ท่ามกลางหมอกควันจากรถยนต์ที่มีมากเสียจนถนนเป็คล้ายที่จอดรถ เพราะรถทุกคันต่างหยุดนิ่งอยู่กับที่ลึกเข้าไปในซอกตึก เป็ที่ตั้งของร้านอาหารเล็กกลางกรุงเทพฯ แห่งหนึ่งร้านนี้ไม่ใช่ร้านใหญ่
หากแต่ดึงดูดลูกค้าด้วยธรรมชาติที่หาได้ยากในเมืองใหญ่ด้วยบรรยากาศสบายๆ ของต้นไม้สีเขียวสดที่ถูกตกแต่งประดับประดาแทบจะทุกซอกทุกมุมั้แ่ประตูด้านหน้าไปจนถึงห้องน้ำด้านหลัง ทั้งต้นใหญ่สูงท่วมหัวและกระถางต้นไม้ต้นเล็กรวมทั้งต้นไม้ต้นเล็กที่มีดอกกระจุ๋มกระจิ๋มซึ่งถูกปลูกในกระถางใบน้อยแล้วห้อยลงมาจากหลังคา
แม้แต่โต๊ะกับเก้าอี้ที่ลูกค้านั่งก็ทำด้วยไม้ไผ่ผ่าซีกประกอบกันเข้าเป็ชุด บนโต๊ะมีผ้าสีขาวสะอาดปูไว้แต่เล่นลวดลายตรงชายผ้าเล็กน้อยพอให้สวยงามไม่โล่งจนเกินไปสูงขึ้นไปเหนือศีรษะของแต่ละโต๊ะ แขวนโคมไฟที่ทำด้วยฝาชีไม้ไผ่สานอันเล็กแต่เวลานี้เป็เวลากลางวัน มันจึงยังไม่ถูกใช้งานหลังคาที่ทำจากใบจากช่วยทำให้อากาศภายในร้านเย็นสบาย ไม่จำเป็ต้องกั้นห้องติดแอร์ใช้เพียงพัดลมก็พอ
มุมหนึ่งของร้านสุชาติคนสนิทของธเนศกับเอริคนั่งเก้าอี้ตรงกันข้ามกันบนโต๊ะอาหารมีเพียงถ้วยกาแฟสองถ้วยเท่านั้น ทั้งคู่สนทนาน้อยคำแทบนับคำได้
“คุณเอริค ผมมารับของให้ท่านธเนศครับ” สุชาติพูดกับเอริคแบบนอบน้อมเขารู้ดีว่าคู่สนทนาเป็คนของดอกเตอร์เกื้อซึ่งเป็เพื่อนสนิทของเ้านายตน
“นี่ครับ” เอริคหยิบซองเอกสารจากในกระเป๋าเสื้อตัวในยื่นให้อีกฝ่าย
“ขอบคุณครับ” สุชาติรับไปจากมือแล้วยื่นซองน้ำตาลปึกหนาให้ชายหนุ่มพร้อมกับพูดขึ้นว่า
“ท่านธเนศฝากให้ดอกเตอร์เกื้อครับ รบกวนนับจำนวนให้ตรงกับหน้าซองด้วยนะครับ”
“ไม่ละ ขอบคุณ” เอริคปฏิเสธสั้น ๆแล้วรับของจากอีกฝ่ายมาเสียบใส่ในกระเป๋าเสื้อตัวในที่เดียวกับที่หยิบของส่งให้เมื่อครู่โดยไม่สนใจแม้กระทั่งจะมองตัวเลขบนหน้าซอง
‘หยิ่งซิบ..ถือว่าเป็คนสนิทของคนโปรดนาย’ สุชาติคิดในใจหากแต่คำพูดที่เปล่งออกไปเสแสร้งไม่แพ้รอยยิ้มบนใบหน้าคือ
“ถ้าเรียบร้อยแล้วผมขอตัวนะครับ จะรีบนำของไปให้ท่านธเนศ” เอริคพยักหน้ารับไม่พูดอะไร สุชาติลุกขึ้นยืนโค้งให้เอริคแบบสุภาพจากนั้นก็เดินออกจากร้านไป
เอริคยังคงนั่งเฉยความเหนื่อยหน่ายเกาะกินจิตใจจนพานทำให้ร่างกายคล้ายหมดแรงไปด้วย
ชายหนุ่มทอดสายตามองออกไปนอกร้านอย่างไร้จุดหมายมองดูคนที่เดินผ่านไปมา ทุกคนคงได้ใช้ชีวิตในแบบของตน ได้ทำในสิ่งที่ตัวเองเลือกแล้วตัวเขาเองเล่า เขากำลังทำอะไร นึกแล้วมันน่าสมเพชตัวเองเสียจริงถึงกรุงเทพฯจะวุ่นวายขนาดไหน แต่ทุกคนก็มีอิสระทั้งกายและใจที่จะทำอะไรก็ได้บางคนอาจจะลำบาก บางคนอาจจะเหน็ดเหนื่อยจากการใช้ชีวิตจากหน้าที่การงานแต่ยังไงก็ยังน่าอิจฉาอยู่ดี
กรุงเทพฯที่แสนวุ่นวายช่างต่างจากเกาะที่เขาอยู่ลิบลับ เกาะที่แสนสบายและเงียบสงบเกาะที่สวยงามเหมือน์ เกาะ์เหรอ หึ ใครจะรู้แท้จริงแล้วมันไม่ใช่เกาะ์อย่างที่หลายคนเข้าใจหรอก มันเป็เกาะที่มี ‘ซาตาน’ เป็เ้าของต่างหาก
เอริคกระดิกนิ้วเรียกบริกรหนุ่มหน้าตาเสื้อผ้าสะอาดสะอ้านเรียบร้อยซึ่งยืนคอยชำเลืองดูลูกค้าที่มาใช้บริการแบบไม่น่าเกลียด
บริกรหนุ่มโค้งคำนับให้ก่อนเดินมาที่โต๊ะเอริคแล้วโน้มตัวไม่ใกล้ลูกค้าหนุ่มจนเกินไปนักเพื่อรอรับคำสั่ง
“ขอกาแฟเพิ่มอีกที่”
“ครับ” เด็กหนุ่มรับคำสั่ง ก่อนเดินจากไปอย่างรวดเร็วเพื่อไปทำหน้าที่ของตัวเอง
++++++++++++++++++++
ณ เกาะใหญ่กลางทะเล
“ซ่า ซ่า ครืน” เสียงคลื่นกระทบหินพาให้ละอองน้ำลอยฟุ้งขึ้นเต็มฟ้าแตกกระจายตัว ตกลงสู่พื้นทรายเบื้องล่างแล้วรวมตัวกันถอยหลังไหลกลับไปรวมเป็เนื้อเดียวกันกับทะเลกว้างใหญ่ สักพัก ลมทะเลก็พัดน้ำเค็มมากระแทกหินและชายฝั่งอีกเป็แบบนี้เรื่อย ๆ ไม่มีทีท่าว่าจะเหนื่อยหรือหยุดพัก
เมื่อความมืดเป็ใหญ่เหนือทุกสิ่งมีเพียงหนึ่งเดียวที่เอาชนะมันได้นั่นคือ ‘กาลเวลา’ ซึ่งยังคงทำหน้าที่ของมันอย่างไม่ขาดตกบกพร่องกาลเวลาดึงดวงจันทร์ที่ลอยเด่นกลางฟ้าและดวงดาวนับร้อยนับพัน ให้ค่อย ๆไหลเอื่อยจนจางหายเพื่อรอเวลากลับขึ้นมาใหม่แล้วกาลเวลาก็ลากดวงอาทิตย์ขึ้นมาเปล่งแสงให้ความสว่างแก่โลกเพื่อรอเวลาที่จะกลับไปหลบพัก
ทันทีที่แสงสว่างฉาบลงมาบนพื้นโลกตกกระทบผิวน้ำทะเลจนเป็ประกายระยิบระยับชวนมอง เกิดแทบรุ้งเจ็ดสีอันเล็กทุกครั้งที่ละอองน้ำลอยขึ้นกระทบกับแสงอาทิตย์
หญิงสาวผมยาวนอนทอดกายไร้สติใบหน้าเ้าหล่อนคว่ำอยู่บนพื้นทรายละเอียด เม็ดทรายเปรอะเปื้อนดวงหน้าขาวใสเนื้อตัวสาวเ้าขะมุกขะมอมเปรอะเปื้อนไปด้วยเศษดินทรายเสื้อชูชีพที่สวมอยู่ขาดวิ่น บางจุดหลุดออกจนเห็นโฟมที่บุอยู่ด้านใน
น้ำทะเลสาดกระทบร่างบางเป็จังหวะผมที่ยาวสยายออกเอนไหวไปตามแรงน้ำที่พัดพาใบหน้าที่คว่ำอยู่มีเืซึมออกจากหน้าผากรอยแตกเล็กตรงไรผมมีเืแห้งเป็แผ่นติดเกรอะกรัง
หญิงสาวหลับตาสนิท ลมหายใจอ่อนโรย สติล่องลอยไปไกล ไกลมาก
‘ในห้วงลึกของจิตใจ น้ำใสเห็นบิดายืนยิ้มอยู่ตรงหน้ารอบกายของบิดาและตัวหล่อนมีหมอกหนาสีขาวลอยละล่องไปทั่วจนน้ำใสไม่อาจรู้ได้ว่าที่ที่หล่อนยืนอยู่นี้คือที่ใดและเวลาใดน้ำใสเหลียวมองไปรอบตัวอีกครั้ง พยามเพ่งสายตามองหาจุดเด่นหรืออะไรสักอย่างที่จะตอบหล่อนได้ว่าที่นี่มันที่ไหน แต่หล่อนก็เห็นเพียงแค่หมอกขาวและบิดาเท่านั้นบิดาหล่อนยังคงหล่อเหมือนเดิม เหมือนเมื่อครั้งน้ำใสยังเป็เด็กหญิงตัวน้อยน้ำใสะโเรียกบิดาเมื่อเห็นบิดาที่กำลังยิ้มอยู่หุบยิ้ม แล้วหันหลังให้หล่อนจากนั้นก็ก้าวเท้าเดินหน้าถอยห่างน้ำใสออกไป’
“คุณพ่อ คุณพ่อขา รอน้ำด้วย รอน้ำด้วย” น้ำใสวิ่งตามแต่ทั้ง ๆ ที่บิดาหล่อนเพียงแค่เดินเท่านั้น หล่อนยังวิ่งตามไม่ทันเลย น้ำใสวิ่งวิ่ง วิ่ง’
+++++++++++++++++++++++++++