทุกคนที่จงรักภักดีกับฮ่องเต้องค์ใหม่บางคนก็ตั้งตัวไม่ยอมรับฮ่องเต้หรงอี้อย่างเปิดเผยคิดว่านายกองคนนั้นคงมาที่นี่เพราะเหตุผลนี้”
“ตั้งตนเป็ปรปักอย่างเปิดเผยอย่างนั้นรึทำเช่นนั้นไปทำไม”
“คิดว่าเพราะไม่ยอมรับการเสริมอำนาจทางการทหารกระมังเดิมทีสถานการณ์เช่นนี้มักจะเกิดขึ้นเพราะกำลังจะเกิดาทหารพวกนั้นไม่อยากให้เกิดาภายในแคว้นจึงตั้งตนเป็ปรปัก” แม้แต่ทหารของแคว้นยังรับรู้ได้ถึงความไม่ชอบมาพากลเกี่ยวกับการเสริมกำลังทางการทหารไม่ว่าใครก็หวาดกลัวการเกิดายิ่งกับแคว้นเล็กๆอย่างแคว้นจ้าวหากคิดทำากับภายนอกย่อมเป็ไปไม่ได้เลยที่จะมีทางชนะ
“แต่ถึงจะตั้งตัวเป็ปรปักกับฮ่องเต้แต่ด้วยผลลัพธ์ที่เขาทำให้บ้านเมืองมีกินมีใช้แบบนี้คงยากที่จะทำอะไรฮ่องเต้ได้ไม่แคล้วได้มีความผิดโทษฐานก่อฏ”
“หากแคว้นจ้าวคิดทำาจริงจะทำากับใคร กับชิงหลงย่อมเป็ไปไม่ได้แคว้นรอบนอกชิงหลงก็ไม่ได้มีการเพิ่มกำลังทหารเหมือนแคว้นจ้าวข้าคิดไม่ออกจริงๆว่าแคว้นจ้าวเพิ่มกำลังทางการทหารไปทำไม” เฟิงหลันครุ่นคิดทหารพวกนั้นล้วนถูกจับไปขังแล้วหลังจากที่พยายามก่อความวุ่นวายในวันนี้
“เ้าใช้วิธีไหนถึงไปสืบเื่นี้มาได้”เยว่เฟยหลิงเอ่ยถาม ค่ายทหารเขตชายแดนไม่ใช่ว่าจะลอบเข้าไปได้ง่ายๆโดยเฉพาะแคว้นจ้าวที่คุมเข้มเื่การลาดตระเวน
“แค่วิธีทั่วไปที่พวกเราถนัด”เอ่ยเสร็จก็จำแลงตัวเองเป็แมวน้อยพร้อมกับเลียขนให้เป็ระเบียบเยว่เฟยหลิงคิ้วกระตุก เขาลืมไปได้อย่างไรว่าิเอี้ยวชอบทำแบบนี้ โดยเฉพาะสวี่ชิงเค่อที่มักแปลงเป็แมวน้อยมาหาพี่ลี่อินของเขาบ่อยๆ
ประมุขเป็อย่างไรลูกน้องก็เป็อย่างนั้น
“จริงอยู่ที่ว่าฮ่องเต้พระองค์นี้ดูจะเป็ที่รักของประชาชนแต่เื่ที่ว่ามีคนที่เป็ปรปักกับฮ่องเต้ก็เป็ความจริงเช่นเดียวกันหากเราจะสืบให้ลึกยิ่งกว่านี้ที่นี่คงไม่มีข้อมูลให้เราถึงขนาดนั้น”
“หรงอี้เหมือนข้าจะเคยได้ยินชื่อนี้ตอนที่มาแคว้นจ้าวคราวก่อนตอนนั้นเขาเป็ทั้งรัชทายาทสายตรงของฮ่องเต้ แล้วยังเป็ถึงแม่ทัพของกองทัพหลวงแต่แค่เคยเป็แม่ทัพจะทำให้เขาเอานิสัยเดิมที่เคยอยู่ในกองทัพมาใช้จริงๆหรือ”จากการวิเคราะห์ของพวกเขาการเพิ่มกำลังทางการทหารไม่ใช่แค่เื่ผิวเผินอย่างแน่นอนต้องเร่งสืบให้ลึกกว่านี้เพื่อที่พวกเขาจะได้ดำเนินภารกิจให้ลุล่วง
าอย่างนั้นรึ
จนตอนนี้พวกเขาก็ยังคิดไม่ออกว่าหากทำาแคว้นจ้าวจะไปทำากับใคร
แคว้นจ้าวอยู่ทางตะวันออกของชิงหลงที่ผ่านมาแคว้นจ้าวไม่ได้แสดงท่าทีที่เป็มิตร แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ใช่ศัตรูระหว่างสองแคว้นไม่มีความเกี่ยวข้องกันมานานแล้ว ไม่รุกรานในขณะเดียวกันก็ไม่ช่วยเหลือรอบๆชิงหลงมีแคว้นเล็กแคว้นน้อยที่เหมือนกับแคว้นจ้าวอยู่อีกมาก บนแผ่นดินที่กว้างใหญ่มีสามแคว้นมหาอำนาจที่โค่นกันไม่ลงแคว้นชิงหลง แคว้นเหยียน และแคว้นตาฉีแต่แคว้นเหยียนนั้นหลังจากที่ประกาศตัวว่าจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับใครก็ปิดแคว้นเงียบไม่ติดต่อกับโลกภายนอกชิงหลงเคยส่งคนไปหยั่งเชิงว่าเป็ความจริงหรือไม่เื่การปิดแคว้น แคว้นเหยียนไม่ได้ส่งกองทัพออกมาทำากับชิงหลงแม้ว่าชิงหลงจะส่งกองทัพเข้าไปสอดแนมก็ตามกระนั้นกองทัพสอดแนมที่ส่งไปก็ไม่มีใครรอดกลับมาอีกทั้งภูมิประเทศที่ซับซ้อนและเต็มไปด้วยหุบเขาของแคว้นเหยียนต่อให้บุกยึดมาได้ก็ใช้การอะไรได้ไม่มากนัก
ก่อนที่จะปิดแคว้นไปแคว้นเหยียนได้มอบแผนที่ของแคว้นของตัวเองให้กับชิงหลงและต้าฉีราวกับจะบอกว่าต่อให้บุกเข้ามาก็ไม่มีทางบุกเข้ามาถึงไม่มีใครรู้ว่าจุดประสงค์ที่แท้จริงในการปิดแคว้นครั้งนี้เป็เพราะอะไรหากจะว่าเพื่อเตรียมตัวเปิดศึกกับชิงหลงและต้าฉีก็ไม่น่าเป็ไปได้แม้จะเป็หนึ่งในแคว้นมหาอำนาจ แต่แคว้นเหยียนไม่เคยทำากับชิงหลงหรือว่าต้าฉีมีแต่ต้าฉีกับชิงหลงที่ทำาห่ำหั่นกันเองากับต้าฉีเพิ่งจะยุติไปเมื่อรัชสมัยของจักรพรรดิพระองค์ก่อนแต่ที่ผ่านมาก็มีกระทบกระทั่งกันบ้างเล็กน้อยแต่ไม่ถึงกับเกิดา
เหล่าแคว้นเล็กแคว้นน้อยที่อยู่รอบๆชิงหลงและต้าฉีต่างก็ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดเพราะการเข้าข้างฝ่ายหนึ่งเท่ากับเป็ศัตรูของอีกฝ่ายหนึ่งพวกเขาเลือกที่จะทำตัวเป็กลางเว้นก็แต่แคว้นเป่ยที่ฮองเฮาในจักรพรรดิพระองค์ก่อนมาประทับอยู่เท่านั้นที่ถูกชิงหลงโจมตีและยึดเป็เมืองขึ้นซึ่งผู้ที่นำทัพครั้งนั้นคือแม่ทัพของเทียนเช่อ หลานเยว่เทียนและเพราะการบุกยึดแคว้นครั้งนั้นทำให้ฮองเฮาสิ้นพระชนม์ในเวลาต่อมา
ข่าวการบุกยึดดินแดนของชิงหลงในคราวนั้นทำให้แคว้นจ้าวเกิดคิดเสริมกำลังทางการทหารขึ้นมารึ
แต่หลังจากที่ชิงหลงยึดแคว้นเป่ยมาได้ไม่นานชิงหลงก็ประกาศคืนอำนาจให้กับแคว้นเป่ยและไม่ได้ทำากับใครมาอีกนับสิบปีแล้วหลังจากเหตุการณ์ในครั้งนั้นก็ไม่รู้ว่าต้าฉีมีท่าทีอย่างไรเช่นกันแต่ก็ไม่มีข่าวว่าต้าฉีบุกยึดดินแดนรอบนอก หลังจากที่ประกาศคืนอำนาจให้กับแคว้นเป่ยทุกอย่างก็ดำเนินมาเป็ปกติ ไม่มีสารใดๆส่งมาจากต้าฉี หลายปีมานี้จึงนับว่าสงบนัก
“แคว้นจ้าว…..ไม่สิฮ่องเต้หรงอี้คิดจะทำอะไรกันแน่แม้แต่คนนอกอย่างเรามาอยู่ได้ไม่กี่วันยังรับรู้ได้ถึงความผิดปกติคนในแคว้นจะไม่รับรู้กันจริงๆหรือ” เยว่เฟยหลิงเอ่ยถามพวกเขาเป็คนนอกยังสังเกตได้ถึงความผิดปกติขนาดนี้ แล้วยังชัดเจนมากเสียด้วย
“เห็นทีเราคงต้องเร่งเดินทางไปเมืองหลวงเสียแล้วแต่ตอนนี้สถานการณ์ไม่อาจคาดเดาข้าจะหาทางที่ปลอดภัยในการเดินทางไปเมืองหลวงก็แล้วกัน” เฟิงหลันครุ่นคิดการเดินทางไปเมืองหลวงไม่ใช่เื่ง่ายแต่ละเมืองมีการตรวจคนเข้าเมืองอย่างเข้มงวดต่อให้ลัดเลาะไปตามป่าตามเขาสุดท้ายแล้วพวกเขาก็ต้องเข้าเมืองไปสืบข่าวอยู่ดี
แคว้นเล็กๆแบบนี้แต่กลับสร้างความยุ่งยากใจให้พวกเขานัก
และสองวันต่อมาก็มีเื่ให้พวกเขาต้องยุ่งยากใจเพิ่มขึ้นอีก
“ลักลอบเข้าเมือง?”ระหว่างที่กำลังนั่งกินข้าวเย็นกับเพื่อนร่วมงานเยว่เฟยหลิงก็เอ่ยทวนคำด้วยความสงสัยในตอนนี้วงสนทนากำลังพูดถึงเื่ที่มีคนลอบเข้าเมืองในตอนแรกเยว่เฟยหลิงคิดว่าความแตกแล้วเื่ที่พวกเขาลักลอบเข้าแคว้นจ้าวแต่กลับกลายเป็ว่าเมื่อวานมีคนกลุ่มหนึ่งลักลอบเข้ามายังแคว้นจ้าวตอนนี้พวกทหารจึงตรวจตรามากกว่าแต่ก่อน
ได้ยินว่าคนที่ลักลอบเข้ามาเป็คนกลุ่มหนึ่งแปลว่าจำนวนต้องไม่ต่ำว่าสี่คนเพราะแบบนั้นพวกทหารชายแดนจึงรู้ว่ามีคนลักลอบเข้ามาต่างจากพวกเขาที่มากันแค่สองคนทั้งยังเร้นกายไม่ให้ถูกจับได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะสบายใจเพราะการที่มีข่าวคนลักลอบเข้าเมืองจะทำให้แต่ละเมืองเริ่มตรวจตราคนเข้มงวดมากขึ้นและมันจะสร้างปัญหาให้พวกเขาที่กำลังคิดหาทางไปยังเมืองหลวง
แคว้นจ้าวเสริมกำลังทางการทหารแต่ในขณะเดียวกันก็มีทหารที่เป็ปรปักกับฮ่องเต้ มาวันนี้มีคนลักลอบเข้าเมืองจะเื่ไหนก็สร้างความยุ่งยากให้พวกเขาไปเสียหมด
“พวกที่ลักลอบเข้ามายังอยู่ที่ชายแดนอีกไม่นานคงจับได้เองนั่นแหละ”
“จะว่าไปเ้าน่ะ”คนที่นั่งข้างๆเยว่เฟยหลิงสะกิดเขาเบาๆก่อนจะเอ่ยถามด้วยความอยากรู้
“ที่เ้าได้ไปปรนนิบัติท่านนายกองเป็อย่างไรบ้างได้ยินว่านายกองถูกใจเ้ามากเลยนี่” เยว่เฟยหลิงสำลักอาหารที่กินอยู่เขากินข้าวเย็นกับเฟิงหลันมาแล้ว ที่มานั่งกินอีกรอบเพราะถูกลากตัวมา
“นายกองอาจจะถูกใจข้าแต่คนที่ตามเขามาคงไม่ถูกใจเท่าไหร่ จู่ๆก็มีลูกธนูพุ่งเข้ามาจะเงินดีอย่างไรแต่ต้องมาเสี่ยงชีวิตแบบนี้ข้าไม่เอาด้วยหรอก” เยว่เฟยหลิงทำหน้ายู่ หัวหน้าคนใช้จึงตบบ่าเขาเบาๆ
“น่าเสียดายจริงๆดูๆแล้วนายกองถูกใจเ้าไม่น้อย หากเขาได้เจอเ้าอีกคงต้องอยากพาตัวไปด้วยแน่ๆ”เช่นนั้นก็นับว่าโชคดีที่หลังจากวันนั้นเยว่เฟยหลิงไม่ได้เจอนายกองอีก
เฟิงหลันสร้างเื่เอาไว้เสียใหญ่โตป่านนี้พวกทหารคงปวดหัวแย่แล้วที่หาตัวคนยิงธนูไม่เจอ อีกไม่นานก็คงจะวางมือไปเองถึงอย่างนั้นพวกเขาก็อยู่ที่นี่นานไม่ได้หากไม่คิดหาวิธีออกจากเมืองให้เร็วที่สุดพวกเขาก็อาจถูกจับได้เร็วๆนี้
“มีคนลักลอบเข้าเมืองพวกเ้าก็ระวังตัวกันหน่อยก็แล้วกันเฮ้อ ่นี้มันอะไรกันนะ มีแต่เื่เข้ามาไม่หยุด” วันก่อนมีคนยิงธนูใส่นายกองเมื่อวานมีคนลักลอบเข้าเมือง วันนี้ก็ไม่รู้ว่าจะมีอะไรมาอีก
หลังจากที่กินข้าวกันได้ไม่นานพวกเขาก็แยกย้ายกันไปทำงานเื่การสืบข่าวเยว่เฟยหลิงไม่ได้จริงจังมากเพราะที่ชายแดนแบบนี้ข้อมูลที่หามาได้มีจำกัดที่เขายังกลับมาที่หอคณิกาเพราะเฟิงหลันคิดว่าที่นี่ปลอดภัยที่สุดจึงให้เขามาอยู่ที่นี่แทนการซ่อนตัวอยู่ในบ้านเก่าๆในป่าแล้วยังให้เขายืมสร้อยมาใช้ระหว่างที่อยู่หอคณิกาในความคิดของเยว่เฟยหลิงคิดว่าเฟิงหลันคงจะปลอมเป็แมวน้อยไปไหนมาไหนจึงไม่จำเป็ต้องใช้สร้อย
ตกดึกแขกเริ่มมาเยือนหัวหน้าคนใช้ก็ร้องบอกเขาให้เอาสำรับไปที่ชั้นสี่ที่เป็ชั้นของแขกพิเศษถึงหอคณิกาจะเป็ที่ที่มาหาความสำราญกับหนุ่มงามสาวงามแต่แขกบางคนแค่้ามาร่ำสุราที่ขึ้นชื่อของที่นี่เท่านั้นดังนั้นจึงมีชั้นสี่ไว้สำหรับบริการแขกที่มาร่ำสุราชมจันทร์โดยไม่้ามีผู้ใดรบกวน
เขาล่ะรู้สึกทึ่งกับการสร้างหอคณิกาแห่งนี้เสียเหลือเกินนอกจากจะแข็งแรงแล้วยังเก็บเสียงได้มิดชิดเสียด้วย
ภายในห้องหนึ่งที่เยว่เฟยหลิงเดินถือสำรับเข้ามาสมกับเป็ที่พักสำหรับแขกที่มาร่ำสุรา นอกจากจะมีสุราเตรียมพร้อมยังมีเตียงนอนที่จัดเอาไว้ให้อีกกะว่าพอร่ำสุราจนเมาแล้วก็ล้มตัวลงนอนได้เลยกระมังแล้วที่ชั้นสี่นี้ยังอยู่ค้างได้หลายคืนแล้วแต่แขกจะพอใจด้วย
เ้าของหอคณิกาช่างสรรหาวิธีทำเงินเก่งเสียจริง
แขกที่อยู่ในห้องเป็ชายร่างสูงนั่งอยู่ริมหน้าต่างแต่ทว่าเขาสวมหน้ากากครึ่งหน้าปกปิดใบหน้าส่วนบนแต่ก่อนที่เยว่เฟยหลิงจะออกไปก็ได้ยินเสียงทักเสียก่อน
“ชั้นสี่เป็ชั้นพิเศษอยู่รั้งนานๆเสียหน่อยหัวหน้าคนใช้คงไม่ว่าอะไรประมุขน้อยหรอก” ผู้ที่พูดอยู่ถอดหน้ากาก เยว่เฟยหลิงเลิกคิ้วทำไมเฟิงหลันถึงมาอยู่ที่นี่เสียเล่า
“ไปสืบข่าวรอบเมืองมาไม่ใช่รึ”เหมือนเห็นว่าเป็คนกันเองเยว่เฟยหลิงก็นั่งลงตรงข้ามอีกฝ่ายเพราะเฟิงหลันให้สร้อยเขามากระมังอีกฝ่ายถึงต้องสวมหน้ากากตอนเข้ามาในนี้
“เพราะแบบนั้นข้าถึงจะบอกประมุขน้อยว่าเราต้องใช้ที่นี่เป็ที่ซ่อนชั่วคราวพวกทหารกระจายกำลังค้นหาไปจนถึงบ้านในป่าที่เราอยู่แล้ว จะอยู่ต่อคงจะเสี่ยงเกินไป”ก่อนจะมาที่นี่เฟิงหลันลบร่องรอยของพวกเขาหมดแล้วพวกทหารจะเห็นแต่บ้านร้างเก่าๆที่ไม่มีคนเข้าไปเหยียบมานาน
“คิดยังไงกับเื่ที่มีคนลักลอบเข้าเมือง”ประมุขน้อยคิดว่าเฟิงหลันคงจะรู้เื่นี้แล้วตอนที่กำลังสืบข่าวแคว้นจ้าวก็เป็แคว้นเล็กๆทำไมถึงได้มีคนลักลอบเข้ามากัน
“อย่างน้อยคนที่ลอบเข้ามาคงไม่ได้อยู่ข้างเดียวกับแคว้นจ้าว”หรือว่านอกจากพวกเขายังมีคนอื่นที่ถูกส่งมา
“แต่เพราะเื่นี้พวกทหารถึงตรวจตราเข้มงวดขึ้นป่านนี้หัวเมืองต่างๆคงมีคำสั่งให้เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจคนเข้าเมืองแล้ว”เยว่เฟยหลิงรินเหล้าให้ตัวเองวิธีย้ายไปที่เมืองอื่นพวกเขายังไม่ทันจะคิดได้ก็มีเื่ที่มาสร้างความยุ่งยากให้กับพวกเขาเสียแล้ว
“่สองสามวันนี้เราคงเคลื่อนไหวอะไรไม่ได้ข้าจะบอกหัวหน้าคนใช้ว่าจองตัวท่านมาปรนนิบัติแล้วพักอยู่ที่นี่สบายๆสักสองสามวันเถอะ”เฟิงหลันเสนอความเห็นที่หอคณิกาแห่งนี้ล้วนแล้วแต่เป็แขกสำคัญที่พวกทหารคงไม่กล้าบุ่มบ่ามเข้ามาตรวจค้นแต่ระวังเอาไว้หน่อยก็ไม่เสียหาย
ไม่รู้ว่าเฟิงหลันใช้วิธีไหนถึงมาเป็แขกพิเศษที่หอคณิกาแห่งนี้ได้แต่ดูเหมือนเขาจะได้รับการปรนนิบัติเป็อย่างดีหัวหน้าคนใช้พอรู้ว่าแขกพิเศษ้าตัวเยว่เฟยหลิงให้มาคอยดูแลเขาก็รีบยัดตัวประมุขน้อยส่งให้แขกในทันทีพร้อมกับบอกว่าจนกว่าแขกจะกลับเยว่เฟยหลิงไม่ต้องทำงานอื่นซึ่งเยว่เฟยหลิงก็ตกลงรับคำ ตกดึกเขาก็ได้นอนพักบนเตียงนุ่มๆหลังจากที่นอนบนเตียงไม้แข็งๆมาหลายวัน
มือสังหารไม่จำเป็ต้องมีที่นอนดีๆหรือเตียงนุ่มๆแต่ไม่ได้หมายความว่ามีแล้วจะไม่นอน
ซึ่งเยว่เฟยหลิงก็นอนอยู่ข้างๆเฟิงหลันที่เหมือนจะหลับไปแล้ว
เยว่เฟยหลิงคิดว่าการเฝ้าระวังคงไม่จำเป็ในตอนนี้แต่จะประมาทก็ไม่ได้ ตอนนี้ถึงจะดึกมากแต่เยว่เฟยหลิงก็ยังไม่หลับในหัวก็คิดเื่หลายอย่างโดยเฉพาะสิ่งที่ฟู่หลิงรั่ว้าให้เขาทำ
การที่เขามาอยู่ที่นี่ต้องเป็เื่ยากสำหรับฟู่หลิงรั่วที่ต้องเอาตัวรอดในสถานการณ์ที่เป็ฝ่ายเสียเปรียบแบบนี้ถึงแม้จะมีหัวหน้าราชองครักษ์ที่ไว้ใจได้แต่เขาก็ไม่ได้อยู่ข้างกายฟู่หลิงรั่วตลอดทั้งกลางวันและกลางคืนเหมือนที่เยว่เฟยหลิงทำสถานการณ์ภายในวังหลวงทั้งคลุมเครือทั้งอันตรายใน่ที่เขาไม่อยู่ไม่รู้จะเกิดขึ้นบ้าง เพราะทั้งสองแคว้นไม่ได้ติดต่อกันข่าวที่ชิงหลงจึงมาไม่ถึงแคว้นจ้าวแม้ว่าจะเป็เขตชายแดนก็ตามเวลาแค่ไม่กี่วันไม่รู้ว่าเกิดขึ้นบ้างแล้ว ฟู่หลิงรั่วจะยังปลอดภัยดีหรือเปล่าแม้จะเป็จักรพรรดิที่มีฝีมือเพียงใดแต่เื่สังหารคนก็ไม่ใช่สิ่งที่จะทำได้อย่างเปิดเผยหรือลงมือได้ด้วยตัวเองไม่ใช่ว่าเยว่เฟยหลิงทะนงตนว่าเป็ประมุขพรรคมือสังหารจึงได้คิดว่าฟู่หลิงรั่วจะอยู่ไม่ได้หากไม่มีเขาแต่เป็เพราะสถานะจักรพรรดิทำให้ฟู่หลิงรั่วไม่สามารถทำอะไรได้ดั่งใจนักจึงต้องมีคนทำอะไรบางอย่างแทนเขาหัวหน้าราชองครักษ์อาจทำตามประสงค์ขององค์จักรพรรดิได้แต่เขาก็ไม่สามารถทำได้ทุกอย่างถึงจะเป็ราชองครักษ์ส่วนพระองค์แต่สิ่งที่ทำได้ก็มีจำกัดต่างจากมือสังหารที่ซ่อนตัวอยู่ในเงามืดและสามารถเคลื่อนไหวได้ในทันทีตามคำสั่ง
ภารกิจที่ให้มาก็ไม่รู้จะกินเวลาไปจนถึงเมื่อไหร่หากไม่มีเื่อะไรเกิดขึ้นก็คงจะดี
“เ้านี่โชคดีจริงๆแขกคนนั้นต้องกระเป๋าหนักมากเป็แน่” ใน่สายของอีกวันเยว่เฟยหลิงก็ลงมาจัดสำรับเพื่อเป็อาหารเช้าให้กับเฟิงหลันตามหน้าที่เขาก็สงสัยอยู่ว่าเฟิงหลันไปมีเงินขนาดนั้นมาจากไหนทั้งๆที่ตอนมาพวกเขามีเงินไม่มาก
ไม่อยากจะคิดถึงวิธีที่เฟิงหลันได้เงินมาเลย
“อืมเขาไม่เื่มากด้วยสิ” หัวหน้าคนใช้เอ่ยปกติแล้วแขกที่ชั้นสี่มักจะเื่มากเื่อาหารกินและค่อนข้างเลือกคนที่จะไปปรนนิบัติแต่แขกคนนี้นอกจากจะไม่เื่มากแล้ว ยังยกเื่ทุกอย่างให้เด็กใหม่จัดการเสียอีก
“แล้วเขาหน้าตาเป็อย่างไรต้องหล่อมากแน่ใช่หรือไม่” เพื่อนร่วมงานเริ่มเข้ามาล้อมวงเยว่เฟยหลิงที่กำลังถือสำรับอยู่นอกจากเขาต้องจัดสำรับให้เฟิงหลันแล้ว ยังมีสำรับของเขาเองอีกด้วยแต่คนอื่นเข้าใจว่าแขกคนนี้กินเยอะเป็พิเศษจึงไม่ได้เอ่ยถามอะไร
“เขาใส่หน้ากากนี่ข้าไม่รู้เหมือนกัน”
“แล้ว...เมื่อคืนเ้าไม่ได้ออกมาจากห้อง...”
“พวกเ้านี่ไม่ใช่แขกทุกคนจะมาที่นี่เพราะเื่นั้นเสียหน่อยเขาแค่ให้ข้าอยู่คุยเป็เพื่อนเท่านั้น ที่ข้าไม่ได้ออกมาเพราะข้าเผลอหลับต่างหาก”ที่จริงเขาเพิ่งจะหลับตอนใกล้รุ่งนี่เองเฟิงหลันตื่นขึ้นมาเห็นเขายังไม่นอนจึงหัวเราะแล้วบอกให้เขานอนซะเขาถึงได้ตื่นมา่สายแล้วลงมาจัดสำรับเอาป่านนี้
“อะไรกันนึกว่าจะมีอะไรมากกว่านั้นเสียอีก” เพื่อนร่วมงานถอนหายใจเยว่เฟยหลิงมองค้อนเล็กน้อยก่อนจะถือสำรับขึ้นไปชั้นสี่
“วันนี้พวกทหารก็เอะอะกันเหมือนเดิม”เมื่อเดินเข้ามาในห้องก็เจอเฟิงหลันที่สวมหน้ากากนั่งอยู่ริมหน้าต่างมองพวกทหารที่กำลังลาดตระเวนอย่างขมักเขม้น
“จะลาดตระเวนถี่ขนาดไหนแต่ไม่เข้าค้นในตัวเรือนแล้วจะหาตัวเจอรึ”เยว่เฟยหลิงวางสำรับอาหารลง การลาดตระเวนเข้มงวดขึ้นก็จริงแต่พวกทหารก็ไม่ได้บุกค้นภายในตัวเรือนแม้แต่หอคณิกาแห่งนี้ที่น่าจะเป็ที่ซ่อนตัวที่ดีที่สุดพวกทหารยังไม่เข้ามา
แต่ถ้าเป็ทหารของชิงหลงพวกเขาหาแม้กระทั่งในไหหมักผักดองด้วยซ้ำ
“คงจะใช้วิธีกดดันโดยการลาดตระเวนบ่อยๆพอหลบซ่อนตัวนานๆอย่างไรเสียก็ต้องออกมาภายนอกพวกทหารลาดตระเวนกันบ่อยเสียปานนี้คงจดจำทุกคนที่อยู่ที่นี่ได้หมดแล้วดังนั้นเมื่อมีคนไม่คุ้นหน้าคุ้นตาโผล่มาพวกเขาก็จะรู้ว่าคนผู้นั้นเป็คนนอก”
“เสียเวลาแต่ได้ผลแน่นอนสินะ”ซึ่งหากพวกเขาไปเดินข้างนอกพวกเขาก็จะถูกจับได้ทันทีว่าเป็คนนอกเห็นทีเื่นี้คงต้องรอบคอบเสียหน่อยแล้ว
“ประมุขน้อยไม่ต้องเป็ห่วงข้าเตรียมพร้อมเผื่อสถานการณ์นี้เอาไว้แล้ว” เหมือนจะเดาความคิดของเยว่เฟยหลิงได้เฟิงหลันจึงได้บอกเื่ที่เขาไปเดินในเมืองเป็ระยะเพื่อให้มีคนจำเขาได้ซึ่งแน่นอนว่าด้วยรูปร่างที่โดดเด่นเช่นนี้ย่อมมีคนจำเขาได้อย่างแน่นอน
“อยู่กับเ้าข้าไม่ต้องเปลืองแรงเลยจริงๆ”เยว่เฟยหลิงอดที่จะเอ่ยไม่ได้ไม่ว่าจะเป็เื่อะไรเฟิงหลันล้วนจัดการได้หมดแล้วยังวางแผนเอาไว้ล่วงหน้าเสียด้วย
“ประมุขน้อยยังาเ็อยู่จะให้ออกแรงมากๆได้อย่างไร” อันที่จริงแผลนี้ไม่นับว่าร้ายแรงแค่ยังไม่หายสนิทก็เท่านั้น หลายวันมานี้เขาก็ไม่ได้ไปไหน ร่างกายก็ฟื้นตัวดีแล้วแต่เฟิงหลันก็ยังยืนยันว่าควรพักให้หายดีก่อน ไม่ควรเคลื่อนไหวมาก
เยว่เฟยหลิงคิดว่าเฟิงหลันมองว่าเขาอายุน้อยกว่าจึงไม่อยากให้เขาออกไปเสี่ยงซึ่งเฟิงหลันอายุมากกว่าเยว่เฟยหลิงเก้าปี อีกฝ่ายจะมองแบบนั้นก็ช่วยไม่ได้
“แผลข้าดีขึ้นแล้ว”
“ระวังไว้ย่อมดีกว่า”นอกจากเื่ทำอาหารที่เยว่เฟยหลิงเอาชนะอีกฝ่ายไม่ได้แล้วเื่คำพูดเยว่เฟยหลิงก็คิดว่าเฟิงหลันนั้นเก่งกว่าเขาด้วย
เพราะที่ผ่านมาอีกฝ่ายว่าอย่างไรเขาก็ว่าตามตลอด
จะว่าไปก็เพิ่งสังเกตเื่นี้เหมือนกัน
“ระหว่างอยู่ที่นี่ข้าว่าประมุขน้อยอย่าแสดงพลังจะดีกว่า”เฟิงหลันออกความเห็นแล้วเดินมานั่งตรงหน้าสำรับ เยว่เฟยหลิงขมวดคิ้ว
“จะบอกว่าไม่ให้ข้าสู้หรือทำอะไรที่บอกว่าข้าเคยเป็มือสังหารมาก่อนรึ”
“จะว่าแบบนั้นก็ได้ทั้งการต่อสู้ การเคลื่อนไหว หรืออะไรก็ตามที่บอกว่าท่านไม่ใช่คนธรรมดาทั่วไปข้าอยากให้ท่านปิดเอาไว้ให้มิด”
“ทำไม?”
“เราอยู่ในถิ่นคนอื่นที่ไม่รู้ว่าเป็มิตรหรือศัตรูเรามีกันแค่สองคนหากเราเปิดเผยความสามารถให้คนอื่นรู้ทั้งสองคนเราจะเคลื่อนไหวลำบากประมุขน้อยเก็บฝีมือเอาไว้ในสถานการณ์ที่เรารับมือไม่ได้ดีกว่า” ร่างสูงให้เหตุผล หากตีความตามที่เฟิงหลันพูดนั่นหมายถึงจนกว่าจะเกิดสถานการณ์ที่เฟิงหลันรับมือไม่ได้ห้ามเยว่เฟยหลิงลงมือเด็ดขาดอย่างนั้นรึ
“เท่ากับว่าเ้าลงแรงอยู่คนเดียวไม่ใช่รึ”
“ไม่ใช่ว่าข้าลงแรงคนเดียวเราแค่แบ่งหน้าที่กันเท่านั้น ประมุขน้อยเก็บข้อมูล ส่วนข้าออกแรง” มิใช่ว่าที่ผ่านมาเฟิงหลันทั้งเก็บข้อมูลทั้งออกแรงหรอกรึ
“แน่ใจรึว่าจะให้ข้าทำแค่ดูหากเ้าาเ็ขึ้นมาจะทำอย่างไร”
“ใครที่ไหนจะทำอะไรข้าได้”เยว่เฟยหลิงเหล่ตา วิธีพูดแบบนี้เหมือนสวี่ชิงเค่อไม่มีผิดหลงตัวเองเหมือนกันรึ
“ก็ได้หากจวนตัวข้าถึงจะช่วยเ้า” อยากออกแรงนักก็จะให้ออก
“ประมุขน้อยว่าง่ายดีจริง”ข้าเถียงเ้าชนะด้วยรึ
“จริงสิข้าลืมบอกประมุขน้อยเื่หนึ่ง” เฟิงหลันทำหน้าเหมือนนึกขึ้นได้ระหว่างที่คีบอาหารเข้าปากเยว่เฟยหลิงก็รอฟังว่าอีกฝ่ายจะพูดอะไร
“ระหว่างที่ข้าออกไปเดินข้างนอกมีแม่ค้ามาถามกับข้าว่าข้าเป็อะไรหรือเปล่าเพราะมาเดินในตลาดอยู่หลายวันแล้ว”
“แล้วเ้าบอกนางไปว่าอย่างไร”
“ข้าพลัดหลงกับภรรยาหาไม่เจอมาหลายวันแล้ว”
“.......”
คิดถูกหรือเปล่าที่ให้เ้าออกหน้าคนเดียว